จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๗ ถ้าคหบดีก็ดี คหปตานีก็ดี ผู้มิใช่ญาติ

วันที่ 18 มีค. พ.ศ.2565

จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๗ ถ้าคหบดีก็ดี คหปตานีก็ดี ผู้มิใช่ญาติ

จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๗

คำแปลพระบาลีที่เป็นพุทธบัญญัติ
        “ถ้าคหบดีก็ดี คหปตานีก็ดี ผู้มิใช่ญาติ นำจีวรเป็นจำนวนมากมาปวารณาต่อภิกษุนั้น ภิกษุนั้นพึงยินดีจีวรมีอุตตราสงค์กับอันตรวาสกเป็นอย่างมากจากจีวรเหล่านั้น ถ้ายินดีเกินกว่านั้น เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์”

เนื้อความย่อในหนังสือนวโกวาท
          “ในสมัยเช่นนั้น จะขอเขาได้ก็เพียงผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้นถ้าขอให้เกินกว่านั้น ได้มาต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์”

อธิบายความโดยย่อ
        สิกขาบทนี้มีเนื้อความค่อนข้างชัดเจน โดยต่อเนื่องกับสิกขาบทก่อน คือ เมื่อจีวรถูกแย่งชิงหรือถูกขโมยไป สูญหายหรือเสียหายไป ทรงอนุญาตให้ภิกษุขอจีวรได้โดยถือว่าขอในสมัย เมื่อเขานำจีวรมาถวาย ก็สามารถรับได้แต่ในการรับนั้นต้องรู้จักประมาณ มิใช่เห็นแก่ได้แบบเขาถวายเท่าไรก็รับไว้ทั้งหมด โดยทรงแนะนำไว้ว่า เมื่อจีวรหายไป ๓ ผืน พึงยินดีรับเพียง ๒ ผืน คือผ้าอุตตราสงค์(ผ้าห่ม) กับผ้าอันตรวาสก (ผ้านุ่ง) เท่านั้น หากหายไป ๒ ผืน พึงยินดีรับได้๑ ผืน แต่ถ้าหายไปผืนเดียว ไม่พึงยินดีรับเลย

เจตนารมณ์ของสิกขาบทข้อนี้ 
       สิกขาบทนี้ทรงบัญญัติไว้เพื่อให้ภิกษุรู้จักประมาณตน ไม่เห็นแก่ได้โดยใช่เหตุแม้จะมีโอกาสได้มาก ก็พึงรับพอประมาณ ทั้งนี้เพื่อลดภาระในการดูแลรักษาและการนำติดตัวไป ซึ่งทรงแนะนำไว้ว่า การจาริกไปในที่ต่างๆ นั้น พึงทตัวเหมือนกับนกซึ่งนำไปเฉพาะขนปีกและหางเท่านั้น ทำให้เกิดความสะดวกและคล่องตัวด้วยประการทั้งปวง

อนาปัตติวาร
       ในสิกขาบทนี้ท่านแสดงภิกษุผู้ได้รับยกเว้นไม่ต้องอาบัติไว้คือ

(๑) ภิกษุนำเอาไปด้วยคิดว่าจักนำจีวรที่เหลือมาคืน

(๒) คหบดีถวายด้วยบอกว่าจีวรที่เหลือเป็นของท่านรูปเดียว

(๓) คหบดีถวายมิใช่เพราะเหตุถูกชิงจีวรไป

(๔) คหบดีถวายมิใช่เพราะเหตุจีวรหาย

(๕) ภิกษุผู้ขอต่อญาติ

(๖) ภิกษุผู้ขอต่อคนปวารณา

(๗) ภิกษุซื้อมาด้วยทรัพย์ของตน

(๘) ภิกษุผู้วิกลจริต

(๙) ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติหรือภิกษุอาทิกัมมิกะ ได้แก่ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0012111345926921 Mins