การเห็นโทษของกาม

วันที่ 22 ตค. พ.ศ.2568

การเห็นโทษของกาม

                         “กามวิตกนี้เกิดขึ้นแก่เราแล้วแลก็แต่ว่า มันย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้างย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและทั้งสองบ้าง ทำให้ปัญญาดับก่อให้เกิดความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน”๑

๑ ม.มู. ๑๘/๒๕๒/๒๑๕ (ไทย.มมร)

 

                         “เนกขัมมวิตกนี้เกิดขึ้นแก่เราแล้วแล ก็แต่ว่าเนกขัมมวิตกนั้น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายเป็นทางทำให้ปัญญาเจริญ ไม่ทำให้เกิดความคับแค้นเป็นไปเพื่อพระนิพพาน”๒

๒ ม.มู. ๑๘/๒๕๒/๒๑๗ (ไทย.มมร)

 

                         “กามฉันทนิวรณ์” เป็นนิวรณ์ตัวที่ ๑ ซึ่งเกิดขึ้นภายในใจของมนุษย์และสัตว์ตลอดเวลา สัตว์เดรัจฉานมันคิดอยู่ ๓ เรื่อง คือ ๑) เรื่องกิน ๒) เรื่องเสพกาม ๓) เรื่องกลัวตาย ส่วนมนุษย์ก็คิดในเรื่องนี้เช่นกัน แต่ว่ามนุษย์นั้นมีอยู่อีกหนึ่งเรื่อง คือ “ธรรมสัญญา”

 

                         อย่างเช่น การที่เราฟังธรรมตอนนี้ เราจะต้องเห็นโทษของกามอย่างซาบซึ้งบ่อย ๆ เนือง ๆ และต้องเห็นอานิสงส์ของการออกบวชอย่างซาบซึ้งบ่อย ๆ เนือง ๆ โทษของกามมันมีอย่างชนิดทั่วไป และอย่างชนิดที่ว่าแสนสาหัส คือ ทำให้ต้องไปเกิดในอบาย ได้แก่ นรก เปรตอสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเห็นโทษของกามให้มาก

 

                         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า

                         “ดูก่อนมหานามะ ถ้าแม้ว่า อริยสาวกเล็งเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามเป็นจริงว่า กามให้ความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้ยิ่ง ดังนี้ แต่อริยสาวกนั้นเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม ยังไม่บรรลุปีติและสุข หรือกุศลธรรมอื่นที่สงบกว่านั้น เธอจะยังเป็นผู้ไม่เวียนมาในกามไม่ได้ก่อน

 

                         แต่เมื่อใด เธอได้เล็งเห็นด้วยปัญญาโดยชอบอย่างนี้ว่า กามให้ความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมากโทษในกามนี้ยิ่ง ดังนี้ และเธอก็เว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม บรรลุปีติและสุข หรือกุศลธรรมอื่นที่สงบกว่านั้นเมื่อนั้น เธอย่อมเป็นผู้ไม่เวียนมาในกามเป็นแท้” ๓

๓ ม.มู. ๑๘/๒๑๑/๑๓๕-๑๓๖ (ไทย.มมร)

 

                         “ดูก่อนมหานามะ อีกประการหนึ่ง มีกามเป็นเหตุมีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นแล ฝูงชนต่างประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ชนเหล่านั้น ครั้นประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก

 

                         ดูก่อนมหานามะ แม้นี้เล่า ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ในสัมปรายภพ มีกามเป็นต้นเหตุมีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น”๔

๔ ม.มู. ๑๘/๒๑๘/๑๔๐ (ไทย.มมร)

 

                         เพราะว่าเดิมทีใจของเรานั้นอยู่ที่ “ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” แต่ออกทางตาไปติดรูป ออกทางหูไปติดเสียง ออกทางจมูกไปติดกลิ่นออกทางลิ้นไปติดรส ออกทางกายไปติดสัมผัส ความกำหนัดในกามจึงเข้ามาเติมใจให้มืด เพราะฉะนั้นเราจะต้องเห็นโทษของกาม ร่างกาย คือ รังของโรค โรคนั้นมีหลายชนิด เช่น โรคฟัน โรคเหงือก โรคหู โรคปาก โรคจมูก โรคคอ โรคลำไส้ โรคกระเพาะ โรคหวัด โรคมะเร็ง โรคเอดส์ ถ้ากรรมตามทัน ก็หนีไม่พ้น อย่างนี้เท่ากับว่า เมื่อเราแต่งงานไปเราจะได้คนที่มีโรคเพิ่มมาอีก ๑ คน เพื่อให้เราดูแลทันที

 

                         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

                         “ดูก่อนมหานามะก็อะไรเล่าเป็นโทษของกามทั้งหลาย กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีวิตด้วยความขยัน ประกอบศิลปะใด คือ ด้วยการนับคะแนนก็ดี ด้วยการคำนวณก็ดีด้วยการนับจํานวนก็ดี ด้วยการไถก็ดี ด้วยการค้าขายก็ดีด้วยการเลี้ยงโคก็ดี ด้วยการยิงธนูก็ดี ด้วยการเป็นราชบุรุษก็ดี ด้วยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ต้องตรากตรำต่อความหนาว ต้องตรากตรำต่อความร้อน งุ่นง่านอยู่ด้วยสัมผัสแต่เหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน ต้องตายด้วยความหิวกระหาย

 

                         ดูก่อนมหานามะ แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลายเป็นกองทุกข์ที่เห็นกันอยู่ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้ามีกามเป็นตัวบังคับ เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้นดูก่อนมหานามะ ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้น ขยัน สืบต่อพยายามอยู่อย่างนี้ โภคะเหล่านั้น

 

                         ก็ไม่สำเร็จผล เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ต๊อก คร่ำครวญถึงความหลงเลือนว่า ความขยันของเราเป็นโมฆะหนอ ความพยายามของเราไม่มีผลหนอ

 

                         ดูก่อนมหานามะ แม้นี้เล่าก็เป็นโทษของกามทั้งหลายเป็นกองทุกข์ที่เห็นกันอยู่ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้ามีกามเป็นตัวบังคับ เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น

 

                         ดูก่อนมหานามะ ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้น ขยัน สืบต่อพยายามอยู่อย่างนี้ โภคะเหล่านั้นสำเร็จผล เขากลับเสวยทุกข์ โทมนัส ที่มีการคอยรักษาโภคะเหล่านั้น เป็นตัวบังคับว่า ทำอย่างไร พระราชาทั้งหลายไม่พึงรับโภคะเหล่านั้นไปได้ พวกโจรจึงปล้นไม่ได้ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัดไป ทายาทอัปรีย์จึงนำไปไม่ได้ เมื่อกุลบุตรนั้น คอยรักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้ พระราชาทั้งหลายริบโภคะเหล่านั้นไปเสียก็ดี โจรปล้นเอาไปเสียก็ดี ไฟไหม้เสียก็ดี น้ำพัดไปเสียก็ดี ทายาทอัปรีย์นำไปเสียก็ดี เขาย่อมเศร้าโศก ลำบากรำพัน ตอก คร่ำครวญ ถึงความหลงเลือนว่า สิ่งใดเคยเป็นของเรา แม้สิ่งนั้นก็ไม่เป็นของเรา

 

                         ดูก่อนมหานามะ แม้นี้เล่าก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นกันอยู่ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น”๕

๕ ม.ม. ๑๘/๒๑๓/๑๓๗-๑๓๘ (ไทย.มมร)

 

                         ทั้งหมดนี้ คือ “โทษของกาม” ด่ากันมีไหม ? ขโมยกันมีไหม ? ปล้นมีไหม ? เพื่อให้ได้ทรัพย์มา ทั้งหมดนี้มีกามเป็นต้นเหตุมีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับทั้งนั้นเลย ที่ขึ้นโรงขึ้นศาลทุกวันนี้มีคุกมีตาราง มีผู้พิพากษา มีทนายความ มีอัยการ ทั้งหมดนี้ เพราะว่า “กาม” ทำให้คนไปฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม โกหก หลอกลวงผิดสัญญา ทำของปลอม ยืมเงินแล้วไม่ยอมคืน การพนัน เที่ยวกลางคืนอบายมุข ทั้งหมดนี้มีกามเป็นต้นเหตุ มีกามเป็นต้นเค้า มีกามเป็นตัวบังคับ

 

                         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเยอะมาก พระที่ลาสิกขาไปก็เพราะมีกามเป็นตัวบังคับ โทษของกามนั้นร้ายอย่างยิ่งยกตัวอย่างอีกว่า ขณะที่โจรกำลังจะข่มขืนผู้หญิง เขาเห็นคุกไหม ? เขาเห็นว่าผู้หญิงหรือพ่อแม่ของผู้หญิงเขาจะเดือดร้อนไหม ? หรือว่าตัวเองจะต้องมีโทษอะไรไหม ? คำตอบคือ ไม่เห็นเลย เพราะว่ากามนั้นทำให้มืด ทำให้ไม่มีปัญญา กามจึงเป็นที่ดับแห่งปัญญา ด้วยประการฉะนี้ ถามต่อไปว่า ทำไมจึงต้องเกิดมาเป็นกะเทย ? เพราะว่าไปผิดศีล ข้อ ๓ ตอนเป็นผู้หญิงช่วงที่เวียนว่ายตายเกิดมานั้น ก็เป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ผิดศีลข้อ ๓ ตอนเป็นผู้หญิงมากกว่าตอนเป็นผู้ชายพอมาเกิดเป็นผู้ชาย วิบากกรรมมันจึงบีบบังคับให้ต้องทำตัวเป็นผู้หญิงเพราะติดนิสัยเป็นผู้หญิงเจ้าชู้หนาแน่นมาก จนนับภพนับชาติไม่ถ้วนเป็นทอม เป็นดี้ ก็อย่างนึง ทั้งหมดนี้เคยผิดศีลข้อ ๓ ทำไมเป็นสุนัขโดนรุมผสมพันธุ์ ? ทำไมมีลูกหลายสี ? ทำไมมีพ่อหลายตัว ? ก็เพราะผิดศีลข้อ ๓ นี่คือโทษของกาม ทำไมพ่อข่มขืนลูกได้ ? เพราะพ่อเคยเกิดเป็นสุนัขมา ๕๐๐ ชาติ นิสัยสันดานความเป็นสุนัขมันเกิด เลยไม่คิดว่านั่นเป็นลูก วัฏสงสารน่ากลัวไหม ? เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำใจให้เป็นสมาธิ ทำลายกามให้ได้ ทำใจให้ใสเป็นแก้ว เมื่อผิดศีลก็ต้องไปปีนต้นงิ้วในนรก เพราะโทษของกาม โดนเสียบ โดนแทง ก็เพราะโทษของกาม ต้องทำแท้งรีดลูก ก็เพราะโทษของกาม ต้องเป็นลูกให้แม่ทำแท้ง ก็เพราะโทษของกาม ต้องเป็นโสเภณี ก็เพราะโทษของกามที่ไม่รู้ไม่เห็น เพราะเราถูกนิวรณ์ ๕ ปิดบังเอาไว้ จึงมองไม่เห็นแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมองเห็น มหาปูชนียาจารย์ของเราท่านเห็นอย่างแจ่มแจ้งด้วยวิชชาธรรมกาย จึงนำมาสั่งสอน

 

                         ร่างกายมนุษย์ที่เราไปหลงใหล ถ้าเราเอาข้างในออกมาข้างนอกนางงามจักรวาลที่ได้รับรางวัล ยังจะมีคนดูไหม ? เราคือนักวิ่ง ๑๐๐ เมตรไปดีกว่า ไม่เอาแล้ว คุณครูไม่ใหญ่ชอบใช้คำว่า “ช่องนี้ช่องเดียวฐานที่ ๗ อย่าไปช่องระบายของเสีย” ต้องช่องนี้ช่องเดียว (ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗) เท่านั้น เราต้องเห็นโทษของกามอย่างซาบซึ้งบ่อยๆ เนือง ๆ สมมติว่าเรามีครอบครัว เราจะต้องรับผิดชอบเลี้ยงลูกและภรรยา เลี้ยงขันธ์ห้าของเรา ขันธ์ห้าของภรรยา ขันธ์ห้าของลูกถ้ามีลูก ๕ คน เป็น ๒๕ บวกของตัวเราอีก ๕ เป็น ๓๐ ของภรรยา อีก ๕ รวมทั้งหมดเป็น ๓๕ ขันธ์ ที่ต้องเลี้ยงดู เขาเจ็บป่วยต้องกินต้องใส่เสื้อผ้า ต้องเข้าโรงเรียน แทบไม่มีเวลามาเจริญสมาธิภาวนาสัมมาอะระหังเลย เพราะมีแต่เรื่องของลูกและภรรยา เจ้านายลูกน้องเจ้าหนี้ลูกหนี้ บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ รถต้องซ่อม ขายของก็ไม่ออก คนไม่มาเที่ยวเลย ก็ปวดหัว เศรษฐกิจไม่ดี ตกงานกันเยอะเพราะฉะนั้นนี่คือ “โทษของกาม” เยอะแยะมากมาย ขนาดเหาะยังร่วงมาแล้ว พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ หรือชาดกจำนวน ๕๔๗ เรื่อง มีอยู่ ๓ ชาติ ที่พระโพธิสัตว์เหาะมาแล้วร่วง น่ากลัวไหม ? กว่าจะเหาะได้นานไหม ? แต่เวลาร่วง ไวมากพระอาจารย์จะยกตัวอย่างสักพระชาติหนึ่งมาเล่าให้ฟังแล้วกัน

 

                         สมัยพระชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์มีนามว่า “หาริตกุมาร”๖ เพราะว่ามีผิวสีเหลืองดั่งทอง เมื่อเจริญวัยจึงไปเล่าเรียนวิชาจากเมืองตักกศิลา ครั้นบิดามารดาล่วงลับไปแล้ว ได้เห็นโทษของการครองเรือน จึงสละทรัพย์สมบัติจำนวน ๘๐ โกฏิ ออกบวชเป็นดาบส แล้วเข้าไปยังหิมวันตประเทศ บำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน จึงได้บรรลุอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ดำรงชีพอยู่ในป่า มีเผือกมันและผลไม้เป็นอาหาร

๖ ขุ.ชา.อ. ๕๙/๖๔๙-๖๕๘ (ไทย.มมร)

 

                         วันหนึ่ง อยากลิ้มลองอาหารรสชาติอื่น ๆ ดูบ้างจึงออกมาจากป่า แล้วเข้าไปยังพระนครพาราณสีด้วยกิริยาที่สำรวม พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ก็มีพระทัยเลื่อมใส จึงรับสั่งให้นิมนต์ท่านมาฉันโภชนะในพระราชวังหลวง หลังจากนั้นจึงตรัสถามดาบสว่า “พระผู้เป็นเจ้า กำลังจะไปที่ไหน ?” หาริตดาบสก็ทูลว่า “อาตมภาพกำลังหาที่จำพรรษา มหาบพิตร” พระราชาจึงอาราธนาให้ดาบสจำพรรษาอยู่ในพระราชอุทยาน พร้อมรับสั่งให้ราชบุรุษสร้างกุฏิถวาย คอยอุปัฏฐากบำรุงเป็นประจำมิได้ขาด ตั้งแต่นั้นมาจนเวลาผ่านไป ๑๒ ปี

 

                         ต่อมาชายแดนเกิดความไม่สงบขึ้น พระราชาจึงต้องทรงยกทัพไปปราบ แล้วก็รับสั่งให้พระมเหสีคอยดูแลพระดาบสแทน ทุกวันพระมเหสีจะต้องเตรียมอาหารไว้ถวาย มีอยู่วันหนึ่ง ดาบสเข้าฌานนานจนเลยเวลา พอออกจากฌานมา เห็นว่าสายแล้ว จึงเหาะมาด้วยฤทธิ์ฝ่ายพระมเหสีนั้นเห็นว่าพระดาบสไม่มาสักที พระองค์จึงทรงนุ่งห่มพระภูษาเนื้อเกลี้ยง (ผ้าที่มีเนื้อลื่น) แล้วทรงพักผ่อนบรรทม ฝ่ายดาบสถือวิสาสะเหาะเข้ามาทางสีหบัญชร หน้าต่างพระที่นั่ง) เมื่อเสียงหนังเสือกระทบกับขอบหน้าต่าง จึงทำให้พระมเหสีตกพระทัย เสด็จลุกขึ้นโดยเร็ว พระภูษาของพระนางจึงหลุดลง ครั้นดาบสเห็นภาพนั้นเกิดความรู้สึกว่า “สวยจริงหนอ ๆ” กิเลสที่หมักดองอยู่ภายในใจก็กำเริบขึ้น จึงเสื่อมจากฌานสมาบัติ ร่วงลงพื้น ร่วงง่ายไหม ? กามมันแรงจริง ๆ เมื่อเกิดความกำหนัดยินดี ดาบสจึงเข้าไปจับพระหัตถ์ของพระมเหสี แล้วประกอบเมถุนธรรมด้วยกัน เข้าใจหรือยังว่ากามมันทำให้มืด ไม่เห็นดีชั่วแล้ว หลังจากวันนั้นพระโพธิสัตว์กับพระมเหสีก็เสพกามด้วยกันทุกวัน

 

                         ข่าวลือนี้แพร่ไปทั่วเมืองเลย พวกอำมาตย์จึงส่งสาสน์ไปหาพระราชาว่า “หาริตดาบสทำอย่างนี้” แต่พระราชาก็ไม่ทรงเชื่อ เพราะเคารพดาบสมาก ทรงดำริว่า “พวกอำมาตย์ต้องการจะทําลายเรา”จึงรีบปราบชายแดนให้สงบ แล้วเสด็จกลับไปยังพระนคร พระองค์เสด็จเข้าไปหาพระมเหสี แล้วตรัสถามว่า “ได้ข่าวว่า พระดาบสกับเธอเสพเมถุนธรรมกันจริงหรือ ?” พระมเหสีกราบทูลว่า “จริงเพคะ” แต่พระราชาก็ยังไม่ทรงเชื่ออีก จึงเสด็จเข้าไปหาดาบสในพระราชอุทยานนมัสการดาบสแล้วจึงตรัสถามว่า “ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ โยมได้ยินคนทั้งเมืองเขาพูดกันว่า หาริตดาบสบริโภคกามกับพระมเหสี คำนี้ไม่เป็นจริงกระมัง ท่านยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่หรือ ?” พระโพธิสัตว์คิดว่าเมื่อเราทูลว่า เราไม่ได้บริโภคกาม พระราชานี้ก็จักทรงเชื่อเรา แต่ว่าในโลกนี้ ขึ้นชื่อว่าที่พึ่งที่เช่นกับความสัตย์ไม่มี เพราะว่าผู้ที่ทิ้งความสัตย์เสียแล้ว ย่อมไม่สามารถจะนั่งที่โพธิบัลลังก์บรรลุพระโพธิญาณได้

 

                         หาริตดาบสจึงทูลพระราชาว่า “เจริญพรมหาบพิตร พระองค์ได้สดับถ้อยคำมาแล้วอย่างใด ถ้อยคำนั้น ก็เป็นจริงตามนั้น อาตมภาพเป็นผู้หมกมุ่นอยู่ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง เดินผิดหนทางพระราชาสดับดังนั้น จึงตรัสว่า “ปัญญาที่ละเอียด คิดสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นเครื่องบรรเทาราคะที่เกิดขึ้นแล้วของท่านมีไว้เพื่ออะไร ท่านจึงไม่อาจบรรเทาความคิดที่แปลกได้” เมื่อจะแสดงอำนาจของกิเลส ดาบสจึงกราบทูลว่า “เจริญพรมหาบพิตร กิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ คือ ราคะ (ความยินดีในกาม) โทสะ (ความโกรธ) โมหะ (ความหลง) มทะ (ความมัวเมา) เป็นของมีกำลังกล้า หยาบคายในโลก เมื่อกิเลสเหล่าใดรัดรึงแล้ว ปัญญาก็หยั่งไม่ถึง”

 

                         พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า “โยมได้ยกย่องท่านอย่างนี้ว่า หาริตดาบสเป็นพระอรหันต์ สมบูรณ์ด้วยศีล ประพฤติบริสุทธิ์เป็นบัณฑิต มีปัญญาแท้” หาริตดาบสได้ฟังแล้ว จึงทูลพระราชาว่า“เจริญพรมหาบพิตร วิตกอันลามก เป็นไปด้วยการยึดถือนิมิตว่างามประกอบด้วยความกำหนัด ย่อมเบียดเบียนแม้ผู้มีปัญญา ผู้ยินดีแล้วในคุณธรรมของฤาษี” พระราชาเมื่อจะทำให้ดาบสได้สติ จึงตรัสว่า “ความกำหนัดยินดีนี้เกิดในกาย เกิดขึ้นมาแล้ว เป็นของทำลายวรรณะของท่านท่านจงละความกำหนัดนั้นเสีย ความเจริญย่อมมีแก่ท่าน ท่านเป็นผู้อันชนหมู่มากยกย่องแล้วว่าเป็นคนมีปัญญา”

 

                         ดาบสพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น แล้วกลับได้สติ พิจารณาโทษของกามแล้วจึงทูลว่า “กามเหล่านั้นทำแต่ความมืดให้ มีทุกข์มากมีพิษใหญ่หลวง อาตมภาพจักค้นหามูลรากแห่งกามเหล่านั้น จักตัดความกำหนัดพร้อมเครื่องผูกเสีย” จากนั้นจึงขอพระราชทานโอกาสว่า“เจริญพรมหาบพิตร ขอพระองค์จงประทานโอกาสแก่อาตมภาพก่อน”แล้วดาบสนั้นจึงเข้าไปยังบรรณศาลา พิจารณาดวงกสิณ ยังฌานที่เสื่อมแล้วให้เกิดขึ้นอีก ออกจากบรรณศาลา นั่งคู่บัลลังก์ในอากาศถวายธรรมเทศนาแด่พระราชาว่า “เจริญพรมหาบพิตร อาตมภาพถูกติเตียนในท่ามกลางมหาชน เพราะเหตุที่มาอยู่ในที่ไม่สมควรขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาท บัดนี้ อาตมภาพจักกลับไปสู่ไพรสณฑ์ให้พ้นจากกลิ่นสตรี” เมื่อพระราชาทรงกรรแสงคร่ำครวญอยู่ ดาบสนั้นได้เหาะกลับไปสู่หิมวันตประเทศ ครั้นถึงคราวลาโลกก็เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกในเบื้องหน้า

 

                         หาริตดาบสเหาะมาแล้วร่วง เพราะว่าความกำหนัดยินดีในกามพระมเหสีถวายข้าวทุกวัน ยังไปเสพกามกับพระนางอีก นี่เพราะอำนาจของกาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้สำรวมระวัง เห็นตามอารมณ์ว่าไม่งาม ด้วยประการฉะนี้ ผู้หญิงแม้เป็นมารดาก็ยังอันตรายสำหรับนักบวช บทต่อไปพระอาจารย์จะเล่าเรื่องในสมัยพุทธกาลเรื่องหนึ่งให้ฟัง

22-10-68_2b%2810%29.jpg

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0017573992411296 Mins