รูปร่าง หน้าตา กับความพอใจ

วันที่ 16 กย. พ.ศ.2558

รูปร่าง หน้าตา กับความพอใจ


ความสวยความงามเป็นเรื่องที่ต้องอยู่ในความสนใจของผู้คนเสมอ เพราะไม่ว่าหญิงหรือชายต่างปราถนาให้ตนมีรูปร่างหน้าตาที่ดูดี เนื่องจากความสวยความงามเป็นเรื่องของความพอใจ ค่านิยมความงามจึงผิดแผกแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย รูปร่างหน้าตาแบบที่คนนิยมชมชอบ อาจกลับกลายเป็นดูไม่สวยไม่งามในสายตาของผู้คนอีกยุคหนึ่งก็เป็นได้
ตัวอย่างเช่น ในสมัยกรุงรัตนโกสิทร์ตอนต้น หญิงสาวที่ว่าสวย ต้องมีฟันสีดำเป็นนิล ใครอยากยิ้มสวยก็ต้องเคี้ยวหมากให้ฟันดำ ซึ่งในสมัยนี้หากใครมีฟันดำเป็นนิล เวลายิ้มทีไรคงทำให้ผู้คนตกใจไม่น้อย สิ่งที่เคยดูสวยกลับกลายเป็นไม่น่าดูเสียแล้ว เพราะสมัยนี้นิยมฟันที่ขาวสะอาด ถึงขนาดมีการผลิตยาสีฟันที่มีส่วนผสมของสารฟอกสี ออกมาจำหน่ายอย่างแพร่หลาย ค่านิยมความงามยังแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นแต่ละสังคม ดังเช่น ในขณะที่กระแสนิยมรูปร่างเพรียวบางกำลังมาแรงในสังคมเมือง สาวๆ ต่างขวนขวายหาวิธีการควบคุมน้ำหนัก ลดความอ้วนกันยกใหญ่ แต่ที่แอฟริกากลับชื่นชอบหญิงสาวที่มีเนื้อหนังมังสา เหมาะที่จะให้กำเนิดบุตรที่แข็งแรง ส่วนที่ญี่ปุ่นนั้นหญิงในฝันของหนุ่มญี่ปุ่น ก็มิได้เอวบางร่างน้อย แต่กลับเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาอิ่มเอิบ อันแสดงถึงความสมบูรณ์พูนสุข


มีเรื่องเล่ากันขำๆว่า มีหญิงไทยคนหนึ่ง รูปร่างค่อนข้างอ้วนสมัยอยู่เมืองไทยแต่พอไปเรียนญี่ปุ่นปรากฏว่าหนุ่มๆพากันมาชอบ จนสาวๆญี่ปุ่นเขียนจดหมายมายื่นตรงหน้าบอกว่า “ คุณจะเลือกใครก็รีบตัดสินใจเถอะ คนอื่นเขารอคิวอยู่ ” ถึงขนาดนั้นทีเดียว ดังนั้นหากเราเป็นคนหนึ่งที่รักสวยรักงาม อยากจะดูแลรูปร่างหน้าตาให้ดูดีอย่างสมัยนิยม ก็ต้องมีสติพิจารณาถึงความเหมาะสม พอดี  ต้องรู้เท่าทันว่าการวิ่งตามกระแสนิยมนั้น เหมาะกับเราไหม มีคุณหรือโทษอย่างไร เช่น บางคนสียเงินทองมากมายไปกับความงามจนมีปัญหาด้านการเงิน บางคนกังวลเรื่องความอ้วนจนมีปัญหาสุขภาพจิต ยิ่งถ้าหากใครหลงไปใช้วิธีการลดน้ำหนักผิดๆ ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ บางคนยอมอดทนอดอาหารจนร่างกายทรุดโทรม ไม่แข็งแรง ทั้งที่ความแข็งแรงต่างหากที่ควรเป็นเป้าหมายในการดูแลร่างกายของเรา คนที่มีสุขภาพแข็งแรงย่อมดูสดใส ผู้ที่นิยมความงามจึงต้องไม่ลืมว่า การมีสุขภาพดีนั้นเป็นมาตรฐานความงามทุกยุคสมัย


อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะดูแลรูปร่างหน้าตา หรือแม้แต่สุขภาพของเราดีเพียงไร เราก็ไม่อาจต่อสู้กับกาลเวลาได้ หากเราเอาใจไปผูกยึดกับความงามภายนอก ติดในรูปร่างหน้าตาว่าดีอย่างนั้น สวยอย่างนี้ เมื่อถึงวันหนึ่งที่ความงามโรยราไป คุณค่าและความเชื่อมั่นของเราจะไม่พลอยตกต่ำลงไปหรือ ตรงข้าม หากเราหันมาบำรุงความงามทางด้านจิตใจ ดูแลจิตใจให้เบิกบาน มีน้ำใจไมตรี รักการทำความดีความงามเช่นนี้ต่างหากที่น่านิยม และเป็นความงามที่อยู่เหนือกาลเวลา ยิ่งสูงวัย ยิ่งมั่นใจ ยิ่งปลื้มใจ ในคุณค่าของตน 


ผู้ที่ได้เรียนรู้ธรรมะในพระพุทธศาสนาต่างตระหนักว่า แท้จริงนั้นความสวยความงามของรูปร่างหน้าตาเป็นเพียงปลายเหตุ แต่สิ่งที่เป็นต้นเหตุคือ บุญ และ บาป ดังเรื่องราวของหญิงผู้หนึ่ง ซึ่งในอดีตชาตินางเกิดเป็นคนยากจน วันหนึ่งขณะที่นางกำลังนั่งขยำดินเหนียวผสมกับมูลโค เพื่อจะใช้ฉาบทาฝาบ้าน พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในเงื้อมผา ณ ภูเขาคันธมาทน์ท่านปราถนาจะซ่อมแซมที่พัก จึงได้เหาะมายังบ้านของหญิงยากจนคนนั้น เพื่อบิณฑบาตดินเหนียว หญิงคนนั้นเมื่อเห็นท่านอุ้มบาตรมาหยุดอยู่ตรงหน้า ก็เกิดความโกรธจึงพูดไปว่า แม้แต่ดินยังจะขอ แต่พระปัจเจกพุทธเจ้ายังคงยืนนิ่งไม่ว่ากระไร เมื่อนางเห็นความสงบเสงี่ยมสง่างามของท่านนั้น ความโกรธก็พลันหายไป เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาแทน นางจึงถวายดินที่ตนได้ขยำจนเนื้อละเอียดเนียนดีแล้วนั้น ใส่ลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น
ภพชาติต่อมานางได้เกิดมาในตระกูลทุคตะผู้ยากจน อาศัยอยู่ใกล้กับตัวเมืองพาราณสี และด้วยอดีตชาตินางมีความโกรธในพระปัจเจกพุทธเจ้าในชาตินี้นางจึงมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์อย่างยิ่ง นางได้ชื่อว่าปัญจปาปา แปลว่าลักษณะบาป 5 อย่าง เพราะนางมีมือและเท้าที่คดงอ ตาเข จมูกเบี้ยว ปากแหว่ง แต่ทว่าแม้ว่านางจะมีรูปร่างหน้าตาขี้เหร่ถึงเพียงนั้น นางกลับมีผิวที่ละเอียดอ่อน มีสัมผัสอันนุ่มนวลดุจสัมผัสอันเป็นทิพย์ ด้วยอานิสงส์ที่นางถวายดินเหนียว แด่พระปัจเจกพุทธเจ้านั่นเอง คืนหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองกรุงพาราณสี ได้ปลอมพระองค์ออกมาตรวจความเรียบร้อย ของพระนครซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่นางปัญจปาปากำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนหญิง ขณะนั้นเอง มือของนางได้ไปสัมผัสถูกพระหัตถ์ของพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ถึงกลับตะลึงถึงสัมผัสที่นุ่มนวลนั้น จึงทรงจับแขนของนางปัญจปาปาไว้ แล้วขอให้นางเป็นภรรยา นางปัญจปาปาจึงขอไปถามพ่อแม่ก่อน ซึ่งพ่อแม่ของนางก็อนุญาต ทั้งดีใจว่าลูกสาวที่อัปลักษณ์ของตน จะได้คู่ครอง


ทุกคืนนับจากนั้น พระเจ้าพรหมทัตจะปลอมพระองค์เป็นสามัญชน มาอยู่ร่วมกับนางด้วยความหลงใหล และจะเสด็จกลับยามใกล้รุ่ง อยู่มาวันหนึ่งพ่อของนางปัญจปาปาได้ล้มป่วยลงด้วยโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องรักษาด้วยการรับประทานข้าวปายาส คือข้าวที่หุงด้วยนมสด ปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรด แต่พ่อของนางมิอาจหาข้าวปายาสมารักษาโรคได้เพราะเหตุที่ยากจน จึงบอกให้นางขอข้าวปายาสจากสามี คืนนั้นนางปัญจปาปาจึงถามพระเจ้าพรหมทัตว่า พอจะหาข้าวปายาสได้ไหม พระเจ้าพรหมทัตรับปากพร้อมที่จะช่วยนาง พร้อมกันนั้นพระองค์ก็ได้คิดอุบายบางอย่าง โดยพระองค์ได้มอบข้าวปายาสที่ปรุงอย่างดีให้กับนางปัญจปาปา 2 ห่อและกำชับว่าให้พ่อของนางกินห่อแรกก่อน ส่วนห่อที่สองให้เก็บไว้กินวันรุ่งขึ้น ซึ่งข้าวปายาสห่อที่สองนี้ทรงซ่อนปิ่นจุฬามณีไว้ข้างในโดยมิให้ใครล่วงรู้


พอรุ่งเช้าวันถัดมาพระเจ้าพรหมทัตทรงสั่งให้มหาดเล็กไปนำปิ่นจุฬามณีมา เมื่อมหาดเล็กหาไม่เจอพระองค์จึงสั่งให้มีการตรวจค้นโดยละเอียดโดยทั่วเมือง ไม่เว้นแม้แต่บ้านคนยากจนเข็ญใจ ในที่สุดทหารก็ได้ปิ่นจุฬามณีในห่อข้าวของพ่อของนางปัญจปาปา พ่อของนางจึงได้บอกกับทหารว่า ห่อข้าวนี้ได้มาจากลูกเขย เมื่อทหารถามนางปัญจปาปาว่าสามีของนางคือใคร นางก็ตอบว่านางไม่รู้ว่าเขาคือใคร เพราะได้พบกันเฉพาะยามค่ำคืน แต่นางจะบอกได้ทันทีแม้เพียงสัมผัสแค่มือของเขา พระเจ้าพรหมทัตจึงมีรับสั่งให้กั้นม่าน โดยให้นางปัญจปาปาอยู่หลังม่าน แล้วยื่นแต่มือออกมาสัมผัสกับบุรุษชาวเมืองทั้งหลาย ผลก็คือไม่ว่าใครได้สัมผัสมือของนางต่างพากันหลงใหลอยากได้นางมาเป็นคู่ครอง นับตั้งแต่พระอุปราชเรื่อยไปจนถึงชาวเมืองคนสุดท้าย 


ในที่สุดพระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสขึ้นว่า บัดนี้เหลือเราเพียงผู้เดียวที่ยังมิได้สัมผัสมือนาง แล้วพระองค์ก็ยื่นพระหัตถ์ไปให้นางปัญจปาปาสัมผัส ทันใดนั้นเองนางปัญจปาปาก็ได้กล่าวขึ้นว่า นี่คือสามีของฉัน พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสเล่าเรื่องราวทั้งหมดและเหตุที่พระองค์ทรงนำปิ่นจุฬามณีใส่ไว้ในห่อข้าวปายาส ก็เพราะต้องการให้ชาวเมืองทั้งหลายรับรู้ถึงคุณสมบัติอันพิเศษของนางปัญจปาปา เพื่อที่ว่าเวลาพระองค์จะทรงยกนางขึ้นเป็นอัครมเหสี จะได้ไม่เป็นที่ดูหมิ่นติเตียนจากนั้นพระองค์ก็ทรงโปรดให้ทำพิธีอัญเชิญนางปัญจปาปาเข้าสู่พระราชวัง และอภิเษกเป็นอัครมเหสี
เรื่องราวของนางปัญจปาปา คืออุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะเป็นรูปสมบัติทรัพย์สมบัติ หรือคุณสมบัติ ล้วนเกิดจากบุญและบาปที่เราได้สั่งสมมา ดังนั้นถ้ารักสวยรักงามอยากมีรูปร่างหน้าตาดี ก็ต้องปฏิบัติตนให้ถูกวิธีคือ สั่งสมบุญ


นอกจากนี้ผู้ที่สั่งสมบุญมาดีแล้ว ชาตินี้เป็นคนสวยคนหล่อ ก็ต้องไม่ประมาท เพราะหากนำความสวยความหล่อไปใช้ในทางที่ผิด ก็ย่อมจะเกิดทุกข์โทษตามมาอย่างมหันต์ ควรมองว่า เมื่อเรามีความงามเป็นที่ชื่นชมยินดีของผู้คนแล้วนั่น ขอให้ความงามนี้เป็นที่ตั้งของความเลื่อมใสศรัทธา เป็นประโยชน์ต่อการชักชวนมหาชนทั้งหลาย มาทำความดีเช่นเดียวกับที่ความงดงามแห่งลักษณะมหาบุรุษของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำความสุขความชื่นชมยินดีมาสู่ชาวโลกทั้งมวล

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 5  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ