วัฏฏกปริตร : บทสวดป้องกันไฟไหม้

วันที่ 21 สค. พ.ศ.2562

วัฏฏกปริตร : บทสวดป้องกันไฟไหม้

วัฏฏกปริตร : บทสวดป้องกันไฟไหม้

      วัฏฏกปริตร เป็นเรื่องราวของลูกนกคุ่มที่กำลังตกอยู่ ในภาวะอันตรายเนื่องจากไฟป่ากำลังลุกลามมาใกล้ตัว แต่ไม่สามารถจะบินหนีได้ เพราะเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ได้แต่อธิษฐานของอำนาจแห่งคุณคือศีลและสัจจะ ช่วยให้รอดปลอดภัย เมื่อไฟลามมาใกล้ตัวก็ดับไปอย่างน่าอัศจรรย์

      พระปริตรบทนี้มาจากวัฏฏกชาดก วัฏฏะกะ จึงแปลว่า "นกคุ่ม"

      บทสวดนี้โบราณเชื่อว่ามีอานุภาพในการป้องกันไฟไหม้ ในยามที่คับขัน เป็นมนต์สำหรับป้องกันตัว

ตำนานบทสวดมนต์
      สมัยหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปในหมู่บ้านของชาวมคธ เพื่อบิณฑบาต หลังจากเสด็จกลับจากบิณฑบาตพร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ ได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าขึ้น

      ขณะนั้น เปลวไฟลุกลามมาอย่างน่ากลัว ในบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย พวกหนึ่งกลัวตาย จึงกล่าวว่า พวกเราจะจุดไฟตัดทางไฟเพื่อป้องกันไฟไหม้ จึงพากันนำหินเหล็กไฟออกมาจุดไฟสร้างแนวกันไฟป่า

      อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พวกท่านกำลังพากันทำอะไร พวกเราอยู่กับพระพุทธเจ้าแท้ๆ ทำไมมองข้ามพระองค์ไปได้พระองค์ผู้เป็นเลิศที่สุดในโลกเสด็จมาพร้อมกับพวกเรา เหมือนคนตาบอดไม่เห็นดวงจันทร์ ซึ่งลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ไม่เห็นดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นทางทิศตะวันออก เหมือนคนยืนอยู่ที่ริมฝั่งทะเลแต่มองไม่เห็นทะเล เหมือนคนยืนพิงเขาสิเนรุแต่ไม่เห็นเขาสิเนรุ ฉะนั้น แต่กลับพากันพูดว่า จะจุดไฟตัดทางไฟ พวกท่านไม่รู้จักอานุภาพของพระพุทธเจ้าเลย มาเกิด พวกเราจักพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

      พระสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมดได้รวมตัวกันไปยังสำนักของพระพุทธเจ้า ขณะนั้น พระพุทธเจ้ามีภิกษุยืนแวดล้อมเป็นบริวารได้ประทับยืนอยู่ ณ มุมหนึ่ง ไฟป่าก็กำลังไหม้มาเสียงดังมาแต่ไกล

      ครั้นลามมาถึงที่ที่พระพุทธเจ้าประทับยืนอยู่ ระยะไม่ไกลจากที่ประทับยืน ไฟก็ดับไปอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนคบไฟที่เขาจุ่มลงในน้ำ ฉะนั้น

      พระสงฆ์ทั้งหลายพากันกล่าวสรรเสริญคุณของพระศาสดาว่า อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลายน่าอัศจรรย์จริง ไฟนี้แม้จะไม่มีจิตใจ แต่ก็ไม่อาจไหม้ที่ที่พระพุทธเจ้าประทับยืนได้ ย่อมดับไปเหมือนเอาคบเพลิงจุ่มลงในน้ำ ฉะนั้น

      พระพุทธเจ้าได้ทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้น จึงได้ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย การที่ไฟไหม้มาถึงตรงนี้แล้วดับไป มิใช่เป็นเพราะอานุภาพของเราในบัดนี้เท่านั้น แต่เป็นเพราะกำลังแห่งสัจจะบารมีของเราในกาลก่อน จากนั้น จึงตรัสเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า

      เมื่อครั้งพระองค์เกิดเป็นพระโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดเป็นนกคุ่ม ในเวลาทำลายกระเปาะฟองไข่ออกมา มีตัวขนาดเท่าดุมเกวียนบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่

      ลำดับนั้น บิดามารดาให้นกคุ่มน้อยนอนอยู่ในรัง แล้วคาบอาหารมาป้อน นกคุ่มน้อยนั้นไม่มีแม้กำลังที่จะเหยียดกางปีกโผบินออกไปในอากาศ หรือไม่มีกำลังแม้จะยกเท้าเดินไปมาเพราะเพิ่งเกิดได้ไม่นาน

      และสถานที่นั้น ในช่วงหน้าร้อนของทุกปี มักเกิดไฟป่าเป็นประจำ

      วันหนึ่ง ไฟป่ากำลังไหม้ลุกลามมาเสียงดังสนั้นหวั่นไหว หมู่นกทั้งหลายต่างพากันส่งเสียงร้องลั่นป่า พากันรีบบินหนีออกจากรังของตนด้วยความกลัวตาย แม้บิดามารดาของนกคุ่มน้อยก็กลัวตายเช่นกัน รีบบินหนีไปด้วยความเร่งรีบ โดยทิ้งลูกน้อยไว้ข้างหลัง

      นกคุ่มน้อยนอนรอความตายอยู่ในรังนั้นเอง ได้แต่ชะเง้อคอมองดูไฟป่าที่กำลังไหม้ลามมา จึงคิดว่า ถ้าเรามีกำลังพอที่จะเหยียดปีกออกบินหนีไปในอากาศได้ไซร้ ป่านนี้ เราก็คงจะโบยบินไปที่อื่นซึ่งปลอดภัยแล้ว หรือถ้าเรามีกำลังพอที่จะยกเท้าเดินไปได้ไซร้ เราก็คงจะรีบเดินไปที่อื่นเสียแล้ว แต่บัดนี้ แม้บิดามารดาของเราก็กลัวตายเช่นกัน ทิ้งเราไว้แต่เพียงผู้เดียวได้พากันบินหนีไปเสียแล้ว บัดนี้ เราอยู่ตัวคนเดียว จะทำอย่างไรดีหนอ

      ขณะนั้น นกคุ่มน้อย จึงน้อมนึกถึงคุณแห่งศีลและสัจจะ ในอดีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายและสัจจะบารมีของตนเอง ทำสัจจอธิษฐานเพื่อให้ไฟดับไป

      จากนั้น นกคุ่มจึงตั้งสัจจอธิษฐานว่า "คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัตย์ ความบริสุทธิ์ และความเอื้ออาทรมีอยู่ในโลก ด้วยอำนาจความสัจนั้น ข้าพเจ้าจักทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าพิจารณากำลังแห่งธรรม ระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปางก่อน อาศัยกำลังสัจจะ ขอทำสัตยาธิษฐาน''

      และได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย พร้อมทั้งสัจจะบารมีของตนเอง ตั้งสัตยาธิษฐานไว้ว่า ''ปีกของเรามีอยู่แต่ไม่มีขนพอจะบินได้ เท้าของเราก็มีอยู่แต่ไม่แข้งแรงพอจะเดินได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว ขอให้ไฟป่าจงดับไปเสียเถิด''

      พร้อมกับการทำสัตยาธิษฐานของนกคุ่ม ไฟที่กำลังลุกลามมาก็ดับลง ณ ที่ตรงนั้นอย่างน่าอัศจรรย์

เหมือนจุ่มไฟลงในน้ำ ฉะนั้น

บทสวดและคำแปล

อัตถิ โลเก สีละคุโณ              สัจจัง โสเจยยะนุททะยา
เตนะ สัจเจนะ กาหามิ            สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง
อาวัชชิต๎วา ธัมมะพะลัง          สะริต๎วา ปุพพะเก ชิเน
สัจจะพะละมะวัสสายะ            สัจจะกิริยะมะกาสะหัง
สันติ ปักขา อะปัตตะนา          สันติปาทา อะวัญจะนา
มาตา ปิตา จะ นิกขันตา         ชาตะเวทะ ปะฏิกกะมะ
สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง         มะหาปัชชะลิโต สิขี
วัชเซสิ โสฬะสะกะรีสานิ        อุทะกัง ปัต๎วา ยะกา สิขี
สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ          เอสา เม สัจจะปาระมีติฯ

      คุณคือศีล สัจจะ และชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์ และความเอื้ออาทร มีอยู่ในโลก ด้วยความสัตย์จริงนั้น ข้าพเจ้าจักกระทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าขอม้อมรำลึกถึงอานุภาพแห่งพระธรรม และขอน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้พิชิตมารในอดีตทั้งหลาย ได้ทำสัจกิริยา ยึดมั่นในกำลังแห่งสัจจะที่ข้าพเจ้ามีอยู่ จึงขอทำสัจกิริยาว่าปีกทั้งสองข้างของข้าพเจ้ามีอยู่ แต่ก็ยังไม่แข็งแรงพอที่จะบินหนีไปได้ เท้าทั้งสองข้างของข้าพเจ้ามีอยู่ แต่ก็ยังไม่แข็งแรงพอที่จะเดินไปได้ พ่อแม่ก็พากันบินหนีไปเสียแล้วพระเพลิงเอ๋ย ขอท่านจงดับเสียเถิด

      พร้อมกับข้าพเจ้ากระทำสัจกิริยาอยู่นั้น เปลวเพลิงที่ลุกโชนอย่างร้อนแรง ก็ดับมอดไปสนิท ระยะห่าง ๑๖ กรีส เหมือนเปลวไฟตกถึงน้ำแล้วดับไป ฉะนั้น ไม่มีผู้ใดมีสัจจะบารมีเสมอกับข้าพเจ้า นี้คือสัจจะบารมีของข้าพเจ้า

ธรรมะจากบทสวดมนต์
      เนื้อหาว่าด้วยเรื่องของไฟซึ่งเป็นของร้อนและสิ่งที่น่ากลัว
      คนที่บ้านถูกไฟไหม้ สิ้นเนี้อประดาตัว จะเข้าใจอารมณ์นี้ได้ดี
      หลายคนสงสัยว่า สวดมนต์บทนี้แล้ว จะดับไฟได้จริงหรือถ้าไฟกำลังไหม้ เราควรจะสวดบทนี้หรือหาน้ำมาดับไฟ ?

      เป็นคำถามที่ตอบง่ายมาก ถ้าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริง ไม่ต้องสวดอะไร ไม่ต้องหาน้ำมาดับ ทางที่ดีควรรีบวิ่งออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด แล้วถ้าเป็นตึกสูงอย่าวิ่งขึ้นข้างบน ให้วิ่งลงข้างล่าง ถ้าทำแบบนี้แล้วท่านจะปลอดภัย

      เพราะเรายังไม่มีฤทธิ์หรือบารมีพอที่จะอธิษฐานจิตให้ไฟดับได้

      ผู้ที่จะสามารถบันดาลฤทธิ์ให้ดับไปได้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาต้องเป็นมีศีลสมาธิบริบูรณ์ มีอภิญญาเท่านั้น อย่าเพียงคิดว่าสวดๆแล้วจะรอด

      ไม่เช่นนั้น ท่านอาจถูกย่างสด

      ไฟที่ไหม้ในภายนอก แม้จะรุนแรงแค่ไหน ก็ไม่อันตรายเท่ากับไฟภายใน

      ความรัก ความหึงหวง ความผูกพัน (ราคะ) ความหงุดหงิด วู่วามง่าย ความโกรธ ผูกใจเจ็บ อาฆาตพยาบาท (โกรธ) และความหลงงมงาย ขาดสติ (โมหะ) จัดเป็นไฟภายใน

      ไฟชนิดนี้แหละที่อันตรายและเป็นไฟไหม้ฟางที่ค่อยๆเผาใจเราโดยไม่รู้ตัว

      ขณะนี้ เรากำลังถูกเผาอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดเราหยุดดิ้นรนให้อภัย ฝึกใจให้สงบ มีสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อนั้นไฟย่อมดับไป แต่ยังมีโอกาสเกิดขึ้นอีก

      ไฟชนิดนี้แหละที่ร้ายแรงที่สุด อย่าปล่อยให้มันไหม้จนลุกลามไปทั่ว

      อุปกรณ์ดับไฟภายในต้องใช้ธรรมะ คือ การให้อภัย มีสติ มีเมตตา ไม่ใช่น้ำที่ไหน เมื่อมีธรรมะก็เหมือนนํ้าเย็นชนิดวิเศษที่ช่วยดับไฟประเภทนี้ได้

      อีกอย่างหนึ่ง บทสวดมนต์สอนให้เรารู้จักการมีสัจจะ

      เมื่อเราให้ความสำคัญกับคำพูด รักษาคำพูด ไม่ใช่วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้พูดอีกอย่าง พูดคำไหนคำนั้น คำพูดจะกลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ เครดิตความน่าเชื่อถือก็เกิดขึ้น

      บางทีเราพูดอะไรก็ไม่มีคนเชื่อ ทั้งที่เป็นความจริง สาเหตุไม่ใช่เพราะเราพูดจริงแล้วไม่มีคนเชื่อ แต่เป็นเพราะเราขาดความน่าเชื่อถือ

      ตรงกันข้ามคนพูดไม่จริงกลับมีคนเชื่อ
      ฉะนั้น เมื่อสวดมนต์บทนี้ แม้ไฟภายนอกจะไม่ดับไป แต่ขณะสวดจิตใจสงบเกิดสมาธิ ย่อมสามารถดับไฟภายในได้อย่างน่าอัศจรรย์