ภาพสุดท้าย

วันที่ 05 มิย. พ.ศ.2560

ภาพสุดท้าย

 

 

                    นานแล้วที่คุณยายไม่ได้เข้าไปใช้บริการในสถานที่ที่ เรียกว่า โรงพยาบาล ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าได้มาโรงพยาบาลกับคุณยาย คือเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่แล้ว...กลางดึกของคืนวันอังคารที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้าพเจ้าได้มาโรงพยาบาลกับคุณยายอีกครั้ง และด้วยความหวังว่าคุณยายจะหายกลับไปดังเช่นทุกครั้ง... แต่ว่าครั้งนี้ไม่เป็นดังเช่นที่คิดเสียแล้ว

                    เช้าวันเสาร์ที่  ๙  กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเตรียมอาหารเช้าสำหรับพี่ ๆ และพยาบาลที่เฝ้าคุณยายอยู่ห้อง C.C.U ด้วยความหิว แอปเปิ้ลที่ปอกชิ้นสุดท้ายถูกหยิบ เข้าปากช่างเป็นแอปเปิ้ลที่หอมหวานและกรอบอร่อย รสชาติแห่งความโอชะยังแผ่ซ่านอยู่ในประสาทสัมผัส

                   ขณะเดียวกันนั้นเอง พี่อารีพันธุ์ซึ่งเฝ้าคุณยายอยู่ที่ห้อง C.C.U ก็เปิดประตู แล้วเดินเข้ามาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ พร้อมทั้งบอกข้าพเจ้าด้วยประโยคบางประโยค... ไม่เหลือความรู้สึกหิวหรือ รสชาติแห่งความอร่อยใด ๆ อยู่เลย มีแต่ความรู้สึกตื้อ เหมือนมีอะไรมาจุกแน่นอยู่ที่ลำคอ

                   ข้าพเจ้าวางมือจากงานทุกอย่าง แล้วเดินตรงไปที่ห้อง C.C.U เปลี่ยนรองเท้าสำหรับเข้าห้อง C.C.U เดินเข้าไปหาคุณยายจับที่แขนท่านยังคงมีไออุ่น ๆท่านนอนหลับตาอยู่ แม้ใบหน้าจะดูอิดโรยเล็กน้อย แต่ก็ยังดูดีในความรู้สึกของข้าพเจ้า...ไม่มีวี่แววช่างขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของคุณหมอที่ตรวจเช็คร่างกาย ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ข้าพเจ้าเดินไปที่ปลายเตียง คุกเข่าลง และกราบที่เท้าคุณยาย ไม่มีเสียงใด ๆ ดังออกมาจากปากของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าพูดหลายสิ่งหลายอย่างกับคุณยายด้วยดวงใจ และสุดท้ายหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ และสิ่งอัศจรรย์ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับท่าน พร้อมกับปลุกความรู้สึกฮึดสู้ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

                   พี่อารีพันธุ์มอบหมายงานให้ข้าพเจ้ากลับไปเอาของหลายอย่างที่วัด โดยไม่รอช้า โดยไม่รอให้ใครมารับ ข้าพเจ้าลงมาข้างล่าง เดินไปที่หน้าโรงพยาบาล เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่วัด ระหว่างที่นั่งอยู่ในแท็กซี่ ข้าพเจ้าก็วางแผนต่าง ๆ ไว้ในใจ เพื่อบริหารเวลา จัดการงานทุกอย่างให้เสร็จในเวลาที่รวดเร็วที่สุด เพราะถึงแม้ว่าอีกใจหนึ่งบอกว่ายัง แต่อีกใจหนึ่งข้าพเจ้าก็กลัวว่าระหว่างนั้นจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เวลาแม้เสี้ยววินาทีก็ช้าไม่ได้

                   เมื่อมาถึงวัดแล้ว ข้าพเจ้ารีบไปเอารถ แล้วไปบ้านที่ครัวหลัง ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "อุบาสิกาคาร" เพื่อเอาชุดใหญ่ของคุณยาย ที่ท่านจะใส่เฉพาะวันอาทิตย์ต้นเดือน หรือวันที่มีงานบุญใหญ่ เป็นชุดสีขาวเสื้อแขนยาว และมีผ้าสไบเฉียงพาดบ่า

                   การเตรียมชุดให้คุณยายครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน ๆ หลายปีแล้วที่คุณยายไม่ได้ใส่ชุดเหล่านี้ บางชุดเนื้อผ้าหนา เอาไว้ใส่ตอนอากาศเย็น บางชุดเนื้อผ้าเริ่มออกเป็นสีเหลือง เพราะไม่ได้ใช้มานาน ข้าพเจ้าเลือกชุดที่ดูดีน่าใส่สบายที่สุดออกมา ๑ ชุด พร้อมทั้งผ้าสไบเฉียงเนื้อผ้าบางเบา ซึ่งมีอยู่ผืนเดียว แต่ยังดูใหม่อยู่เสมอ

                  ข้าพเจ้ายังจำครั้งสุดท้ายที่คุณยายใส่ชุดนี้ เพื่อไปสภาธรรมกายสากลในเช้าวันอาทิตย์ต้นเดือนเมื่อ ๓ ปีก่อนได้ดี พวกเราช่วยกันเปลี่ยนชุด คาดเข็มขัด กลัดกระดุม ใส่ถุงเท้าให้ท่าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านทำเอง คือ การเฉวียงผ้าสไบพาดบ่า มือของท่านจะค่อย ๆ จับผ้าเนื้อบางเป็นจีบหลวม ๆ ก่อนที่จะเฉวียงผ้าขึ้นไปพาดบ่า ด้วยความพอเหมาะพอดีช่างเป็นศิลปะ ความประณีตเฉพาะตัว แม้ใครทำให้ก็เฉวียงได้ไม่งามเหมือนท่านทำเอง ข้าพเจ้านำเอาชุดคุณยายมาให้น้าเล็กช่วยรีดทับให้อีกครั้ง

                 ระหว่างนี้ ข้าพเจ้าก็ไปเอาผ้าไตรซึ่งเก็บไว้ที่ดาวดึงส์ เป็นชุดผ้าไตรผ้าเนื้อดี เย็บด้วยความประณีตจำนวนหนึ่งที่คุณยายจัดเตรียมและรวบรวมไว้ เพื่อที่จะได้นำมาถวายพระในเวลาและโอกาสอันเหมาะสม ข้าพเจ้าเลือกหยิบเอาชุดที่มีป้ายชื่อเล็ก ๆเขียนติดว่า "หลวงพ่อธัมมชโย" ออกมา ๑ชุด

                  จากนั้นจึงไปที่ "บ้านธรรมบาล" เพื่อเอาดวงแก้ว ดวงแก้วส่วนใหญ่ของคุณยายจะมีคนนำมาถวาย รวมทั้งพระเณรเมื่อถึงเวลาอันเป็นมงคลส่วนใหญ่จะเป็นช่วงครบรอบคล้ายวันเกิดของท่านในบางที ซึ่งในแต่ละปีจะอยู่ใกล้ ๆช่วงวันปีใหม่คุณยายก็จะรวบรวมและนำดวงแก้วออกมาถวายพระเณรทั้งวัด บางครั้งก็ยังเผื่อแผ่มาถึงเด็กวัดทุกคนทั้งหญิงชาย และในโอกาสสำคัญต่าง ๆ ลูกหลานก็มักจะหาสิ่งที่เลิศประเสริฐทั้งหลายมาถวาย เพื่อเป็นเครื่องกราบบูชาธรรม น้อมรำลึกถึงพระคุณของคุณยายหนึ่งในนั้นก็คือ ดวงแก้วขนาดต่าง ๆ

                   ส่วนพระเณร ลูกหลานที่อยู่ในวัด ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยใจแต่ไม่ค่อยมีปัจจัย มักตัดใจถวายของรักที่ตนมีอยู่ เช่น นำดวงแก้วดวงโตที่สุดของตนมาถวายแด่คุณยาย ภาพต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นภาพแห่งความประทับใจของข้าพเจ้า ในการแสดงออกถึงความเมตตาที่ครูบาอาจารย์มีต่อศิษย์ และความเคารพรักอย่าง สูงยิ่งที่ลูกศิษย์มีต่อครูบาอาจารย์

                   ข้าพเจ้าเลือกดวงแก้วดวงใหญ่ที่สุดออกมา ๑ ดวง เป็นดวงแก้วขนาดประมาณ ๑๐ เซนติเมตร และสุดท้ายข้าพเจ้าได้ไปเอา "ถุงสำคัญ" ที่กุฏิคุณยาย

                  กลับไปถึงโรงพยาบาลก็เพลพอดี ข้าพเจ้านำผ้าไตร ดวงแก้ว...และถุงสำคัญใบนั้น เข้าไปให้พี่อารีพันธุ์ที่ห้อง C.C.U เพื่อเรียนให้คุณยายทราบและจบอธิษฐาน สีหน้าของคุณยายยังดูดี ในความรู้สึกของข้าพเจ้า...ไม่มีวี่แวว

                  ข้าพเจ้ากลับมายังห้องพักผู้ช่วย ซึ่งตอนนี้น่าจะเรียกว่า ห้องพักของผู้เฝ้าไข้มากกว่า อาหารที่ข้าพเจ้าเตรียมไว้ให้ทุกคนในมื้อเช้ายังคงเหมือนเดิม ไม่มีใครแตะต้องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว มันเป็นความรู้สึกที่ทุกคนตื้อ โดยไม่ต้องทานอะไรเลย ข้าพเจ้าเข้าใจความรู้สึกนี้ดี แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้องทุกคนต้องมีเรี่ยวแรงเพื่อทำหน้าที่ต่อไป ข้าพเจ้าจัดเตรียมอาหารมื้อเที่ยงสำหรับทุกคนอีกครั้ง

                  ช่วงบ่ายทุกคนเริ่มปรับสภาพใจ เหตุการณ์จึงเหมือนสงบนิ่ง สีหน้าของคุณยายก็ยังดูดี จนข้าพเจ้าอดนึกในใจไม่ได้ว่า คงยังอีกหลายเพลา กว่าราตรีอันมืดมิดนั้นจะมาถึง

                  ตอนค่ำพอมีช่วงจังหวะเวลา พี่อารีพันธุ์จึงมอบหมาย "ถุงสำคัญนั้น" ให้ข้าพเจ้าช่วยจัดการ ก่อนที่พี่อารีพันธุ์จะไปคุยปรึกษาเรื่องราวต่าง ๆ กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ซึ่งท่านจะหาโอกาสแวะเวียนมาที่โรงพยาบาลเกือบทุกวัน

                 พี่อารีพันธุ์บอกว่า ถุงสำคัญนี้เป็นถุง ซองปัจจัยที่คุณยายท่านตั้งใจเก็บไว้ทำบุญท่านเก็บของท่านเอง และมอบให้กับมือ พี่อารีพันธุ์ว่าให้นำปัจจัยนี้ถวายหลวงพ่อ ข้าพเจ้ารับถุงกระดาษนั้นมา แม้สีออกจะซีดเก่าด้วยกาลเวลา แต่ก็ยังดูแข็งแรง มีหูหิ้วเป็นเชือก สีดำ เปิดดูในถุงนั้น มีซองสีขาวอมน้ำตาลอ่อน ๆ ที่มัดรวมหลายซองเข้าด้วยกันเป็นตั้งเล็ก ๆ หลายตั้ง ข้าพเจ้าหยิบออกมาทีละตั้ง ค่อย ๆ แกะมัดออกมาเปิดดูแต่ละซอง ในแต่ละซองนั้นมีปึกธนบัตรที่มัดไว้ด้วยหนังยางอย่างเรียบร้อย ดูประณีต สวยงามทำให้ใจของข้าพเจ้ารู้สึกอ่อนโยนยิ่งนัก

                 เมื่อนึกถึงท่านผู้ที่ได้จัดเก็บปัจจัยเหล่านี้ มโนภาพทั้งหลายก็เกิดขึ้นในใจของข้าพเจ้า งานนิดเดียวกัน แต่...แต่ละคนทำ ได้ไม่เหมือนกัน แม้แต่การเก็บปัจจัย ยังส่องประกายโดดเด่นของความเป็นคุณยายออกมาธนบัตรทุกใบคงผ่านการเอามือของท่านรีดทับให้เรียบ ตรงมุมทุกมุมของธนบัตรไม่มีการหักงอแม้แต่น้อย ก่อนที่จะนำธนบัตรมา ซ้อนรวมกัน มัดด้วยหนังยางทั้ง ๒ ข้าง ในตำแหน่งที่พอเหมาะพอดี จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ก็มากพอที่จะทำให้มัดธนบัตรของท่านไม่เหมือนใคร และที่สำคัญที่สุดท่านทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยใจอันละเอียด ประณีต และงดงาม

                ข้าพเจ้านับรวบรวมทุกชุดทุกซองในถุงเป็นหนึ่งเดียว กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน เมื่อนำของทุกอย่างเข้าไปให้พี่อารีพันธุ์เพื่อให้คุณยายจบอธิษฐานอีกครั้ง ข้าพเจ้ามองดูหน้าคุณยายก่อน ที่ตัวเองจะถือของกลับออกมา ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกว่าท่านยังดูดี

                 เกือบตี ๑ ข้าพเจ้าสวดมนต์ นั่งสมาธิ อธิษฐานหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อคุณยาย ก่อนที่จะล้มตัวลงนอน พร้อมกับความคิดที่ว่า พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้า กลับวัดไปเอาของ แต่ข้าพเจ้านอนไม่หลับ แม้จะเปิด Sound-about เสียงนำนั่งสมาธิของหลวงพ่อเสียบใส่หูข้างหนึ่งไว้ส่วนหูอีกข้างหนึ่งเอาไว้ฟังเสียงเผื่อมีเหตุการณ์เร่งด่วนต่าง ๆ เกิดขึ้น

                 ประมาณตี ๓ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคนเปิดประตู เดินเข้ามาในห้อง พี่พยาบาลเดินเข้ามาเรียกข้าพเจ้า การเรียกครั้งนี้ ไม่ใช่เรียกเพื่อให้ช่วยหยิบหรือเตรียมสิ่งของอะไรให้ ด้วยสัญชาติญาณ ข้าพเจ้าทราบทันทีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ข้าพเจ้ารีบไปที่ห้อง C.C.U สีหน้าทุกคนบ่งบอกว่า เวลานั้นใกล้จะมาถึง

                 ที่เตียงคุณยาย ข้าพเจ้าค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับที่แขนท่านแต่สัมผัส ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน แม้มือและนิ้วทั้งห้ากำและบีบแขนท่านเบา ๆ ข้าพเจ้ายังรู้สึกว่าสัมผัส นั้นไม่ถึงท่าน จับได้แค่ผิว ๆ ของท่านเท่านั้นเอง

                  พี่อารีพันธุ์นั่งอยู่ที่ข้างเตียง จับมือคุณยายไว้ตลอด คอยเอนหน้าเข้าไปใกล้ ๆ หูคุณยาย แล้วพูดถ้อยคำอันเป็นมงคล เป็นบุญกุศลให้คุณยายฟังเป็นระยะ ๆ ก่อนที่จะเปิดเทปนำนั่งสมาธิ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยให้คุณยายฟัง แม้ท่านจะไม่ได้มายืนอยู่ ณ ที่นี้ แต่ทุกคนทราบดีว่า คุณยายอยู่ในศูนย์กลางกายของหลวงพ่อตลอดเวลา แม้อยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้เพราะคุณยายไม่เคยหลุดหายไปจากสายตาภายในของหลวงพ่อ เลยสายตาภายในของท่านคอยสอดส่องดูแล อำนวยอวยพรรวมบุญบารมี แผ่ส่งมาถึงคุณยายตลอดในทุกที่ทุกแห่งหน

                   เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวมาถึง คุณยายถวายดวงแก้วผ้าไตรปัจจัย ที่พักข้างเตียงคุณยายในห้องC.C.U แคบ ๆ ก็ถูกผู้คนนั่งรายล้อม มีคุณหมอตามมาสมทบอีก ๓ ท่าน ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่พื้นด้านปลายเตียง ไม่สนใจมองดูสิ่งใด อีกต่อไปแล้ว ได้แต่นั่งหลับตาเอาใจไว้ที่กลางกาย ค่อย ๆ นึกภาพคุณยาย ในอิริยาบถที่ข้าพเจ้าชอบ ค่อย ๆ นึกให้ชัดและสวยได้ยินเสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวพูดส่งคุณยายเป็นระยะ ๆ น้ำเสียงและการทอดเสียงของท่านเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเคารพรักอย่างที่สุด

                   ข้าพเจ้านึกถึงหน้าคุณยายไปเรื่อย ๆ ใจของข้าพเจ้ารวมและสงบนิ่งดีมาก จนแวบหนึ่งของความคิด ข้าพเจ้านึกถึงความเมตตาของคุณยายว่า คุณยายท่านเป็นผู้ให้มาโดยตลอด แม้ตอนที่ท่านกำลังจะจากไปท่านยังคุมบุญเอาบุญให้ลูกหลานมันเป็นความรู้สึกที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดน้ำใสๆ ที่คลออยู่ในเบ้าตาทั้งสอง

                     ใกล้รุ่งเช้าของวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ เวลาประมาณเกือบตี ๕ ทุกอย่างในห้องค่อย ๆ เงียบเสียงลง จนเงียบสนิท เสียงหลวงพ่อทัตตชีโวบอกทุกคนว่า "กราบลายายซะ" ทุกคนก้มลงกราบคุณยายเป็นครั้งสุดท้าย แล้วท่านก็บอกว่า "พวกเราทำหน้าที่กันอย่างดีที่สุดแล้ว อย่าร้องไห้"

                     แม้รู้ว่าวันนี้จะมาถึง แม้เตรียมใจไว้เป็นอย่างดี แม้จะสวดมนต์ทุกวันว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจด้วยกันหมดทั้งสิ้น แม้จะทราบว่าคุณยายท่านสั่งสมบุญบารมีมาอย่างเต็มเปี่ยม การจากไปของท่านเป็นเพียงการย้ายบ้านใหม่เท่านั้นก็ตาม แต่สายใยแห่งความรัก ความผูกพัน ยากนักที่จะตัดขาดได้โดยเร็วพลัน

                     ข้าพเจ้ามองดูพี่อารีพันธุ์ด้วยเข้าใจในความรู้สึกนั้นดี ๑๗ ที่ยืนอยู่เคียงข้างคุณยายมาโดยตลอด...ยาวนานกว่าข้าพเจ้ายิ่งนัก พี่อารีพันธุ์ค่อย ๆ บรรจงเช็ดตัวทำความสะอาดและเปลี่ยน ชุดให้คุณยายเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่ามีผู้ช่วยพอแล้วข้าพเจ้าก็ค่อย ๆ ถอยออกมา บอกกับตัวเองว่า ตั้งสติให้ดี มีอะไรที่ควรจะต้องทำต่อไปอีกบ้าง

                    ข้าพเจ้าไปบอกน้องที่ช่วยขับรถให้เตรียมรถเพื่อพาคุณยายกลับ แล้วไปเก็บของที่ห้อง เอาเฉพาะชิ้นที่สำคัญกลับไปก่อน โทรศัพท์กลับวัด ซึ่งข้าพเจ้าบอกแต่เพียงว่า คุณยายจะกลับเช้านี้ ให้เตรียมห้องและเตียงให้คุณยาย กลับไปถึงท่านจะพักเลย

                    คุณยายนั่งรถกลับวัด เหมือนกับทุก ๆ ครั้งที่ท่านนั่งระหว่างทางที่กลับวัด เห็นพระท่านกำลังออกเดินบิณฑบาต พี่อารีพันธุ์พูดลอย ๆ ขึ้นมาว่า "คุณยายท่านเกิดตอนพระบิณฑบาต ตอนไปท่านก็ไปตอนพระบิณฑบาต" ข้าพเจ้าเคยได้ยินมาเช่นกัน "ท่านเกิดตอนพระออกบิณฑบาตท่านจึงได้ขยันนัก"

                    คุณยายกลับมาถึงบ้านใหญ่แล้ว

                    ภาพคุณยายที่นอนสงบนิ่ง หลับตาพริ้ม ที่ริมฝีปากมีรอยยิ้มแต่พองามช่างเป็นภาพที่ดูเหมือนคุณยายนอนหลับสนิทอย่างมีความสุขยิ่งนัก จนอดไม่ได้ที่จะทำให้ข้าพเจ้าคอยวนเวียนเข้าไปใกล้ ๆ แล้วเอามือจับที่แขนท่าน แล้วพูดเบา ๆ ด้วยประโยคที่พูดซ้ำแล้ว ซ้ำอีกกับท่านว่า "คุณยายคะ คุณยายได้พักแล้วนะคะ ดูเหมือนคุณยายนอนหลับอย่างมีความสุขจังเลย" ก่อนที่จะเลื่อนตัวออกมานั่งพับเพียบหลับตาอยู่ที่ปลายเตียงท่าน

                     ข้าพเจ้านึกถึงภาพต่าง ๆ ของคุณยาย แต่ภาพที่โดดเด่นชัดเจนในความรู้สึกของข้าพเจ้าตอนนี้ คือภาพแห่งความเป็นนักสู้ของคุณยาย เป็นภาพของยอดนักรบที่กรำศึกในสงครามต่อสู้ในสมรภูมิมาอย่างทรหดอดทนแล้วก้าวเดินออกมาจากสนามพร้อมด้วยชัยชนะ ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะได้พัก

                     ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดคุณยายที่ว่า

                    "ยายสู้มาตลอดสู้มาจนสุดฤทธิ์ ยังมีชีวิตอยู่เราต้องสู้ เมื่อไรตายแล้วก็พักกัน ถ้าเราถอย เราก็แพ้เขา แพ้ไอ้ดำ"

                    พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยบอกว่า "ยิ้มของคุณยาย เป็นยิ้มที่จากไปของผู้ชนะ"

                    ชัยชนะของคุณยาย เป็นชัยชนะที่สะอาด บริสุทธิ์ และงดงามยิ่งนัก เป็นชัยชนะที่จะไม่กลับมาพ่ายแพ้อีก เพราะเป็นชัยชนะที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ และดีงามล้วน ๆ

                     ตอนเย็น พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว คณะพระเถระผู้ใหญ่ และพี่ถาวร นำเรือนทองหลังใหม่มาให้คุณยายถ้าสิ่งใดทำให้คุณยายได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยจะทำให้คุณยายทันทีและทำอย่างดีที่สุด เรือนทองหลังใหม่ของคุณยายก็เช่นกัน ด้วยดำริของหลวงพ่อจึงได้เรือนทองที่เหมาะสมกับฐานะ กับบุญบารมีของคุณยายมา

                     เรือนทองหลังใหม่นี้ทำมาจากไม้สักที่อบจนแห้งสนิทแต่ละด้านเป็นไม้แผ่นใหญ่แผ่นเดียว หนาประมาณ ๕ เซนติเมตรปิดทองทุกด้านด้วยฝีมืออันประณีต จนมองเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนถูกฉาบทาด้วยทองสุกอร่าม ข้างในทุกด้านบุด้วยไม้แก่น จันทน์หอม ซึ่งเป็นไม้ที่หาได้ยาก โดยเฉพาะตามขนาดที่ต้องการ เป็นไม้แผ่นใหญ่ มีความหนาประมาณ ๓ เซนติเมตร แต่คงด้วย บุญบารมีของคุณยายจึงได้มา ไม้แก่นจันน์หอมนี้ เป็นไม้เนื้อดีและมีกลิ่นหอมทนนาน จึงเปรียบเหมือนเป็นเครื่องหอมที่ใช้สักการะกราบไหว้บูชาสังขารกายหยาบของคุณยายตลอดเวลา

                    สังขารกายหยาบของคุณยายที่มีใบหน้าอันยิ้มละไม ภายใต้ชุดสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของการถือศีล ประพฤติพรหมจรรย์ได้ค่อย ๆ ถูกพันห่อด้วยผ้า สีขาวเนื้อดี แล้วห่อตามด้วยสำลีผ้าสีขาวสลับกับสำลีถูกม้วนพันไปมาหลายรอบ จนเนื้อผ้าม้วนใหญ่หมด นับได้ประมาณ ๔๓ รอบ เสร็จแล้วปะพรมด้วยน้ำมันดอก มะลิหอมจนทั่ว ในระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ ได้มีการพรรณนาสรรเสริญพระคุณของคุณยายไปด้วย โดยถ้อยคำที่ กล่าวพรรณนานั้น กล่าวเท่าใดก็ไม่หมด และไม่ซ้ำคำกันเลย

                    สรีระกายหยาบของคุณยาย ได้ถูกอัญเชิญเข้าไปอยู่ในเรือนทองปะพรมด้วยน้ำมันดอกมะลิหอมอีกรอบหนึ่งจนชุ่มแล้วปิดฝาเรือนทองไม้สัก ผนึกฝาทุกด้านให้สนิทแน่น ก่อนที่จะนำเรือนทองชั้นนอกมาครอบไว้อีกชั้น

                    เรือนทองชั้นนอกนี้ มีลักษณะเป็นกล่องเพื่อครอบสวมเรือนทองไม้สัก มีพื้นชั้นในทำจากแผ่นเงินที่สอยตัดเป็นเส้น ๆถักทอเป็นกล่อง ขนาดใหญ่กว่าเรือนทองไม้สักเล็กน้อยส่วนชั้นนอกทำด้วยทองคำบริสุทธิ์นำมารีดเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วซอยตัดเป็นเส้นเล็ก ๆ นำมาจักสานถักทอจากฝีมือช่างโบราณด้วยความละเอียดประณีต ครอบอยู่ชั้นนอกสุด ที่ทุกคนมองเห็นเป็นสีทองอร่ามสุกเปล่งปลั่งอยู่ตลอดเวลา ในยามที่ได้มากราบไหว้ สรีระสังขารของคุณยาย

                    ในเวลาต่อมา เหล่าศิษยานุศิษย์ของคุณยายได้ร่วมใจกันทำ "ผ้ามหาสุวรรณรัตนภูษา" อันประณีตวิจิตรบรรจง เพื่อน้อมถวายบูชาธรรมแด่คุณยาย ผ้ามหาสุวรรณรัตนภูษาเป็นผ้า สำหรับคลุมเรือนทอง ผืนผ้าทำมาจากทองคำบริสุทธิ์ที่นำมาหลอมทำเป็นเส้นๆ เหมือนด้ายไหม แล้วนำเส้นทองคำนี้มาทำเป็นห่วงเล็ก ๆ นับล้าน ๆ ห่วง ถักทอร้อยต่อกัน จนเป็นผ้าผืนใหญ่ ที่ชาย ผ้าทุกด้านห้อยประดับด้วยรัตนชาติขนาดน้อยใหญ่หลาก สีนานาชนิด ผืนผ้าทองคำที่คลุมด้านหน้าเรือนทอง มีตัวอักษรที่ทำจากทองคำ เขียนจารึกไว้ว่า

ถวาย

มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

                      ทุกอย่างทำอย่างดีที่สุด ด้วยความเคารพรักและด้วยความกตัญญูต่อคุณยายผู้เปี่ยมด้วยบุญบารมี ผู้เป็นสุดยอดครูบาอาจารย์หาใครเสมอเหมือนมิได้ เหมาะสมยิ่งนักกับคุณยาย ผู้มีแต่ความกตัญญู และปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์อย่างดีที่สุด เมื่อถึงคราวที่คุณยายละสังขารจากไป ลูกศิษย์ลูกหาของคุณยาย ซึ่งนำโดย พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ก็ได้ร่วมแรงร่วมใจ รวมกำลังสติปัญญา เพื่อทำให้คุณยายอย่างดีที่สุด เท่าที่ศิษย์จะพึงกระทำ ต่อครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่สุดที่จะประมาณได้

                       ณ เวลานี้ ตาเนื้อของข้าพเจ้าไม่สามารถมองทะลุผ่านเข้าไปเห็นคุณยายซึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ข้างในนั้นได้แล้วแต่ตาภายในของข้าพเจ้ายังเห็นภาพคุณยายแจ่มชัดงดงาม คุณยายไม่ได้จากข้าพเจ้าไปไหน ยังคงอยู่ในใจของข้าพเจ้านี่เอง

                       ภาพของท่านจะปรากฏทุกครั้งในเวลาที่ข้าพเจ้านึกถึงและยิ่งเมื่อใดใจของข้าพเจ้าผ่องใสภาพของท่านยิ่งแจ่มชัดและงดงาม

ไม่ว่าท่านจะอยู่ในทิพย์วิมานแดนสวรรค์หรือ ณ ที่ใด

สายตาท่านก็คงสอดส่องมองมาที่ลูกหลานทั้งหลาย

ด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตาและให้กำลังใจ

และท่านคงจะยิ้มอย่างมีความสุขยิ่งนัก

ถ้าเราทำอย่างที่ท่านสอน...

คุณยาย...รักบุญกลัวบาป

คุณยาย...รักการนั่งสมาธิ

คุณยาย...รักหลวงพ่อและลูกหลานทุกคน

คุณยาย...รักวัดพระธรรมกาย ฯลฯ

 

                         ข้าพเจ้าถามตัวเองอีกครั้งว่า

                         "บุญอันใดหนอที่ทำให้ข้าพเจ้ามาพบคุณยาย ข้าพเจ้าจะรักษาความมีบุญนั้นไว้ และจะตอบแทนพระคุณท่านได้อย่างไร"