ความจริงเรื่องวัฏจักรของจักรวาล

วันที่ 07 กย. พ.ศ.2558

 

 ความจริงเรื่องวัฏจักรของจักรวาล

            ความจริงที่นักศึกษาจะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้เกี่ยวกับโลกและจักรวาลอีกประการหนึ่ง คือ สรรพสัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะยั่งยืนถาวร สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเหล่านั้น ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น คือ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

            โดยสภาพความเป็นจริงของจักรวาลเองก็มีวัฏจักรของตัวเอง อันประกอบด้วย การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปในที่สุด ซึ่งหมุนเวียนเป็นวงกลมอย่างนี้ไม่สิ้นสุดเช่นกัน ดังนั้นเรากำลังจะมาทบทวนวัฏจักรของจักรวาลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจตัวเราเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าเรากำลังอยู่ในคุกขนาดใหญ่ ที่ต้องวนเวียนตายเกิดอย่างไม่รู้จบสิ้น ทั้งยังเป็นคุกที่มีความเสื่อมถอยอยู่ตลอดเวลา หาความเที่ยงแท้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบกันอย่างมาก เพื่อให้เห็นชัดถึงสภาพอันแท้จริงของจักรวาลที่เราอาศัย และเพื่อตระหนักถึงความสำคัญของพระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงนำความรู้อันแท้จริงมาเปิดเผยต่อมวลมนุษยชาติ

 

การเกิดขึ้นของจักรวาล

            จักรวาลเกิดจากการรวมตัวของธาตุทั้ง 4 อันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย การเกิดขึ้นของจักรวาลเริ่มจาก ในท้องจักรวาลมีเพียงอากาศที่ว่างเปล่า เมื่อเวลาล่วงไปนานนับประมาณไม่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คือ มีเม็ดฝนตกลงมา จากเม็ดเล็กจนกระทั่งเม็ดใหญ่เท่าลำตาล น้ำฝนนั้นถูกลมพัดรองรับไว้เหมือนภาชนะทำให้น้ำไม่รั่วไหล ลมก็พัดแทรกน้ำขึ้นมา ทำให้น้ำนั้นงวดเข้า งวดจากบนลงล่าง ตามลำดับ ซึ่งแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลายาวนานมาก เมื่อระดับน้ำลดลง ทำให้ที่ตั้งของภพภูมิต่างๆ คือ พรหมชั้นต่างๆ จนถึงสรรค์ชั้นที่ 3

            เมื่อระดับน้ำลดลงมาถึงระดับพื้นดิน ระดับน้ำเริ่มคงที่ไม่ลดลงไปอีก เมื่อน้ำนิ่งจึงเกิดการรวมตัวของตะกอน ซึ่งลอยอยู่บนผิวน้ำ มีสีเหลืองเหมือนใบบัวลอยอยู่ในน้ำ มีกลิ่นหอม มีรสหวาน ตะกอนนี้เกิดจากการรวมตัวของธาตุหยาบ (การเกิดขึ้นของภพภูมิอื่นเป็นการรวมตัวของธาตุละเอียดทำให้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) ซึ่งต่อมาคือแผ่นดินที่รองรับสิ่งต่างๆ ต่อจากนั้นจะมีกอบัวเกิดขึ้นเป็นบุพนิมิต กอบัวนั้นจะมีดอกบัว ดอกบัว หมายถึง การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามี 1 ดอกแสดงว่ากัปนั้นจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น 1 พระองค์ อย่างไรก็ดีกอบัวนั้นจะมีดอกไม่เกิน 5 ดอก

 

            เมื่อแผ่นดินตั้งขึ้นแล้ว พรหมในชั้นอาภัสราที่สิ้นบุญก็ลงมายังพื้นดิน ซึ่งถือว่าเป็นมนุษย์ต้นกัป พรหมเหล่านั้นไม่มีเพศ มีกายเบา เหาะไปมาในอากาศได้ มีรัศมีสว่างไสว มีปีติเป็นอาหาร ไม่ต้องกินสิ่งอื่น พรหมเหล่านั้นดำเนินชีวิตอย่างนั้นเป็นเวลาช้านาน จนในที่สุดก็มีพรหมตนหนึ่ง เกิดกิเลส มีความต้องการชิมง้วนดินที่มีกลิ่นหอม จึงได้นำเข้าปาก แค่วางที่ปลายลิ้นง้วนดินก็แผ่ซ่านไปทั่วกาย มีรสที่ถูกใจอย่างยิ่ง จนกระทั่งคนอื่นเห็นเข้าต่างก็พากันทำตาม เมื่อบริโภคมากเข้า เป็นระยะเวลานาน ร่างกายก็หยาบ รัศมีกายที่เคยสว่างก็เริ่มหดหายไป ความมืดเริ่มปกคลุม เหล่ามนุษย์ยุคต้นกัปเกิดความหวาดกลัว ดวงอาทิตย์จึงบังเกิดขึ้น แต่มิได้ส่องสว่างตลอดเวลา เมื่อโคจรผ่านไปแล้ว ดวงจันทร์ ดวงดาวต่างๆ ก็เกิดขึ้น ทำให้เกิดกลางวันกลางคืน มีฤดูกาล มีมหาสมุทร มีเขาสิเนรุ ที่เป็นที่อยู่ของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ส่วนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่ที่หน้าตัดของเขาสิเนรุ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ใช้ระยะเวลายาวนานจนนับไม่ถ้วน

            นี่คือขั้นตอนของการเกิดจักรวาล ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานมาก แค่เรื่องการเกิดขึ้นของจักรวาลเรื่องเดียวก็ใช้เวลามากมายถึงเพียงนี้ แล้ววัฏสงสารที่วนเป็นห่วงโซ่ หาเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย ได้ยากนั้น จะยาวนานถึงเพียงไหน หากนักศึกษาพิจารณาดูแล้วจะพบว่า ชีวิตในสังสารวัฏช่างเป็นภัยที่ น่ากลัวยิ่งนัก

 

ความเสื่อมสลายของจักรวาล

            เมื่อจักรวาลตั้งขึ้น ได้เกิดมนุษย์ มีสัตว์ มีต้นไม้ มีการสร้างสังคม มีการปกครอง มีการประกอบอาชีพ อายุมนุษย์ก็มีขึ้นมีลง ผ่านกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย เนิ่นนานจนกำหนดนับไม่ได้ว่า เท่านั้นปี เท่านี้ปี กลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เจริญขึ้น หรือเสื่อมถอยลง อยู่ที่กิเลสภายในใจของมนุษย์โดยรวม และเมื่อกิเลสแต่ละชนิด ก่อตัวหนาแน่นขึ้น กระทั่งสิ่งแวดล้อมเกิดความผิดปกติอย่างรุนแรงจนรับไม่ได้ เมื่อนั้นโลกย่อมถึงการพินาศไป เรื่องของความเสื่อมของจักรวาลนี้ก็เช่นกัน อำนาจกิเลสภายในใจของมนุษย์บันดาลให้สิ่งแวดล้อม เริ่มแปรเปลี่ยนไป ก่อให้เกิดมลพิษในทุกด้าน จนโลกตั้งอยู่ไม่ได้ หากมนุษย์มีกิเลสตระกูลโทสะแรงกล้าถึงขีดสุด จักรวาลนี้ย่อมถูกทำลายด้วยอำนาจแห่งไฟ ถ้ามนุษย์มีกิเลสตระกูลราคะมาก จักรวาลจะถูกทำลายด้วยน้ำ และหากมนุษย์มีกิเลสตระกูลโมหะมาก จักรวาลจะถูกทำลายด้วยลม

            ยกตัวอย่าง จักรวาลถูกทำลายด้วยไฟ เมื่อมลพิษต่างๆ อันเกิดจากอำนาจกิเลสตระกูลโทสะในใจของมนุษย์มากขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์ฝนไม่ตกเป็นเวลาช้านาน ต้นไม้น้อยใหญ่พากันเหี่ยวแห้งตาย ล่วงเวลา ต่อมา เมื่อดวงอาทิตย์โคจรลับฟ้าไปแล้ว ควรจะเป็นเวลากลางคืนแต่กลับไม่มี เพราะเกิดดวงอาทิตย์ใหม่ขึ้นอีกหนึ่งดวง ซึ่งมีความรุนแรงกว่าดวงอาทิตย์ดวงแรก ความร้อนก็เพิ่มพูนทวีคูณ ท้องฟ้าไม่มีเมฆหมอกปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ทั้งหลายเหือดแห้งหมด ไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่ ล่วงเวลาต่อมาอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 3 ปรากฏ แม่น้ำใหญ่ทั้งหลายแห้งหมด เวลาผ่านไปอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 4 ปรากฏ สระใหญ่ในป่าหิมพานต์แห้งหมด น้ำในมหาสมุทรเริ่มแห้งงวด กาลล่วงไปอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 5 ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรแห้งหมด ระยะเวลาผ่านไปอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 6 ก็ปรากฏ แผ่นดินภูเขาทั้งหลายก็สิ้นธาตุน้ำ ไม่สามารถเกาะกุมแผ่นดินไว้ ก็หลุดกระจาย กลายเป็นฝุ่นเป็นควันคลุ้งตลบ เป็นอยู่ระยะเวลายาวนาน ครั้นดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 ปรากฏ โลกธาตุทั้งแสนโกฏิจักรวาลก็ลุกเป็นไฟ มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ยอดเขาสิเนรุก็หลุดกระจายสลายไปในอากาศ เปลวไฟประลัยกัลป์เกิดที่โลกมนุษย์ ลุกไหม้ลามไปยังเทวโลก ต่อขึ้นไปยังพรหมโลกชั้นต้น ปฐมฌานภูมิ แล้วก็หยุดเพียงเท่านั้น สภาพการตั้งอยู่ของจักรวาล และการเสื่อมสลายของจักรวาล เป็นวัฏจักรที่จะต้องเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นระยะเวลายาวนาน สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงที่ไม่สามารถหลีกพ้นไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็น ใครก็ตาม การศึกษาเรื่องวัฏจักรนี้ ยิ่งทำให้เราเห็นชัดในทุกข์โทษภัยของสังสารวัฏได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

-------------------------------------------------------------------

GL 204 ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กลุ่มวิชาเป้าหมายชีวิต