วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๒๕)

บทความพิเศษ
เรื่อง : นวธรรม และคณะนักวิจัย DIRI

 

หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๒๕)

 

หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๒๕),เนื้อนาใน,อยู่ในบุญ   

    ยังปลื้มกันอยู่ไม่หาย สำหรับกิจกรรมงานบุญวันอาสาฬบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา ที่พุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกและศิษยานุศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ได้มาสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตนสูตรร่วมกันทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งการได้มาร่วมกิจกรรมงานบุญที่สำคัญๆเช่น การจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทระดับ อุดมศึกษารุ่นที่ ๔๕ (ภาคฤดูฝน) และรุ่นพระพี่เลี้ยงเข้าพรรษา เพื่อเปิดโอกาสให้กุลบุตร และผู้สนใจเข้ารับการอบรมในโครงการบวชจะได้ฝึกฝนอบรมตนเองตามพุทธวิธี และสามารถนำความรู้และหลักธรรมจากการอบรมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องดีงาม เกิดความสุขความสำเร็จในชีวิตได้โดยง่าย ซึ่งกิจกรรมบุญเหล่านี้ทั้งพระภิกษุ สามเณร และกลุบุตรผู้บรรพชาอุปสมบทเองรวมทั้งสาธุชนทั้งหลายต่างได้บุญกันไปอย่างเต็มเปี่ยมสมกับที่ได้เกิดมาสั่งสมบุญสร้างบารมีจริงๆ 

 

 และดังที่ได้ศึกษาเรียนรู้กันมาว่า “การเข้าพรรษา” จริง ๆ นั้นเป็นพุทธประเพณีที่มีความหมายอันลึกซึ้ง ไม่เพียงแต่เป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุ สามเณร ตามวัดวาอารามต่างๆ จะมีโอกาสในการทบทวนความรู้ด้านปริยัติ การศึกษาภาษาบาลี และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอย่างเข้มข้นเท่านั้น แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นวาระโอกาสของการเข้าพรรษายังหมายถึงการที่พุทธบริษัททั้งหมดตั้งแต่ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะได้ใช้เวลาในการฝึกฝน อบรมตนเองด้วยการปฏิบัติธรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิให้มากขึ้น เป็นการ “เข้าพรรษาในวงกาย” ของเราเองให้มากขึ้น ซึ่งช่วงเวลาประมาณ ๓ เดือนนี้ถือเป็นช่วงเวลาทองของชาวพุทธทุกคน โดยนิติธรรมเนียมอันงดงามนี้ ปู่ย่าตายายของเราทั้งหลายได้ถือปฏิบัติกันมาเป็นพันปีแล้ว นับตั้งแต่พระพุทธศาสนาได้ประดิษฐานลงในดินแดนสุวรรณภูมินี้เรื่อยมา

     สำหรับในช่วงเข้าพรรษานี้ กิจกรรมที่ใกล้เข้ามาของพวกเราเหล่าศิษยานุศิษย์ผู้รักในวิชชาธรรมกายที่สำคัญ ๒ กิจกรรมได้แก่กิจกรรมบุญที่ระลึกวันธรรมชัยหรือวันคล้ายวันบรรพชาอุปสมบทขององค์ผู้สถาปนาสถาบันวิจัยนานาชาติธรรมชัย ครบ ๔๘ ปี และกิจกรรมในวันครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ซึ่งตรงกับวันอังคาร ที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งในวันนั้น นอกจากเราจะต้องสั่งสมบุญด้วยการทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาแล้ว เป้าหมายในการสวดบทธัมมจักกัปปวัตนสูตรครบ๑๒๓,๔๕๖,๗๘๙ จบ ที่ตั้งไว้ร่วมกัน ก็เป็นความท้าทายที่พวกเราเหล่าศิษยานุศิษย์ผู้รักในวิชชาธรรมกายจะต้องมาช่วยกันทำให้สำเร็จ เพื่อให้เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าพุทธศาสนิกชนทุกคนทั่วโลกต่างมีหัวใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้จะอยู่ในสถานการณ์ใดทุกคนต่างก็รักและหวงแหนพระพุทธศาสนา เหมือน ๆ กัน ต่างต้องการให้พระพุทธศาสนา ขับเคลื่อนต่อไปอย่างสง่างามและเกิดสันติสุขในโลกใบนี้เหมือนๆกัน

 

    สำหรับผู้เขียนเอง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การทำงานสืบค้นหลักฐานธรรมกาย การรวบรวมทีมงานและการดำเนินงานตาม พันธกิจ ๗ ขั้นตอนนั้น ก็ได้พยายามสืบสานงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้การรวบรวมคณะทำงาน นักวิชาการ ตลอดจนการหาสถานที่ที่เหมาะสม มีความพร้อมในการศึกษาค้นคว้าหลักฐานธรรมกายนั้นถือเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วนมากที่สุด ดังที่ได้เคยเล่าไปแล้วในฉบับก่อนว่า สถานที่ที่จะใช้เป็นสถาบันวิจัยทางพระพุทธศาสนา (Buddhist Research Institute) ใช้เป็นสถานที่ศึกษาค้นคว้าและปริวรรตคัมภีร์พุทธโบราณ ตลอดจนใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมนักวิจัยที่มีคุณภาพซึ่งโดยหลักแล้วก็มุ่งเน้นในเรื่องการสืบค้นหลักฐานธรรมกายจากทั่วโลกเป็นสำคัญ และก็เป็นภารกิจที่สถาบันวิจัยนานาชาติธรรมชัยได้ดำเนินการมาโดยตลอดเป็นเวลามากกว่า ๑๗ ปีมาแล้ว

 

    เมื่อกล่าวถึงในเรื่องของ “การวิจัย” นั้นบุคคลที่ถือว่าเป็นผู้ที่เข้าถึงแก่นของการ“ทำงานวิจัย” อย่างยิ่งท่านหนึ่งนั้นก็คือ พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของเรานั่นเอง โดยควรกล่าวได้ว่า ท่านคือ “ยอดนักวิจัย” ที่รักษาหลักการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้ย่างเข้มข้น โดยในการศึกษาวิจัยของท่านนั้นมิได้เป็นเพียงการศึกษาค้นคว้าเอาจากตำรับ ตำราหรือจากครูบาอาจารย์ของท่านอย่างเดียวแต่ท่านยังมีกระบวนการในการวิเคราะห์สังเคราะห์ ประมวลผลความรู้จากภาคปริยัตินั้นมาสู่การปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์ด้วย ซึ่งหากเราได้ย้อนไปศึกษาถึงบทพระธรรมเทศนาทั้งหมดของท่านทั้ง ๖๓ กัณฑ์ให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ สามารถผสมผสานความรู้ ทางพระพุทธศาสนาทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ให้เป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างดี ผู้ที่มีโอกาสได้ศึกษาบทพระธรรมเทศนาของท่านก็จะพบความจริงข้อนี้อย่างชัดเจน

     สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ด้วยความที่พระเดชพระคุณหลวงปู่มีความเคารพ ในพระรัตนตรัยอย่างมาก เคารพในพระพุทธเจ้าพระธรรมเจ้า และพระสงฆเจ้าอย่างมาก ดังนั้น เราจึงพบว่าใน “กระบวนการศึกษาวิจัย” ของท่าน จึงเป็นการย้อนกลับไปศึกษาถึงพระคุณของรัตนะทั้ง ๓ ประการนี้ก่อนเป็นด้านหลัก และในบทเทศน์ต่อๆมา แม้เป็นเรื่องที่เน้นไปที่หลักธรรมชุดอื่น ๆ (เช่น ธรรมนิยามสูตร มงคลสูตร พุทธโอวาท เป็นต้น ) แต่ท้ายที่สุดในบทสรุปของการเทศน์แต่ละครั้งก็จะช่วยให้เราได้องค์ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๒ ประการทุกครั้งไป (คือ ได้ความเข้าใจในความรู้เรื่องหลักธรรมนั้น ๆ ในภาคปฏิบัติ และได้ความเชื่อมโยงกันของหลักธรรมที่ท่านยกมาเทศน์สอนกับเรื่อง การเข้าถึงพระรัตนตรัยในภาคปฏิบัติ) ไปพร้อม ๆ กัน เป็นเช่นนี้อยู่เสมอซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์

 

     หากจะกล่าวไปแล้วจึงเท่ากับว่า“สมมติฐานหลัก” ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ตั้งไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการปฏิบัติ (Experimental) ด้วยตัวของท่านเองนั้นก็คือ “ธรรมกายเป็นตัวตนที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา” ดังนั้นเราจึงได้เห็นอยู่เสมอว่า ในการอธิบายขยายความเรื่องราวหรือหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทุก ๆ เรื่องของท่าน จึงเท่ากับเป็นการ “อธิบายเรื่องราวของธรรมกาย” นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ หากมองในมิติของการวิจัยแล้ว เรื่องธรรมกายสำหรับพระเดชพระคุณหลวงปู่จึงมีคุณลักษณะ ๔ ประการรวมอยู่ในสิ่งเดียว คือเป็นทั้งวัตถุประสงค์ในการวิจัยเป็นสมมติฐานในการวิจัย เป็นกระบวนการในการวิจัย และเป็นข้อสรุปในการวิจัยไปพร้อมๆกัน โดยที่ท่านเป็นผู้นำเสนอผลการวิจัยชิ้นนี้ด้วยความหนักแน่นมาตลอดชีวิตทีเดียว

 

  มีบทพระธรรมเทศนาบทหนึ่งซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่แสดงไว้ในช่วงก่อน เข้าพรรษาของปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ ว่าด้วย“โพชฌงคปริตร” ซึ่งหากเราพบในบททั่วไปแล้ว โพชฌงค์ทั้ง ๗ ประการ ซึ่งประกอบด้วย สติสัมโพชฌงค์ (การไม่เผลอสติ) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (การสอดส่องในธรรม) วิริยสัมโพชฌงค์ (ความอดทนพากเพียรในธรรม) ปีติสัมโพชฌงค์ (ความยินดีในการพากเพียรในธรรม) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (การซ้ำทวนในธรรม) สมาธิสัมโพชฌงค์ (ความมีสมาธิในความเพียรนั้น) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ (ความนิ่งสงบไม่หวั่นไหว) จะถูกนำมาอธิบายในแง่ของการสร้างความมีวินัย ความต่อเนื่องในการปฏิบัติหรือการทำความดีต่างๆ การรู้จักทบทวนและเพิ่มพูนความดีของตนให้มากขึ้น อย่างไม่หยุดยั้ง ตลอดจนการรู้จักระงับยับยั้งไม่ให้ความดีของตนไปข่มหรือกดทับผู้อื่น หรือหากเป็นในทางวิชาการพระพุทธศาสนาแล้ว ก็อาจนำเอาชุดหลักธรรมโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ไปกำหนดเป็นกระบวนการในการศึกษาวิจัยสมัยใหม่ก็มี

 


     แต่ในทัศนะของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ท่านกลับอธิบายแบบมีกระบวนการที่ชัดไปเลยว่า สติสัมโพชฌงค์หรือความไม่เผลอสตินั้น ได้แก่ การที่เราต้องหมั่นเอาสตินิ่งอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั้นเลย ทำจนกว่าใจจะหยุดได้ ส่วนธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ นั้น ได้แก่ การไม่กังวลต่อทั้งสิ่งดีและสิ่งชั่วที่เข้ามาในใจเลย ประคองใจไว้ให้หยุดอย่างเดียว วิริยสัมโพชฌงค์ คือ ความเพียรกลั่นกล้ารักษาใจหยุดไว้ให้ตลอดต่อเนื่อง ปีติสัมโพชฌงค์ คือ การทำให้ความปีติใจกับการหยุดใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่วนปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ก็คือ การหยุดในหยุดซ้ำลงไปเรื่อย ๆ ไม่มีถอยหลัง ไม่คลาดเคลื่อนจนเกิดสมาธิที่หยุดนิ่งถูกส่วน แล้วเข้าถึงที่ตั้งของใจซึ่งเป็นที่เดียวที่พระธรรมกายสถิตอยู่ตรงนั้น คือ “ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” โดยอาศัยสมาธิสัมโพชฌงค์กับความนิ่งสนิทหรืออุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นตัวกำกับไว้ ฯลฯ

 

 

   ซึ่งหากเราค่อย ๆ พิจารณาจากทัศนะหรือความเห็นของท่านอย่างละเอียดแล้ว เราก็ย่อมจะพบว่าข้อสรุปของท่านคือข้อสรุปที่สอดคล้องกับการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายดุจเดิม ดังที่เราจะพบได้ในปฏิปทาของท่านพระธรรมเทศนาของท่านในทุก ๆ แหล่งความรู้ที่เรามี 

   คำกล่าวหรือทัศนะของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของเรานั้น จึงเป็นคำกล่าวที่สำคัญ เป็นหลักฐานที่สำคัญ ที่เราผ้เป็นศิษยานุศิษย์ควรนำมาศึกษาและพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะถ้อยคำของท่านทุกๆครั้ง ล้วนแสดงนัยเกี่ยวกับหลักฐานธรรมกายเสมอมาในด้านหนึ่งในฐานะพุทธศาสนิกชน ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยอาจไม่ทราบชัดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมครูผู้ทรงชี้ทางสว่าง คือ อมตนิพพานแก่ผู้ศรัทธานั้น พระองค์ได้ทรงกล่าวสอนถึงหนทางดังกล่าวไว้อย่างไรในทางปฏิบัติ แต่ในความรับรู้ของเรา พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร ได้เชื่อมความรู้ที่พระบรมศาสดาทรงฝากไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านเป็นผู้นำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาสรุปย่อให้เราปฏิบัติได้อย่างง่ายๆภายใต้ คำว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” โดยได้บอกมาตลอด ว่าให้เราเริ่มจากการประคองใจให้ต่อเนื่องหยุดในเส้นทางจนถูกส่วน หยุดลงไปในกลางของกลาง จนเข้าไปเชื่อมผู้รู้ภายในได้ ฯลฯซึ่งองค์ความรู้นี้เป็นองค์ความรู้พิเศษ ที่ถือเป็นความโชคดีอย่างมหาศาลของเราทุกๆคน ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ความรู้นี้ แต่กระนั้นก็ตามก็ยังเป็นหน้าที่ของศิษยานุศิษย์ทุกคน และเป็นหน้าที่ของสถาบันวิจัยนานาชาติธรรมชัย (DIRI) ด้วย ที่ยังจะต้องช่วยกันพิสูจน์และยืนยันความจริงดังกล่าวนี้กันต่อไปทั้งในแง่ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ให้หนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีกโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

    ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอให้ทุกท่านมีความผาสุกสวัสดี เป็นบุคคลผู้สมบูรณ์พร้อมด้วยโพชฌงค์ทั้ง ๗ ประการ เป็นผู้มีจิตใจหนักแน่น มีสติ มีสมาธิ มีความสงบใจที่นิ่งแน่น มีดวงปัญญาที่สว่างไสว เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นเดียวกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายตลอดไป ขอให้ได้มาร่วมกันเป็นทนายแก้ต่างให้แก่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย และขอให้สมความปรารถนาในสิ่งที่ดีงามจงทุกประการเทอญ

 

 

 

 

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ ๑๗๖ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร