เหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอุบัติขึ้นพร้อมกัน

วันที่ 08 กย. พ.ศ.2558

 

เหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอุบัติขึ้นพร้อมกัน

            จากหัวข้อที่แล้ว ได้กล่าวไว้ว่า การอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นการยาก เพราะต้องใช้เวลาในการสั่งสมบารมีเป็นเวลายาวนานมากกว่าที่จะเสด็จมาตรัสรู้สักพระองค์หนึ่ง และยิ่งไปกว่านั้น การที่จะมีบุคคลใดคิดที่จะหลุดพ้นออกจากวัฏสงสารนี้ จะต้องเป็นบุคคลพิเศษกว่าบุคคลทั่วไป เนื่องจากต้องสั่งสมบ่มบารมีมาอย่างต่อเนื่องโดยลำดับ เพื่อที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาสักพระองค์หนึ่ง แต่เมื่อใดที่พระพุทธองค์สั่งสมบ่มบารมีจนครบสมบูรณ์ทุกประการ ก็จะเสด็จมาอุบัติตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเอกบุคคลที่ไม่มีบุคคลใดเสมอเหมือน นำพระสัทธรรม มาสั่งสอนแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายให้รู้ความเป็นจริงของโลกและชีวิต เพื่อจะได้หลุดพ้นออกจากวัฏสงสารนี้ไปสู่พระนิพพานได้

 

             การอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากในโลกนี้และไม่มีบุคคลใดเสมอเหมือน เพราะพระพุทธองค์ได้สั่งสมบารมี ฝึกฝนตนเองมาหลายภพหลายชาติ จนทำให้มีคุณธรรมและคุณสมบัติที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงเป็นเอกบุคคลบนโลกนี้ แม้แต่เวลาที่เสด็จมาอุบัติ ก็อุบัติขึ้นได้คราวละหนึ่งพระองค์เท่านั้น ไม่เสด็จอุบัติขึ้นพร้อมกันทีเดียวหลายพระองค์ ถึงแม้ในกัปเดียวกัน เช่นในภัทรกัปนี้ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น 5 พระองค์ แต่ก็ไม่ได้อุบัติขึ้นพร้อมกันทีเดียว 5 พระองค์ จะอุบัติขึ้นตามลำดับ โดยรอให้พระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนนี้หมดสิ้นเสื่อมไปก่อนและอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาตรัสรู้ เมื่อนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มาอุบัติตรัสรู้สั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร

            ถึงแม้การอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากและไม่ได้อุบัติขึ้นมาพร้อมกันในคราวเดียวกันหลายพระองค์ แต่มีอยู่บางครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาทีเดียว 2 พระองค์ แต่อยู่คนละจักรวาลดังมีจารึกไว้ในคัมภีร์เล่มหนึ่งของประเทศพม่า กล่าวไว้ว่า พระโมคคัลลานะเหาะไปในอากาศ เพลิน ไปด้วยกายมนุษย์นี้ ก่อนที่จะเหาะขึ้นไป พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกพระโมคคัลลานะไปว่า

“    เมื่อไรเห็นโลกเล็กเท่ามะขามป้อมให้ลงมานะ ถ้าเล็กกว่านั้น เดี๋ยวจะพลัดไปสู่จักรวาลอื่น”

แต่พระโมคคัลลานะก็เพลินไปอีกจักรวาลหนึ่ง จนกระทั่งพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีพระลักษณะเป็นอย่างเดียวกับพระสมณโคดมพุทธเจ้าทุกอย่าง แต่พอเข้าไปกราบจึงรู้ว่าไม่ใช่พระสมณโคดมพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงตรัสกับพระโมคคัลลานะว่า พระองค์ไม่ใช่พระสมณโคดมพุทธเจ้า และได้บอกชื่ออัครสาวก ซ้าย ขวา ว่า ชื่อนั้น ชื่อนี้ พระโมคคัลลานะจึงทราบว่าตนเองได้หลงมาอีกจักรวาลหนึ่งแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นจึงได้ตรัสบอกกับพระโมคคัลลานะไปว่า

“    โมคคัลลานะ จงไปตามฉัพพรรณ รังสีที่เราจะเปล่งไปนี้ แล้วเธอจงตามรัศมีนี้ไป”Ž

พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ จึงได้เปล่งพระฉัพพรรณรังสีไปจรดกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทำให้พระโมคคัลลานะกลับคืนจักรวาลเดิมได้

 

            นอกจากนี้ยังมีปรากฏในพระไตรปิฎกที่ได้บันทึกเรื่องราวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เพียงจักรวาลเดียว โดยได้กล่าวไว้ว่า สถานที่อันเป็นที่เวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ทั้งหลายมีมากมายนับเป็นแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล คือมากมายจนไม่สามารถจะนับได้หรือจะประมาณได้เลย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ก็ทรงมีเขตของพระองค์ที่เรียกว่า พุทธเขต คือเขตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอยู่ 3 เขต ได้แก่ ชาติเขต อาณาเขต วิสัยเขต

ชาติเขต คือเขตที่ตรัสรู้ ประกอบด้วยหมื่นจักรวาลเป็นขอบเขต ชาติเขตนี้จะเกิดการหวั่นไหวด้วยเหตุทั้งหลาย เช่น ทรงถือปฏิสนธิ เสด็จออกบรรพชา กระทำทุกรกริยา ปลงพระชนมายุสังขาร และเสด็จดับขันธปรินิพพาน เป็นต้น ที่แผ่ไปทั่วทั้งชาติเขตนี้

อาณาเขต คือเขตแห่งอำนาจ ประกอบด้วยแสนโกฏิจักรวาลเป็นขอบเขต อาณาเขตเป็นสถานที่อานุภาพของพระปริตร คือ รัตนปริตร เมตตาปริตร ขันธปริตร ธชัคคปริตร เป็นต้น แผ่คุ้มครองแก่ สรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วทั้งอาณาเขต เพราะเหตุที่พระปริตรทั้งหลายเป็นคุณที่สรรพสัตว์ทั้งหลายในอาณาเขตสามารถรับได้

วิสัยเขต คือเขตแห่งอารมณ์หรือความหวัง เป็นเขตที่ไม่มีแดนสิ้นสุด มีจักรวาลไม่มีประมาณ หมายความว่า เป็นเขตที่มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่สามารถจะประมาณได้ว่า สิ้นสุดเขตที่ใด เนื่องจากพระพุทธเจ้าเมื่อจะทรงมุ่งถึงจักรวาลใด ก็ทรงทราบจักรวาลนั้นได้ เพราะพุทธญาณสามารถครอบคลุมตลอดทั้งวิสัยเขตนี้

 

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้เทศนาไว้ในเรื่องพุทธคุณ ตอนที่ว่าด้วยโอกาสโลกว่า

“    ภพ 3 นี้ อากาศที่อยู่รอบๆ ภพ ก็ไปจดกับภพที่อยู่รอบๆ ออกไปข้างล่างจดขอบบนของโลกันต์ ข้างบนจดขอบล่างของนิพพาน ทุกๆ ระหว่างของภพเหล่านี้ มีพระพุทธเจ้ารักษาอยู่ทั้งนั้น”20)

 

            จากที่กล่าวมาแล้ว การอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถที่จะอุบัติได้ในคราวเดียวกันหลายพระองค์ แต่ต่างกันที่อยู่คนละจักรวาล ไม่ได้อยู่ในจักรวาลเดียวกัน ซึ่งอาจสรุปได้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถที่จะมาอุบัติในคราวเดียวกันได้หลายพระองค์ แต่ไม่ใช่จักรวาลเดียวกัน และอาจกล่าวได้อีกว่า ในปัจจุบันนี้ถึงแม้พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราจะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว แต่ในจักรวาลอื่นก็อาจจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติขึ้นก็เป็นได้

ในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่กันคนละจักรวาล จึงสามารถที่จะเสด็จอุบัติขึ้นพร้อมกันได้ในคราวเดียวกัน แต่การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้น พร้อมกันในคราวเดียวในจักรวาลเดียวกันนั้น เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยปรากฏ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แม้จะมีหลักฐานปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมากก็ตาม เช่น ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา หนังสือมิลินทปัญหา เป็นต้น ซึ่งพอจะสรุปสาเหตุที่คัมภีร์เหล่านี้ กล่าวถึงการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในคราวเดียวกันหลายพระองค์ไว้ดังนี้

            1. ตรัสรู้ธรรมเดียวกันและเหมือนกันทั้งหมด หมายความว่า การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ แม้จะแสดงว่าสิ่งที่ตรัสรู้นั้น ไม่มีบุคคลใดเคยรู้ ไม่เคยมีบุคคลใดสอนมาก่อน แต่การตรัสรู้นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ตรัสรู้สิ่งเดียวกัน ฉะนั้นเมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์อื่นเสด็จอุบัติพร้อมกัน ก็จะทำให้พระองค์เป็นผู้ไม่น่าอัศจรรย์ แม้เทศนา คือคำสอนของพระองค์ก็ไม่น่าอัศจรรย์ แต่ถ้ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นองค์เดียว ก็จะทำให้พระองค์เป็นผู้น่าอัศจรรย์ เพราะความรู้นั้นไม่มีบุคคลใดเคยรู้มาก่อน ไม่มีบุคคลใดสอนมา จึงทำให้พระองค์ชื่อว่า ตรัสรู้เองโดยชอบ และแม้แต่เทศนาของพระองค์ก็เป็นของน่าอัศจรรย์

 

            2. ทำให้พุทธบริษัทแบ่งเป็น 2 ฝ่าย หมายความว่า เมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 2 พระองค์ แล้วทรงช่วยกันสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็จะทำให้พุทธบริษัทแบ่งเป็น 2 ฝ่าย เพราะต่างก็ถือเอาทิฏฐิในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตนนับถือ และจะทำให้มีการทะเลาะวิวาทกันเอง ซึ่งทำให้เทศนาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า และไม่ได้ผลดังที่ปรารถนาไว้

 

            3. แผ่นดินไม่อาจรองรับได้ หมายความว่า หมื่นโลกธาตุนี้ รองรับได้เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว รองรับไว้ได้ซึ่งพระคุณของพระตถาคตองค์เดียวเหมือนกัน ถ้าองค์ที่ 2 พึงเสด็จอุบัติขึ้น หมื่นโลกธาตุนี้จะไม่สามารถรองรับไว้ได้ พึงหวั่นไหวสั่นคลอน น้อมไป โอนไปเอียงไป เรี่ยรายกระจัดกระจายพินาศไป ไม่พึงเข้าถึงการตั้งอยู่ได้ เปรียบเสมือนเรือที่รับบุรุษไว้ได้คนเดียว เมื่อบุรุษคนหนึ่งขึ้นไป เรือพึงตั้งอยู่ได้พอดี ถ้าบุรุษคนที่สองซึ่งเป็นเช่นเดียวกันโดยอายุ โดยสี โดยวัย โดยประมาณ โดยอ้วนและผอม โดยอวัยวะน้อยใหญ่เท่ากัน บุรุษนั้นพึงขึ้นสู่เรือลำนั้น เรือนั้นพึงต้านไว้ไม่ได้ พึงหวั่นไหว สั่นคลอนน้อมไป โอนไป เอียงไป เรี่ยราย กระจัดกระจาย พินาศไป ไม่พึงเข้าถึงการตั้งอยู่ได้ เรือนั้นพึงจมลงไปในน้ำ อีกอุปมาหนึ่งว่า เปรียบเหมือนเกวียน 2 เล่ม บรรจุด้วยรัตนะจนเต็ม และคนทั้งหลายพากันขนเอารัตนะของเกวียนอีกเล่มหนึ่งมาเพิ่ม เกวียนเล่มนั้น ย่อมทานไว้ไม่ได้แน่ ดุมของเกวียนนั้นพึงไหวบ้าง กำของเกวียนนั้นพึงหักไปบ้าง เพลาของเกวียนนั้น พึงหักไปบ้าง ด้วยการขนรัตนะที่มากเกินไป

 

            4. ไม่ชื่อว่า เป็นบุคคลผู้ประเสริฐ เป็นเอกบุคคล หมายความว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้นพร้อมกันในคราวเดียวกัน ก็จะทำให้พระพุทธองค์ ไม่ใช่เป็นเอกบุคคลอีกต่อไป เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นก็มีอยู่บนโลก ซึ่งทำให้คำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศ คำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เจริญที่สุด คำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด คำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้วิเศษที่สุด คำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ประเสริฐ ไม่มีผู้เสมอเหมือน เป็นผู้หาบุคคลเปรียบไม่ได้ คำเหล่านี้ ก็ย่อมเป็นคำที่ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป อุปมาเหมือนกับ มหาปฐพีอันกว้างใหญ่ย่อมเป็นอันเดียวกัน มหาสมุทรทะเลใหญ่ก็ย่อมเป็นอันเดียวกัน เทวดาผู้เป็นใหญ่ปกครองสวรรค์แต่ละชั้นก็ย่อมมีเพียงองค์เดียว ฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นเอกบุคคล ไม่มีผู้เสมอเหมือน จึงเสด็จอุบัติขึ้นเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

 

            5. เป็นสภาพปกติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หมายความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์อุบัติขึ้นในโลกนี้เป็นสภาพตามปกติ เพราะคุณของพระสัพพัญญูเจ้าทั้งหลาย มีเหตุใหญ่ มีคุณอันประเสริฐอย่างใหญ่หลวง อุปมาเหมือนกับแผ่นดินใหญ่นั้นมีผืนเดียวเท่านั้น สาครใหญ่มีสายเดียวเท่านั้น ภูเขาสิเนรุยอดแห่งภูเขาใหญ่ประเสริฐที่สุด ก็มีลูกเดียวเท่านั้น อากาศใหญ่มีแห่งเดียวเท่านั้น ท้าวสักกะผู้ใหญ่มีองค์เดียวเท่านั้น พระพรหมผู้ใหญ่มีองค์เดียวเท่านั้น พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ก็มีพระองค์เดียวเท่านั้น พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นในที่ใด ที่นั้นก็ไม่มีโอกาสแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายองค์อื่น ฉะนั้นพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ย่อมอุบัติขึ้นในโลก

สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่สามารถเสด็จอุบัติขึ้นในคราวเดียวกันหลายพระองค์ได้ เพราะจะทำให้ตำแหน่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกลดลง เนื่องจากไม่ใช่เอกบุคคลที่มีเพียงผู้เดียวบนโลก และการนำพระสัทธรรมมาสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ไม่เป็นผลสำเร็จดังที่ปรารถนาไว้ เพราะพุทธบริษัทจะถูกแบ่งออกไปเป็น 2 ฝ่ายด้วยทิฏฐิที่ตนถือเอาจากสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตนนับถือ

 

           ดังนั้น ในหัวข้อนี้นักศึกษาพึงศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากหลักฐานทางพระพุทธศาสนาได้ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในหลายที่เช่นกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเมื่อศึกษาแล้วก็คงต้องใช้ความคิดพิจารณาของแต่ละท่านจากแหล่งข้อมูลที่ศึกษามาว่าแท้ที่จริงแล้วควรจะเป็นเช่นไร โดยทางคณะผู้จัดทำตำราเรียนในชุดวิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะนำเสนออีกทรรศนะหนึ่ง ที่แสดงไว้ในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยามาให้ได้ศึกษา เพื่อเป็นแนวทางให้นักศึกษานำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาค้นคว้าต่อไป

ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา โดยคุณครูไม่ใหญ่ ให้ความเห็นในเรื่องการบังเกิดขึ้น ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 2 พระองค์ไว้ดังนี้

“    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสมบ่มบารมีมาหลายภพหลายชาติ เพื่อต้องการที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารไปด้วย ตามความปรารถนาที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มมีความคิดที่จะสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น เมื่อพระองค์อุบัติขึ้นย่อมยังสรรพสัตว์ ให้พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ดังนั้นพญามารจึงพยายามกีดกั้นไม่ให้เสด็จอุบัติขึ้นสองพระองค์ แต่ก็มีบุคคลบางพวกไม่รู้ แล้วกล่าวอ้างว่า ถ้ามาอุบัติขึ้นพร้อมกัน 2 พระองค์แล้วลูกศิษย์จะทะเลาะกัน นั่นเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ยังมีกิเลสคิดกัน แต่ในยุคที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นพร้อมกัน 2 พระองค์ แสดงว่าผู้มีบุญเขามาเกิด เขาจะมีสติปัญญามาก มีความคิดสอนตัวเองได้ เขาจะไม่คิดเอาอาจารย์ของตัวไปข่มพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง มีแต่จะชื่นชม แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ท่านก็จะสอนว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ละพระองค์นั้นเสมอกันทั้งคุณธรรมและคุณวิเศษ แต่ต่างกันที่ระยะเวลาที่สร้างบารมีเท่านั้น”

 

            จากทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝัน ในเรื่องพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอุบัติขึ้นพร้อมกันสองพระองค์ เป็นประเด็นสำคัญที่น่าศึกษา นักศึกษาจะเห็นว่า การบังเกิดขึ้นของพระองค์นั้น ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายประการ และต้องอาศัยระยะเวลายาวนาน แต่เป้าหมายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์มุ่งตรงไปในทิศทางเดียวกัน คือ นำตนเองให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ และนำพาสรรพสัตว์ทั้งปวงในโลกนี้ให้หลุดพ้นตามไปด้วย ยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี ปัจจุบันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จดับขันธปรินิพพานมีจำนวนมากนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน แต่ทว่าสามารถนำพาสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นไปได้จำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับสรรพสัตว์ที่มีอยู่ แสดงว่าต้องมีเหตุปัจจัยที่มีอำนาจเหนือความคิดคาดเดา ที่ทำให้พระองค์ ไม่สามารถนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หมดไปได้ และความน่าจะเป็น ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออุบัติขึ้นพร้อมๆ กัน หลายพระองค์ จะช่วยกันสั่งสอนสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นโดยเร็วและเป็นจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย ประดุจเรือใหญ่ที่แล่นไปในมหาสมุทร ย่อมสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ลอยเกลื่อนอยู่ในมหาสมุทรได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน

-------------------------------------------------------------------

20) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), บทขยายความพระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี เรื่องพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ, กรุงเทพฯ : บริษัท นฤมิต โซล (เพรส) จำกัด, 2546, หน้า 175.

GL 204 ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กลุ่มวิชาเป้าหมายชีวิต