วินัย คือพื้นฐานความสำเร็จ

วันที่ 29 สค. พ.ศ.2558

 

วินัย คือพื้นฐานความสำเร็จ


            วินัย มีความสำคัญต่อความสำเร็จ ในชีวิตของคนเรามากเลยทีเดียว ดูอย่างร่างกายของเราที่แข็งแรงเติบโตมาได้อย่างนี้ เพราะวินัยแท้ๆ วินัยของอวัยวะทุกๆส่วนของร่างกายที่ทำงานประสานกันได้อย่างดี ถ้าหากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขาดวินัย ร่างกายเราคงแย่ ถ้าเราทานข้าวไปแล้วกะเพาะอาหารบอกว่าวันนี้ขี้เกียจย่อย ลำไส้บอกว่าขี้เกียจดูดซึมอาหาร ผลก็คือ เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีปัญหาทันที หรือถ้าหากปอดบอกว่าวันนี้ขี้เกียจทำงาน ขอหยุดพักชั่วคราว เพียงไม่กี่นาทีเราก็แย่แล้ว ยิ่งถ้าหากหัวใจบอกว่าขอพักสูบฉีดเลือดสักหน่อยเราก็คงไม่รอดแน่นอน ดังนั้นหากอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใด หยุดทำงานเมื่อไร ร่างกายเราย่อมรวนทันที ทุกส่วนของร่างกายคนเราเรียกว่า ทำงานอย่างมีวินัยมาก 
ดังนั้นเมื่อเราจะใช้สังขารร่างกายที่อุตส่าห์ทำงานประสานกันอย่างมีวินัย ในการประกอบกิจเพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับตัวเอง เราก็ต้องมีวินัยเหมือนกัน อย่าให้น้อยหน้า ตับ ปอด หัวใจ ไส้พุง ทุกๆ ส่วนของร่างกายเรา ซึ่งเป็นตัวอย่างของวินัยในธรรมชาติที่ใกล้ตัวเราที่สุด


วินัยเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ คือ 
1.    วินัยเรื่องเวลา
2.    วินัยเรื่องความสะอาด

 

            1.    วินัยเรื่องเวลา ใครมีวินัยเรื่องเวลา คนนั้นจะทำงานได้มากและประสบความสำเร็จ ถ้าเป็นนักเรียนก็จะเรียนได้ดี ถ้าเป็นนักทำงานก็จะผลิตผลงานได้มากและมีคุณภาพ ซึ่งเรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องที่ทราบกันดี แต่ก็ทำได้ไม่ง่ายนัก ในการฝึกวินัยเรื่องเวลานั้น นอกเหนือจากการฝึกการตรงต่อเวลาแล้ว ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่าคือ การแบ่งเวลา เราจะแบ่งเวลาของเราในแต่ละวันอย่างไร เมื่อวางแผนแล้วก็ทำให้ได้ตามนั้น โดยใช้การตรงต่อเวลาเสริมเข้ามา เพราะฉะนั้นต้องเริ่มที่การแบ่งเวลาก่อน ถ้าแบ่งเวลาไม่เป็น ใช้เวลาแบบสะเปะสะปะ จะตรงเวลาได้อย่างไร
            การฝึกวินัยเรื่องเวลา สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการฝึกวินัยเกี่ยวกับเวลาในการเข้านอน เมื่อเราตั้งใจว่าจะเข้านอนเวลาใด ก็ให้จัดวางกิจวัตรต่างๆ ให้เข้ากับจังหวะเวลาของเราให้ดีเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ก็เข้านอนเท่านั้นเอง การฝึกวินัยเรื่องนี้น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด เพราะไม่ได้ให้ไปทำงานอะไรเลย แต่เชื่อไหมว่า วินัยที่ดูเหมือนง่ายๆ และแสนสบายนี้ เวลาทำจริงๆ กลับไม่ง่ายเลย บางคนคิดว่าจะเข้านอน 4 ทุ่มครึ่ง พอถึงเวลากลับขอทำอะไรต่ออีก เดี๋ยวก็นั่น เดี๋ยวก็นี่ เวลาเคลื่อนออกไป พอเข้านอนดึกถึงเวลาเช้าก็ไม่อยากตื่น ถ้าจำเป็นต้องตื่นก็งัวเงีย ประสิทธิภาพในการทำงานก็เสียไปทั้งวัน แต่ถ้าเรามีวินัยเรื่องเวลานอนเราก็จะมีวินัยเรื่องเวลาตื่นโดยอัตโนมัติ เราจะตื่นด้วยความสดชื่น และสามารถบริหารเวลาในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี


คนโบราณมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงผูกโคลงโลกนิติ สอนใจไว้ว่า

คนตื่นคืนหนึ่งช้า        จริงเจียว
มล้าวิถีโยชน์เดียว        ดุจร้อย
สงสารหมู่พาลเทียว            ทางเนิน นานนา
เพราะบ่เห็นธรรมน้อย            หนึ่งให้เป็นคุณ


           เริ่มต้นช้าไปนิดเดียว เหมือนช้าไปเป็นร้อยโยชน์ ตื่นสายไปแค่ครึ่งชั่วโมง ชีวิตก็ร้อนรน รีบเร่งทำอะไรไม่ทันไปทั้งวัน เพียงแค่ตื่นเช้าชีวิตเราก็จะพร้อมสำหรับทุกอย่าง ซึ่งการจะตื่นเช้าด้วยความสดชื่นอย่างนี้ ย่อมเป็นผลจากการเข้านอนเร็ว ตรงเวลา ในการฝึกเด็กๆ ให้มีวินัยในการเข้านอน พ่อแม่เองก็ต้องมีวินัยในการนอนด้วยเช่นกัน ก่อนนอนก็สวดมนต์นั่งสมาธิ ใจสบายแล้วก็หลับไปในอู่ทะเลบุญ อย่างนี้จึงจะดี วินัยเวลาเริ่มที่การนอน เป็นการฝึกในเรื่องง่ายๆ แต่ต้องอาศัยความตั้งใจจริง เพราะฉะนั้น ขอให้ตั้งใจฝึกให้มีวินัย ในเรื่องเวลานอน เวลาตื่น แล้ววินัยเวลาในเรื่องอื่นๆ จะตามมา ให้ประโยชน์กับชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว


            2.    วินัยในเรื่องเกี่ยวกับความสะอาด ความเป็นระเบียบ เรื่องนี้ก็สำคัญ ถ้าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสะอาดสะอ้าน และเป็นระเบียบเรียบร้อย ใจเราก็จะโปร่งเบาสบาย ความคิดก็เป็นระเบียบ จะทำอะไรคุณภาพงานก็จะดี ถ้าหากตัวเรายังแวดล้อมไปด้วยความสกปรกเลอะเทอะอยู่ ก็คงเป็นไปได้ยากที่จะสร้างผลงานดีๆ ออกมา ใจเราเองก็จะขุ่นมัว ตัวอย่างเช่น โรงงานที่สกปรกเลอะเทอะ การที่จะผลิตสินค้าให้มีคุณภาพดีก็คงเป็นไปได้ยาก ตรงกันข้ามกับโรงงานที่สะอาดเป็นระเบียบ คนทำงานก็รู้สึกสบายตา สบายใจ เมื่อคุณภาพใจถูกยกขึ้นมา การทำงานก็จะมีความประณีต ผลิตสินค้าที่ดีออกมาได้ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชากรมีคุณภาพ เขาจะมีวินัย 2 เรื่องนี้ดีมาก ตัวอย่างเช่นคนเยอรมันซึ่งเป็นชนชาติที่ใครจะว่าอะไรเขา เขาไม่ค่อยโกรธเท่าไร แต่ถ้าของที่เขาวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ แล้วมีคนไปทำให้มันเสียระเบียบ เขาจะโกรธมาก เช่นถ้าบ้านเขามีกระถางต้นไม้เรียงเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่แล้ว ใครไปเคลื่อนย้ายกระถางต้นไม้ ออกมานอกแถวเกะกะ เขาจะโกรธมาก เขาจะรีบมาจัดให้มันคืนที่ พอเข้าที่แล้วก็สบายใจ เพราะความไม่เป็นระเบียบ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ เนื่องจากเขาได้รับการปลูกฝังเรื่องวินัยกันมาอย่างดี จนกระทั่งเป็นความเคยชิน


            ตั้งแต่วัยเด็กสิ่งที่แวดล้อมตัวเขามีแต่ความพร้อมเพรียง เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้เข้าไปในใจคนเยอรมันตลอด เขาจึงรักความมีระเบียบวินัย และส่งผลให้คนเยอรมันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่สินค้าเยอรมันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ในเรื่องคุณภาพดี เพราะปลูกฝังกันมาอย่างนี้ แม้แต่ชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่ในต่างแดนเช่นในประเทศรัสเซีย ก็ยังคงรักษาความเป็นระเบียบวินัยไว้เป็นอย่างดี ใครที่เดินทางเข้าสู่หมู่บ้านของคนเชื่อสายเยอรมันจะรู้สึกได้ทันทีถึงความมีวินัยเพราะแม้แต่ต้นไม้ที่ปลูกบนพื้นดิน ก็ยังเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย พอเห็นก็รู้เลยว่าเข้าเขตหมู่บ้านเยอรมันแล้ว  ปัจจุบันในยุโรป มีการปิดประเทศภายใต้สนธิสัญญาเจอร์เก้นของประเทศในสนธิสัญญา เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม อิตาลี เป็นต้น ไม่ต้องขอวีซ่าทีละประเทศ แค่มีวีซ่าเข้าประเทศเดียว ก็สามารถเดินทางไปได้ทุกประเทศในการเดินทางจึงไม่มีด่านตรวจคนเข้าเมือง มากั้นระหว่างประเทศ ทำให้บางครั้งการเดินทางแทบจะไม่รู้สึกว่าได้ข้ามแดน ข้ามประเทศไปแล้ว ยกเว้นการเดินทางเข้าสู่ประเทศเยอรมันแล้ว เราจะรู้อัตโนมัติว่าเข้าสู่ประเทศเยอรมันแล้ว เพราะทุกอย่างเป็นระเบียบ สะอาด ถนนหนทางไม่มีขยะเกลื่อนกลาด จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมประเทศเยอรมันจึงมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่ง เป็นแกนนำของสหภาพยุโรปฉะนั้นเราเองก็ต้องฝึก ดูแลที่พักที่ทำงานของเราให้สะอาดสะอ้าน และเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ลูกเรารู้จักรักความสะอาด ผมเผ้า หน้าตา ทุกอย่างสะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าเรียบร้อย เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวก่อน แล้ววินัยเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสู่ความสำเร็จในชีวิต เด็กที่เติบโตมาจากสิ่งแวดล้อมเช่นนี้จะรักความสะอาด รักความเป็นระเบียบ แล้วความสำเร็จจะตามมา 
ชาวญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่ดีมากเรื่องความมีวินัยเรื่องเวลา สมัยเรียนหนังสืออยู่มหาวิทยาลัยโตเกียว อาตมาเคยขอให้ศาสตราจารย์ที่ปรึกษา ช่วยพาไปฝากพำนักที่วัดญี่ปุ่น และได้พักอยู่ที่วัดนั้น เกือบหนึ่งปีเพราะอยากรู้ว่าคนญี่ปุ่นเขาอยู่กันอย่างไร คิดกันอย่างไร จะรู้จริงได้ก็ต้องเข้าไปอยู่ร่วมกัน


            เมื่อไปอยู่แล้วยังทึ่งว่า เวลาเริ่มงานเขาจะเริ่มพร้อมกัน เวลาเลิกงานเขาก็จะเลิกพร้อมกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในเวลาเช้าเมื่อสวดมนต์เสร็จ พระทุกรูปในวัดจะมาช่วยกันกวาดลานวัด เราอาจจะคิดว่าเมื่อแบ่งพื้นที่กันกวาดแล้ว ใครกวาดพื้นที่ตัวเองเสร็จก่อนก็น่าจะไปพักได้ แต่ชาวญี่ปุ่นไม่ใช่อย่างนั้น เขาจะช่วยกันทำงานต่อรอจนทุกคนเสร็จพร้อมกัน จึงจะหันหน้ามาโค้งให้กันแล้วพูดว่า “ โอะซึคาเระ ซะมะเดะชิตะ ” มีความหมายเป็นนัยว่า ชื่นชมความทุ่มเทเสียสละในการทำงานซึ่งกันและกัน แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไป  ในการทำงานถ้ามีใครบางคนมาช้า คนอื่นๆ ก็จะไปช่วยในจุดที่ล่าช้านั้นจนเสร็จพร้อมกัน ดูเผินๆ เหมือนเสียเวลา แต่ความจริงกลับทำให้งานมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีใครอู้งานเลยทุกคนรู้ว่าเพื่อนรออยู่ จึงรีบทำงานอย่างขมีขมัน ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วมาเจอกันเลิกงานพร้อมกันด้วยความพร้อมเพรียง ความเป็นเอกภาพของหมู่คณะจึงเกิดขึ้น แม้แต่การขุดดินที่ทำร่วมกันหลายๆคน แต่ละคนต่างใช้จอบขุดดินไป พอทำไปได้สักพักเดียวปรากฏว่าทุกคนกลับฟันจอบโดยพร้อมเพรียงกัน เห็นแล้วก็นึกชื่นชมปนขำว่าทำได้อย่างไร และพบว่าชาวญี่ปุ่นใช้ความมีวินัย เป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานนั่นเอง จึงขอฝากเรื่องของความมีวินัยเรื่องเวลา และวินัยเรื่องความสะอาด ความเป็นระเบียบไว้ด้วยตัวอย่างง่ายๆ ดังกล่าว เพื่อวินัยจะได้นำพาชีวิตเรา ครอบครัวเรา สังคมและประเทศชาติไปสู่ความสำเร็จในที่สุด

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 2  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ