หน้าที่ของเรา

วันที่ 01 มค. พ.ศ.2566

หน้าที่ของเรา

หน้าที่ของเรา

      ธรรมกายที่เกิดด้วยอำนาจบุญที่เราสร้างมาดีแล้ว ด้วยตัวของเราเอง ด้วยความเพียรไม่ย่อหย่อน ด้วยหิริโอตตัปปะ ด้วยอัตตาหิ อัตตโน นาโถ ด้วยกำลังความสามารถของเราเองนี่แหละ เป็นนิจจัง เป็นสุขขัง เป็นอัตตา ถึงเวลานั่นแหละเข้านิพพาน นี่ก็เป็นอย่างนี้นี่คือสภาพของโลกเรา

       เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว เราควรที่จะมีความกตัญญูรู้คุณต่อพระศาสนา เพราะพระศาสนาให้ความรู้ ให้ความฉลาดปราดเปรื่องแก่เรา ให้เราทันโลก หน้าที่ของเราก็คือ ทั้งส่งเสริม ทั้งรักษา แล้วก็ทั้งซ่อมแซม ทุกสิ่งทุกอย่างในศาสนาให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป

      ที่ว่า ส่งเสริม คือ ในแง่มุมของคุณธรรม ก็ตั้งใจประกาศศาสนธรรม ที่พระสัมสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ช่วยกันรักษา ก็คือ ลงมือปฏิบัติไป แล้วทั้งตำรับตำราในพระพุทธศาสนา ก็ช่วยกันรักษาเอาไว้ ศาสนสถาน เช่น วัดวาอารามก็ช่วยกันดูแลเอาไว้ ทำให้ดี นี่กตัญญรู้คุณต่อพระศาสนา ก็ช่วยกันไปอย่างนี้ แล้วก็ ซ่อมแซม ด้วย ถ้าอันไหนมันปรักหักพังก็ช่วยกันซ่อมแซม

      ทั้งส่งเสริม ทั้งรักษา ทั้งซ่อมแซม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของศาสนา ทั้งที่เป็นศาสนวัตถุ คือ พวกศาสนสมบัติต่างๆ เช่น กุฏิ ศาลา ฯลฯ ทั้งที่เป็นศาสนธรรม คือ คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ช่วยกันประกาศให้ชาวโลกรู้จะได้มาปฏิบัติกัน โลกจะได้เย็น มลภาวะต่าง ๆ จะได้หมดไป แม้แต่คาสนพิธีต่าง ๆ ก็ช่วยกันปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ศาสนบุคคลคือ บุคคลที่ทำหน้าที่อยู่ในพระศาสนา เช่น พระภิกษุ สามเณรก็ช่วยกันทะนุบำรุง ให้กำลังแก่ท่านอย่างดี ท่านจะได้ศึกษาปฏิบัติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป และจะได้เอาความรู้ทางธรรมะมาแจกจ่ายพวกเราด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนบุคคล ซึ่งขณะนี้นับวันจะร่อยหรอลงไปคือ พระภิกษุสามเณรที่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา ก็ชักร่วงโรยกันไป มรณภาพกันไปหลายท่านแล้ว เหลือแต่พระหนุ่ม เณรน้อย ที่ทยอยกันขึ้นมาใหม่ ก็กำลังศึกษาหาความรู้ พยายามเคร่งครัดปฏิบัติตัวกันอยู่ แต่จะให้ดีเด่นเท่ากับหลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา ในอดีตให้ได้ขึ้นมาอย่างปุ๊บปั๊บน่ะ ก็ยังยากอยู่

      ดังนั้น ถ้าเราเห็นท่านขาดตกบกพร่องอะไรก็ขอให้ช่วยเหลือท่านให้เต็มกำลัง ความประพฤติบางอย่างท่านอาจจะกะพร่องกระแพร่ง ก็ให้เวลาท่านได้แก้ไขปรับปรุง อย่าเพิ่งโจมดีกันหนักนัก

     ทางฝ่ายที่เป็นฆราวาส กตัญญูรู้คุณบรรพบุรุษของเราเป็นอย่างไร เริ่มตั้งแต่พ่อ แม่ ปู ย่า ตา ยาย ของเรา ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ไปกราบเท้าขอบคุณท่านงาม ๆ ที่อุตส่าห์รักษาพระศาสนาเอาไว้ให้เรา ถ้าไม่ได้ท่านเหล่านี้รักษาคำสอนเอาไว้เราคงโง่ตายเลยนะ

      นอกจากนั้น รู้คุณตัวเอง กตัญญูกตเวทีต่อตัวเองเป็นอย่างไรล่ะ... ก็ให้รู้ว่า เรานี่ โชคดีนะที่ได้เกิดเป็นคน ถึงได้มาพังเทศน์รู้เรื่องกันนี่ ถ้าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานละก็ไม่รู้เรื่องกันหรอก ฉวยโอกาสตอนที่ยังเป็นคนอยู่นี่ ทำทานได้รีบทำ รักษาศีลได้รีบรักษา ฟังเทศน์ได้รีบพัง นั่งสมาธิได้รีบนั่งอย่ามัวชักช้าอยู่ ตายแล้วละก็ทำอะไรไม่ได้หรอก แล้วคนเราน่ะ... สักวันหนึ่งก็ต้องตาย แต่ว่าก่อนจะตายน่ะ ให้เอาตัวของเรา โดยเฉพาะร่างกายของเรานี้มาใช้ให้คุ้ม คือว่าร่างกายของเรา ถ้าจะอุปมาเหมือนรถยนต์ก็ได้ รถยนต์นี่ถึงแม้เราไม่ใช้ เก็บเอาไว้ วันหนึ่งมันจะผุจะพังไหม มันก็ต้องผุ ต้องพัง มันต้องคืนกลับแผ่นดินไปจนได้ล่ะ เก็บไว้อย่างดีอย่างไรมันก็ต้องพัง รถยนต์เอาไปใช้ ใช้แล้วมันก็พัง ไม่ใช้มันก็พังแต่ว่าถ้าใช้จนกระทั่งคุ้ม มันพังไปก็ไม่เสียดาย แต่เก็บเอาไว้ไม่ได้ใช้ แล้วมันพังไป น่าเสียดายจริงๆ

      ตัวของเราก็เหมือนกัน รู้แล้วว่าวันหนึ่งต้องตาย แต่ก่อนจะตายน่ะ เรามาสร้างทานบารมีให้คุ้ม มารักษาศีลให้คุ้ม นั่งสมาธิให้คุ้ม มาบำเพ็ญบารมีทั้งสิบให้คุ้ม คุ้มแล้วถึงตายก็ตายไปเถอะ ไม่เสียดายแล้วร่างกายนี้เพราะใช้มาคุ้มค่าแล้ว แผ่นดินจะเอากลับไปก็เอากลับไปเถอะ เบื่อเต็มที่แล้ว แล้วไปเอาร่างกายใหม่ที่ประณีตกว่าในชาติหน้าโน่น

      แต่ว่าถ้าอยู่แบบคนขเกียจ เป็นอย่างไรล่ะ ก็เป็น “โรคบิดติดเสือ งานการเบื่อ ข้าวกินได้’’ ขอกินกับนอนอย่างเดียวจะทำอะไรบอกไม่ไหวทั้งนั้น กินกับนอนจนแก่ตาย มันน่าเสืยดาย เพราะเกิดมาเปล่า เกิดมาอย่างนี้ไม่คุ้ม แล้วพวกนี้มีหน้ามาพูดนะ ฉันน่ะมีศีล ไม่เคยบกพร่องเลย ก็ “ศีลหมู” น่ะชี กินแล้วนอนไม่เคยทำความดีอะไรเลย ไม่ได้ความหรอก

     เร่งเอาร่างกายของเรานี่แหละ มาใช้เสียให้คุ้ม จะไห้ทานก็รีบให้ ด้วยกำลังกาย กำลังปัญญา หรือกำลังทรัพย์ก็ตามทีทำทานเข้าไป มันจะได้เกิดประโยชน์ แล้วก็รักษาศีลเข้าไปจะศีล 5 ศีล 8 ก็ตามที ยังแข็งแรงอยู่นั่งสมาธิเข้าไป นั้งสมาธิให้คุ้ม นี่ทำอย่างนี้ ถึงคราวตายแล้วไม่เสียดาย ไม่เสียชาติเกิด เป็นพระเป็นเณรก็เหมือนกัน ตั้งใจทำภาวนาให้เต็มที่ ทำได้อย่างนี้ทุกคน ตายแล้วนรกก็ไม่ต้องไป เปรตไม่ต้องไป อสุรกายไม่ต้องไป เดรัจฉานก็ไม่ต้องไป ไปได้สองอย่าง ถ้าไม่ไปเป็นเทวดาเป็นพรหม ก็ไปนิพพานกันนั้นแหละ ก็เป็นอย่างนี้

     หลวงพ่อขอจบการเทศน์ในวันนี้เพียงเท่านี้ขอให้ทุกท่านจงสามารถรักษาตนให้พ้นจากภัย คือ กิเลสทั้งปวง จงปราศจากเสียชึ่งสรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย สรรพเคราะห์ เสนียดจัญไรใด ๆ อย่าได้มาแผ้วพาน ให้มีความสุขให้มีความเจริญตลอดไป อยู่ในร่มเงาของพุทธศาสนาอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ให้เข้าถึงพระธรรมกายโดยง่ายทุกท่านเทอญ.

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00063124895095825 Mins