การสื่อสารภายในองค์กรเพื่อป้องกันข่าวลือ

วันที่ 16 กย. พ.ศ.2558

 

การสื่อสารภายในองค์กรเพื่อป้องกันข่าวลือ


ข่าวลือก็เหมือนไฟ แม้จุดเริ่มต้นจะเป็นเพียงสะเก็ดไฟเล็กๆ แต่เมื่อได้ลุกลามไปแล้วก็ยากที่จะสกัดเพลิงได้ ข่าวลือไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ล้วนสร้างความวุ่นวาย สร้างความเสียหายตามมา การรับฟังข่าวสารจึงเป็นเรื่องที่เราประมาทไม่ได้ เพราะแม้แต่คนที่มีใจหนักแน่นรู้จริงเห็นจริงมาตลอด ก็ยังเคยหลงเชื่อข่าวลือมาแล้ว ดังสุภาษิตจีนเรื่อง เจิงซานฆ่าคน
เจิงซานเป็นลูกศิษย์ของขงจื๊อ เป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่ และมีความสุขุมรอบคอบ ไม่ว่าจะทำอะไรเขาจะไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน เพราะเหตุนี้แม่ของเจิงซานจึงมีความเชื่อมั่นในความประพฤติดีของลูกชายอย่างมาก วันหนึ่ง เจิงซานออกไปทำธุระส่วนแม่ของเขาได้นั่งทอผ้าอยู่กับบ้าน สักพักมีเพื่อนบ้านวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกแม่ของเจิงซานว่า “ เจิงซานฆ่าคนตาย ” แม่ของเจิงซานฟังแล้วยิ้มบอกว่าไม่จริงหรอก ลูกของฉันไม่มีวันไปฆ่าใคร และไม่ว่าเพื่อนบ้านคนนั้นจะยืนยันอย่างไรก็ไม่อาจสั่นคลอนความเชื่อของนางได้แม้แต่น้อย ในที่สุดเพื่อนบ้านจึงได้กลับไป


สักพักก็มีเพื่อนบ้านอีกคนมาแจ้งข่าวนี้กับนางอีก เพื่อนบ้านคนนี้เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคมอย่างมาก แต่นางฟังแล้วก็เฉยๆยังคงทอผ้าต่อไปตามปกติ เวลาผ่านไปอีกสักครู่เพื่อนบ้านอีกคนก็วิ่งมาบอกนางด้วยความตื่นตระหนกว่า เจิงซานถูกจับแล้วและขอให้นางรีบหนีไปให้เร็วที่สุด เพราะในสมัยนั้นใครที่มีลูกทำความผิดฐานฆ่าคนตาย กฏหมายจะลงโทษประหารพ่อและแม่ด้วย คราวนี้แม่ของเจิงซานใบหน้าซีดเผือด ขณะที่นางตกใจแทบสิ้นสตินั้นเจิงซานก็กลับมาบ้านพอดี เขาบอกกับนางว่าวันนี้มีผู้ร้ายฆ่าคนชื่อแซ่เดียวกับผม ผมยังนึกอยู่ว่าอาจมีคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นตัวผมก็ได้ แม่รู้ว่าลูกจะต้องไม่ไปฆ่าใครแน่นอน แต่ใครๆก็พูดอย่างนั้น จนกระทั่งแม่ก็เริ่มคล้อยตามไปแล้ว ข่าวลือนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ
จะเห็นได้ว่าข่าวที่ลือมาถึงหูเพียงไม่กี่ครั้ง ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นที่ผู้เป็นแม้มีต่อเจิงซานได้ ทั้งที่นางเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก เห็นความประพฤติของเขามาตลอด โชคยังดีที่เจิงซานกลับมาชี้แจงได้ทัน ก่อนเหตุการณ์นั้นจะบานปลาย ในสังคมที่เต็มไปด้วยการสื่อสาร ข่าวลือจึงเป็นอันตรายในชีวิตประจำวันที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา
เคยมีนักวิชาการทางนิเทศศาตร์ เล่าถึงทฤษฎีหนึ่งให้ฟังว่า บางครั้งเมื่อสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวที่ตนสร้างเรื่องขึ้นโดยจินตนาการ หรือใช้วิจารณญาณส่วนตัวคาดเดาเหตุการณ์เอาเอง เมื่อข่าวนั้นได้เผยแพร่ออกไปก็จะมีสื่อมวลชนอื่นๆ มารับเรื่องต่อ อาจมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นประเด็นให้พูดกันต่อๆไป จนไม่รู้ว่าต้นเรื่องมาจากไหน ใครเป็นคนให้ข่าว ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อสื่อมวลชนผู้ที่เป็นคนสร้างเรื่องนี้ได้รับข่าวที่แพร่สะพัดกลับมา ก็ยังหลงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง หรือเป็นไปตามที่ตนคาดเดาจริงๆ กลายเป็นว่าคนที่สร้างข่าวลือ ได้หลงเชื่อข่าวลือนั้นเสียเอง นี่คือตัวอย่างของการสร้างกระแสข่าว ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก ถึงขนาดชี้นำความคิดของผู้คนในสังคมได้


เราจึงต้องมีสติในการรับสื่อต่างๆ ต้องรู้จักกลั่นกรองข้อมูลและสั่งสมข้อมูลในตนเองให้มากพอที่จะเป็นพื้นฐาน ในการวิเคราะห์ข่าวสารที่เราได้รับในแต่ละวัน นอกจากนี้หากมีข่าวสารใด ที่เราไม่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยตนเอง ก็ควรซักถามจากผู้รู้ หรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เท่านั้นเพราะเพียงแค่เราซักถามกันปากต่อปากไปเรื่อยๆนั้น เรื่องที่ยังไม่แน่ว่าจริงหรือไม่จริง ก็อาจถูกแพร่กระจายกลายเป็นข่าวใหญ่ไปเสียแล้ว เท่ากับว่าเราช่วยประโคมข่าวโดยไม่รู้ตัว
ข่าวลือจึงเป็นภัยสังคม ที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับองค์กร และประเทศชาติ ผู้นำองค์กรต่างๆ จึงควรมีหลักการป้องกันข่าวลือดังนี้ 
            1.    สร้างแหล่งข่าวหรือแหล่งอ้างอิงในองค์กร เช่นรัฐบาลต้องมีโฆษกรัฐบาล หากมีกรณีเกิดขึ้นต้องให้โฆษกเป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ส่วนในองค์กรต่างๆ อาจมีโฆษกทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น ถ้าในองค์กรมีหลายหน่วยงาน แต่ละหน่วยแต่ละแผนต้องมีผู้ทำหน้าที่ให้ข้อมูล ให้สมาชิกทุกฝ่ายรู้ว่า ถ้าต้องการข้อมูลเรื่องใด ต้องติดต่อกับใครนอกจากนี้ การสร้างเว็ปไซต์เพื่อเป็นแหล่งให้ข้อมูลก็ช่วยให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลได้ทันที ช่วยในการสยบข่าวลือก่อนที่จะเป็นไฟลามทุ่งได้เช่นกัน การมีแหล่งข่าวขององค์กรอย่างชัดเจน เป็นระบบที่เข้าถึงได้จริง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกทุกฝ่ายและเป็นการตัดกระแสข่าวลือได้อย่างยอดเยี่ยม


             2.    พัฒนาศักยภาพด้านการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารให้กับสมาชิกในองค์กร เสริมสร้างภูมิปัญญาให้รู้เท่าทันโลกในยุคข้อมูลข่าวสาร และปลูกฝังให้สมาชิกในองค์กรณ์หมั่นศึกษาหาความรู้ สะสมข้อมูลในตนเองเพื่อที่จะสามารถกลั่นกรองวิเคราะห์ข่าวสารต่างๆได้โดยไม่ตกอยู่ในวังวนของกระแสข่าว อีกทั้งฝึกฝนทักษะในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อตอบข้อสงสัยต่างๆ ป้องกันปัญหากระพือข่าวโดยไม่ตั้งใจอันเกิดจากการซักถามข้อสงสัยกันไปเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุดคือ ควรมีการปลูกฝังให้สมาชิกทุกคนยึดหลักกาลามสูตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ในใจ เพื่อฝึกนิสัยความมีสติรู้เหตุรู้ผล ไม่ถือมงคลตื่นข่าวหรือเชื่อตามๆกัน เพราะหลักกาลามสูตรนี้ คือ ภูมิคุ้มกันภัยจากข่าวลือได้ดีที่สุด


             3.    สร้างความน่าเชื่อถือขององค์กรให้เป็นที่ประจักษ์เพราะในบางครั้งการหยุดกระแสข่าวลือ ก็ต้องอาศัยองค์กรที่น่าเชื่อถือออกมาให้ข้อมูล ดังนั้นหากองค์กรของเรามีเครดิตดี เป็นที่ยอมรับของสาธารณชนเวลามีกรณีอะไรเกิดขึ้นเราก็สามารถชี้แจงแก้ไขปัญหาได้ หรือเป็นหลักอ้างอิงให้กับผู้อื่นได้ การที่องค์กรใดจะได้รับความไว้วางใจจากสาธารณชนนั้น ย่อมต้องสั่งสมชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน หรือผ่านบทพิสูจน์ต่างๆ จนเป็นที่ไว้วางใจ 


ดังเรื่องราวประวัติความเป็นมาของสถานีวิทยุอิสราเอลเมื่อปีพ.ศ.2480 ดินแดนแถบตะวันออกกลางยังอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษ ชาวอิสราเอลไม่มีดินแดนเป็นของตนเอง จึงมีความพยายามที่จะจัดตั้งประเทศของตนเองขึ้นได้มีการก่อตั้งกองกำลังทหารที่สู้รบแบบกองโจร และก่อตั้งสถานีวิทยุใต้ดินของตนเอง ถึงแม้ว่าสถานีวิทยุแห่งนี้จะก่อตั้งขึ้นอย่างผิดกฏหมาย แต่กลับปรากฏว่าได้รับความเชื่อถืออย่างแพร่หลาย ทั้งจากสื่อมวลชนของโลกตะวันตก และสื่อมวลชนของอังกฤษเอง ทั้งที่อังกฤษเป็นมหาอำนาจ และกำลังสู้รบกับอิสราเอลอยู่


การที่สื่อมวลชนเหล่านั้น เชื่อถือในข่าวสารจากสถานีวิทยุใต้ดินของอิสราเอล ถึงขนาดใช้มาอ้างอิงในการเสนอข่าวของตน ก็เพราะสถานีวิทยุใต้ดินแห่งนี้ยึดหลักการให้ข้อมูลที่เป็นจริงมาโดยตลอด ไม่ว่าสถานการณ์สู้รบจะเป็นอย่างไร ฝ่ายตนบาดเจ็บล้มตายมากแค่ไหน ก็จะเสนอข่าวตามจริง ไม่มีการบิดเบือนข่าวเพื่อหวังสร้างกำลังใจ ให้กองกำลังฝ่ายตนอย่างเด็ดขาด และจุดยืนนี้ก็ได้ผ่านบทพิสูจน์มาอย่างยาวนาน จึงเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูง เรียกได้ว่า ในสถานการณ์ที่มีข่าวออกมาหลายกระแส ข่าวสารจากองค์กรณ์นี้ ก็เป็นแหล่งอ้างอิงได้เสมอ


ดังนั้น ผู้นำองค์กรจึงต้องมีวิสัยทัศน์ ในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร เพื่อเป็นรากฐานในการเจริญเติบโต ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร อันเต็มไปด้วยกระแสข่าวที่พร้อมจะสั่นคลอนทุกสิ่ง

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 5  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ