วิบากกรรม วิบากกาม

วันที่ 23 ตค. พ.ศ.2568

วิบากกรรม วิบากกาม

เนื้อเรื่องในมาตุปุตติกสูตร

อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต

พระไตรปิฎกเล่มที่

ของฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่าไว้ว่า

 

                          มาณพคนหนึ่งมีศรัทธาออกบวช ส่วนฝ่ายมารดาอยากเห็นหน้าบุตร จึงออกบวชตาม ต่อมาภายหลัง ภิกษุและภิกษุณีทั้งสองเข้าจำพรรษาในนครสาวัตถีเหมือนกัน คนทั้งสองนั้นเป็นผู้ใคร่เห็นกันและกันเนือง ๆ เพราะการเห็นกันเนือง ๆ แห่งคนทั้งสองนั้น จึงมีความคลุกคลีกัน เมื่อมีความคลุกคลีกัน จึงมีการวิสาสะคุ้นเคยกันเมื่อมีการวิสาสะกัน จึงมีช่อง คนทั้งสองนั้นมีจิตได้ช่อง ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำให้แจ้งซึ่งความทุรพล ได้เสพเมถุนธรรมกัน

 

                          ครั้งนั้นแลภิกษุเป็นอันมาก ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลเรื่องนี้ให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

 

                          “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นย่อมสำคัญหรือหนอว่า มารดาย่อมไม่กำหนัดในบุตร ก็หรือบุตรย่อมไม่กําหนดในมารดา

 

                          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นรูปอื่นแม้รูปเดียวซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เป็นที่ตั้งแห่งความผูกพัน เป็นที่ตั้งแห่งความหมกมุ่น กระทำอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เหมือนรูปหญิงนี้เลยสัตว์ทั้งหลายกำหนัด ยินดี ใฝ่ใจ หมกมุ่น พัวพันในรูปหญิงเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจรูปหญิง ย่อมเศร้าโศกตลอดกาลนาน

 

                          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่พิจารณาเห็นเสียงอื่นแม้เสียงเดียว ... กลิ่นอื่นแม้กลิ่นเดียว ... รสอื่นแม้รสเดียว ... โผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างเดียว ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดเป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เป็นที่ตั้งแห่งความผูกพัน เป็นที่ตั้งแห่งความหมกมุ่น กระทำอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เหมือนโผฏฐัพพะแห่งหญิงนี้เลย สัตว์ทั้งหลายกำหนัด ยินดี ใฝ่ใจ หมกมุ่น พัวพัน ในโผฏฐัพพะแห่งหญิงเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจโผฏฐัพพะแห่งหญิง จึงเศร้าโศกตลอดกาลนาน

 

                          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หญิงเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี นอนหลับแล้วก็ดี หัวเราะอยู่ก็ดี พูดอยู่ก็ดีขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี บวมขึ้นก็ดี ตายแล้วก็ดี ย่อมครอบงำจิตของบุรุษได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อจะกล่าวถึงสิ่งใด ๆ จึงกล่าวโดยชอบว่า บ่วงรวบรัดแห่งมารก็พึ่งกล่าวถึงมาตุคามนั่นแหละว่า เป็นบ่วงรวบรัดแห่งมารโดยชอบได้”๑

๑ องฺ.ปญฺจก. ๓๖/๕๕/๑๓๒-๑๓๓ (ไทย.มมร)

 

                          ขึ้นชื่อว่า “มาตุคาม” จะหัวเราะก็ดี จะร้องไห้ก็ดี แม้ตายเป็นศพแล้วก็ดี เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความกำหนัดทั้งนั้นเลย ในสมัยพุทธกาลยังเคยมีพระภิกษุไปข่มขืนศพอีก กามน่ากลัวมาก มันทำให้มืดจริง ๆหนักหนาสาหัส เวลาผิดหวังในความรักแล้วฆ่าแฟนตายและฆ่าตัวตายตามมีไหม ? ผู้หญิงตบตีกันแย่งผู้ชายมีไหม ? ผู้ชายชกต่อยกันแย่งผู้หญิงมีไหม ? นี่คือโทษของกาม แต่ถ้าหากยังไม่เข็ดชาติหน้าทำต่อรู้จักพระอุบลวรรณาเถรีไหม ? พระเถรีท่านนี้เองก็ได้รับวิบากกรรมเกี่ยวกับกามไว้มากเหมือนกัน ในอรรถกถาขุททกนิกาย อุบลวรรณาเถรีคาถา เล่าว่า

 

                          ในชาติหนึ่งพระอุบลวรรณาเถรีเกิดเป็นภริยาของพ่อค้าคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ต่อมาเกิดตั้งครรภ์ แต่นางกลับไม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์อยู่มาวันหนึ่ง พ่อค้าต้องเดินทางไปค้าขายที่กรุงราชคฤห์ เมื่อเวลาผ่านไป ครรภ์ของนางก็เติบใหญ่จนแก่เต็มที่ ครั้งนั้น แม่สามีพูดกับนางว่า“ลูกชายเราก็จากไปเสียนาน และเจ้าก็มีครรภ์ เจ้าไปทำชั่วมาหรือ ?”นางตอบว่า “นอกจากลูกชายของแม่ ฉันก็ไม่รู้จักชายคนอื่น” แม่สามีฟังแล้วไม่ยอมเชื่อ จึงขับไล่นางออกไปจากเรือน นางออกเร่ร่อนตามหาสามีจนไปถึงกรุงราชคฤห์

 

                          ขณะนั้น นางเกิดอาการปวดท้อง แล้วคลอดลูกบริเวณศาลาข้างทาง นางให้กำเนิดทารกน้อยเพศชายรูปร่างงดงาม มีผิวพรรณดั่งทอง หลังจากคลอดเสร็จ นางวางลูกไว้ในศาลา แล้วออกไปแสวงหาน้ำขณะเดียวกันนั้น มีนายกองเกวียนคนหนึ่ง เป็นคนไม่มีลูก เห็นเด็กทารกในศาลาแล้ว ก็บังเกิดความรัก จึงนำเด็กทารกนั้นกลับไปด้วยเมื่อนางกลับมาไม่เห็นบุตร ก็เกิดความเศร้าโศกคร่ำครวญ เสียใจปานใจจะขาด ทุกข์ที่หนึ่ง คือ สามีที่รักกันอยู่ด้วยกันแค่คืนเดียวแล้วต้องไปค้าขายต่างเมือง ทุกข์ที่สอง คือ โดนขับไล่ออกจากบ้าน ทุกข์ที่สาม คือ ต้องคลอดลูกคนเดียว ทุกข์ที่สี่ คือ ลูกหาย จึงทำให้แทบจะหมดสติ เดินหลงเข้าไปในป่า

 

                          หัวหน้าโจรคนหนึ่ง ได้มาพบนางในระหว่างทางก็เกิดจิตปฏิพัทธ์จึงเอานางมาเป็นภริยาของตน นางอาศัยกับโจรนั้น จนคลอดบุตรสาวออกมาคนหนึ่ง วันหนึ่งนางยืนอุ้มลูกทะเลาะกับสามี ด้วยความโกรธนางจึงโยนลูกไปที่เตียง ทำให้ศีรษะของเด็กหญิงแตกหน่อยหนึ่ง ด้วยความที่นางกลัวสามีลงโทษ จึงหนีเข้าไปในเมืองราชคฤห์ หลายปีต่อมาลูกชายของนางที่ถูกนายกองเกวียนเก็บไปเลี้ยงโตเป็นหนุ่มแล้วได้ไปพบนาง เกิดจิตปฏิพัทธ์ จึงนำนางไปเป็นภริยา โดยที่ไม่รู้ว่านางนั้นเป็นมารดาของตนเอง

 

                          ต่อมาภายหลัง เขาไม่รู้ว่าลูกสาวของหัวหน้าโจรเป็นน้องสาวของตน จึงแต่งงานแล้วนำหญิงสาวนั้นมาเป็นภรรยาอีกคน ด้วยเหตุนี้ทั้งสามคนจึงอยู่กันอย่างพร้อมเพรียง จนในวันหนึ่ง หญิงผู้เป็นมารดาแก้มวยผมของภรรยาคนที่สองเพื่อหาเหา แล้วไปเห็นแผลบนศีรษะ

 

                          จึงถามว่า “เธอได้แผลนี้มาอย่างไร ?” ภรรยาคนที่สองจึงตอบว่า “เมื่อตอนเด็ก มารดากับบิดาของดิฉันทะเลาะกัน ด้วยความโกรธมารดาจึงโยนดิฉันไปกระแทกกับขอบเตียง แล้วก็หนีไป ส่วนนาย(สามี) ก็เหมือนกัน มารดาของนาย คลอดนายไว้ที่ศาลาริมทาง ต่อมาบิดาของนายจึงได้เก็บนายมาเลี้ยง” เมื่อได้ฟังดังนั้นนางจึงรู้ว่า “ตนนั้นได้ลูกชายตัวเองเป็นสามี และมีสามีเดียวกับลูกสาวตัวเอง” ด้วยเหตุนี้เอง นางจึงเกิดความสลดใจ ไปบวชอยู่ในสำนักของภิกษุณี ตลอดจนสิ้นอายุขัย

 

                          ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบอธิษฐานจิตขอให้สวย คนสวยอันตรายนะเพราะจะมีแต่คนอยากเป็นสามีทั้งนั้นเลย เหมือนอย่างในเรื่องนี้นางมีสามีถึง ๓ คน โดยเฉพาะสามีคนสุดท้ายดันกลายเป็นลูกของตัวเองอีก อันนี้เราว่ากันตามหลักฐานในตำรานะ พระอาจารย์ไม่ได้พูดเอง เราลองมาฟังประวัติของพระอุบลวรรณาเถรี๒ กันต่อ

๒ ขุ.เถรี.อ. ๕๔/๓๑๗-๓๔๐ (ไทย.มมร.)

 

                          ในอดีตชาตินั้น พระอุบลวรรณาเถรีเคยถวายมหาทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า “ปทุมุตตระ” แล้วตั้งความปรารถนาเป็นเอตทัคคะผู้เลิศด้วยฤทธิ์ฝ่ายภิกษุณี จากนั้นก็เวียนว่ายตายเกิดมายาวนาน จนในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นางไปเกิดเป็นพระราชธิดาองค์หนึ่งของพระเจ้ากาสี กรุงพาราณสี ได้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี และถวายที่ดินแด่พระภิกษุสงฆ์ ครั้นละจากโลกมนุษย์แล้ว จึงไปบังเกิดในเทวโลก

 

                          ต่อมาจุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ไปบังเกิดเป็นบุตรสาวของชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ทำงานหัตถกรรมเลี้ยงชีวิต วันหนึ่งนางเดินไปกระท่อมกลางนา ระหว่างทางเห็นดอกปทุมบาน จึงลงไปเก็บดอกปทุมและใบปทุมสำหรับใส่ข้าวตอก จากนั้นจึงกลับมาเตรียมอาหารขณะนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งทรงออกจากนิโรธสมาบัติ เหาะจากภูเขาคันธมาทน์ มายืนอยู่ไม่ไกล นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วบังเกิดความเลื่อมใส จึงนำข้าวตอก ๕๐๐ เม็ด ใส่ลงไปในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น และเอาดอกปทุมปิดบาตรถวาย แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า “ด้วยผลของข้าวตอกเหล่านี้ ขอให้บุตรของข้าพเจ้า จงมีเท่าจำนวนข้าวตอก และด้วยผลที่ถวายดอกปทุม ขอให้ดอกปทุมจงผุดขึ้นทุก ๆ ย่างก้าว ในสถานที่ ๆ ข้าพเจ้าบังเกิดแล้วบังเกิดอีก” หลังจากนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเหาะไปยังภูเขาคันธมาทน์ โดยแสดงให้นางยังแลเห็นอยู่ แล้วก็วางดอกปทุมนั้นไว้สำหรับเช็ดเท้าที่ขั้นบันไดเหยียบของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ณ เงื้อมเขานันทมูลกะ

 

                          ด้วยผลของกรรมนั้น ทำให้นางได้ไปบังเกิดในเทวโลก ดอกปทุมขนาดใหญ่ก็ผุดขึ้นทุก ๆ ย่างก้าวของนาง หลังจุติจากเทวโลกนั้นแล้วนางไปบังเกิดในดอกปทุม ณ สระปทุมแห่งหนึ่งใกล้เชิงภูเขา ดาบสตนหนึ่งอาศัยอยู่ที่เชิงภูเขานั้น ในวันหนึ่ง ดาบสนั้นไปที่สระแต่เช้าตรู่เพื่อล้างหน้า แลเห็นดอกปทุมนั้น แล้วครุ่นคิดว่า “ปทุมดอกนี้ใหญ่กว่าดอกอื่น ๆ แต่ดอกอื่น ๆ บานแล้ว ดอกนี้ยังตูมอยู่ น่าที่จะมีอะไรในดอกปทุมเป็นแน่” จึงลงไปจับปทุมดอกนั้น เมื่อดาบสได้สัมผัสปทุมดอกนั้นก็บาน ดาบสเห็นเด็กผู้หญิงนอนอยู่ภายในดอกปทุม นับแต่เห็นแล้ว ดาบสก็บังเกิดความรักประดุจธิดา จึงนำเด็กหญิงนั้นพร้อมกับดอกปทุมไปที่บรรณศาลา ลำดับนั้นเอง น้ำนมได้เกิดขึ้นที่นิ้วหัวแม่มือด้วยอานุภาพบุญของนาง เมื่อดอกปทุมนั้นเหี่ยว ดาบสก็นำดอกปทุมดอกใหม่มาให้นางนอน นับตั้งแต่นางสามารถวิ่งมาวิ่งไปได้ ดอกปทุมก็ผุดขึ้นทุกย่างก้าว ผิวพรรณของนางก็เหมือนสีทองบัวบก จึงตั้งชื่อให้นางว่า “ปทุมวดี”

 

                          ครั้นเมื่อนางเจริญวัยแล้ว ในวันหนึ่ง ขณะที่ดาบสผู้เป็นบิดาแสวงหาผลไม้อยู่ พรานป่าผู้หนึ่งพบนางแล้วคิดว่า “ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ทั้งหลาย ไม่น่าที่จะมีรูปร่างแบบนี้ได้” นายพรานนั้นคิดอยากพิสูจน์จึงแอบซุ่มแลดู เมื่อดาบสกลับมาจากการแสวงหาผลไม้ นางปทุมวดีจึงเข้าไปช่วยรับหาบและคนโทน้ำ ครั้นดาบสผู้เป็นบิดานั่งแล้ว นางจึงปรนนิบัติบิดาตามธรรมเนียม ฝ่ายนายพรานรู้ว่านางเป็นมนุษย์จึงเข้าไปกราบพระดาบส ส่วนดาบสก็ปฏิสันถารต้อนรับด้วยผลไม้และน้ำดื่ม แล้วจึงถามว่า “พ่อมหาจำเริญ ท่านจักพักอยู่ที่นี่หรือจักไปที่อื่น ?” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่มีธุระในที่นี่ จักไปสู่ที่อื่น” ฝ่ายดาบสจึงขอร้องว่า “เหตุการณ์ที่ท่านเห็นในวันนี้ ท่านอย่าเอาไปบอกใครได้หรือไม่ ?” พรานนั้นจึงตอบว่า “ถ้าพระคุณท่านขอร้อง ข้าพเจ้าก็จะไม่เล่า” พรานนั้นกราบลาพระดาบสแล้ว ได้กระทำเครื่องหมายไว้ที่กิ่งไม้แต่ละต้น เพื่อที่จะได้จำหนทางกลับมาที่แห่งนี้อีก

 

                          หลังจากนั้น พรานป่าจึงไปเข้าเฝ้าพระราชาในกรุงพาราณสีพระราชาตรัสถามว่า “เจ้ามาทำไม ?” พรานนั้นจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่เทวะ ข้าพระบาทเป็นพรานป่าของพระองค์ ได้พบนางแก้วคนหนึ่งที่บริเวณใกล้เชิงเขา จึงมาเข้าเฝ้าพระเจ้าข้า” แล้วกราบทูลเรื่องถวายทุกประการ ท้าวเธอสดับคำของพรานป่าแล้ว ก็รีบเสด็จไปยังเชิงเขาตั้งค่ายพักพลไว้ในที่ไม่ไกลนัก แล้วจึงเสด็จเข้าไปที่บรรณศาลากับนายพรานพร้อมด้วยทหาร ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งจากนั้นทรงวางเครื่องบริขารสำหรับบรรพชิตไว้แทบเท้าของพระดาบสแล้วตรัสว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอทำอะไรบางอย่างในที่นี้แล้วจักไป”ดาบสจึงถวายพระพรว่า “โปรดตรัสไปเถิด มหาบพิตร” พระราชาจึงตรัสว่า “ได้ยินว่า บริษัทที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์มีอยู่ใกล้ตัวของพระคุณเจ้า บริษัทนั้นไม่สมควรแก่บรรพชิต จงให้นางผู้นั้นไปกับข้าพเจ้าเสียเถิดเจ้าข้า” ฝ่ายพระดาบสทูลว่า “ขึ้นชื่อว่าจิตใจของมนุษย์ทำให้พอใจได้ยากนางจะอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร ?”พระราชาตรัสตอบว่า “นับตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าชอบใจนาง ก็จะตั้งนางไว้ในตำแหน่งสูงสุดกว่าผู้คนทั้งหลาย แล้วจักบำรุงดูแลอย่างดีเจ้าข้า”

 

                          ดาบสฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงร้องเรียกธิดาของตนว่า“ลูกปทุมวดี” ด้วยการเรียกครั้งเดียวเท่านั้น นางก็ออกมาจากบรรณศาลายืนไหว้บิดาอยู่ ลำดับนั้น ดาบสจึงกล่าวกับนางว่า “ลูกเอ๋ยเจ้านั้นโตเป็นสาวแล้ว จะอยู่ในที่นี้นับแต่พระราชาทรงพบแล้ว ย่อมไม่ผาสุกดอกนะ เจ้าจงตามเสด็จไปกับพระราชาเสียเถิดนะลูก” นางรับคำบิดาว่า “ได้จ๊ะพ่อ” พนมมือไหว้แล้วก็ยืนร้องไห้อยู่ พระราชาทรงดำริว่า“เราจักยึดจิตใจบิดาของนางไว้” แล้วจึงทรงวางกองกหาปณะไว้ที่ตรงนั้นนั่นเอง ทรงนำนางปทุมวดีกลับไปยังกรุงพาราณสี แล้วทรงอภิเษกไว้ในตำแหน่งพระมเหสี นับตั้งแต่นั้นมา พระราชาก็มิได้ทรงสนพระทัยสตรีนางอื่นเลย ทรงอภิรมย์อยู่กับนางปทุมวดี สตรีเหล่านั้นมีปกติริษยาอยู่แล้ว ประสงค์จะทำให้นางแตกแยกกับพระราชา จึงพากันเพ็ดทูลอย่างนี้ว่า “ข้าแต่ทูลกระหม่อม สตรีผู้นี้มิใช่มนุษย์ดอกเพคะทูลกระหม่อมเคยทอดพระเนตรเห็นดอกปทุมผุดขึ้นในถิ่นที่มนุษย์สัญจรไปที่ไหนหรือเพคะ นางผู้นี้ต้องเป็นยักษิณีแน่ ขอทูลกระหม่อมโปรดเนรเทศมันไปเสียเถิดเพคะ” พระราชาทรงสดับคำของสตรีเหล่านั้นแล้ว ก็ได้แต่ทรงนิ่งอึ้ง

 

                          ต่อมาเมืองชายแดนของพระราชาเกิดความไม่สงบ พระราชาจึงทรงดำริว่า “พระนางปทุมวดีมีพระครรภ์แก่” จึงทรงให้พระนางอยู่ในพระนคร ส่วนพระองค์ก็เสด็จไปยังชายแดน ครั้งนั้น สตรีเหล่านั้นจึงให้สินบนแก่หญิงรับใช้ผู้ปรนนิบัติพระนาง แล้วสั่งว่า “พอทารกของพระนางประสูติออกมา เจ้าจงนำออกไป แล้วเอาเลือดทาไม้ท่อนหนึ่งวางไว้ใกล้ ๆ” ไม่นานนักพระนางปทุมวดีก็ประสูติ พระมหาปทุมกุมารพระองค์เดียวเท่านั้นถือปฏิสนธิในพระครรภ์ ส่วนพระกุมารอีก ๔๙๙ พระองค์บังเกิดแบบสังเสทชะ (เกิดจากเหงื่อไคลหรือสิ่งหมักหมม) ในเวลาเดียวกันกับที่พระปทุมกุมารประสูติออกจากพระครรภ์ของพระมารดา

 

                          ขณะนั้น หญิงรับใช้ของพระนางรู้ว่า พระนางยังไม่ได้สติ ก็เอาเลือดทาไม้ท่อนหนึ่ง แล้ววางไว้ใกล้ ๆ แล้วส่งสัญญาณแก่สตรีทั้ง ๕๐๐ คน พวกนางก็รับพระกุมารไปคนละองค์ เพื่อส่งไปที่บ้านนายช่างกลึงแล้วให้นำกล่องตลับมาใส่พระกุมาร ให้พระกุมารเหล่านั้นบรรทมในกล่องตลับนั้น และตีตราข้างหน้ากล่องไว้

 

                          ฝ่ายพระนางปทุมวดี เมื่อรู้สึกพระองค์แล้ว ก็รับสั่งถามหญิงรับใช้ว่า “ข้าคลอดแล้วหรือแม่คุณ ?” หญิงรับใช้พูดตะคอกกับพระนางว่า“พระแม่เจ้าจะได้ทารกมาแต่ไหนเล่า” แล้ววางท่อนไม้ทาเลือดไว้เบื้องพระพักตร์ทูลว่า “นี่คือทารกที่ประสูติจากพระครรภ์ของพระแม่เจ้าล่ะ”พระนางทอดพระเนตรเห็นท่อนไม้นั้นแล้ว ก็เกิดความโทมนัส ทรงรับสั่งให้หญิงรับใช้ผ่าท่อนไม้นั้นโดยเร็วแล้วตรัสว่า “เจ้าจงเอาออกไปถ้าใครเห็นก็จะอายเขา” หญิงรับใช้นั้นรับพระราชเสาวนีย์แล้ว ทำเป็นเหมือนว่าหวังดี ก็ผ่าท่อนไม้ใส่เข้าไปในเตาไฟ

 

                          ฝ่ายพระราชาเสด็จกลับจากเมืองชายแดน ทรงนับถือฤกษ์ยามตรัสสั่งให้จัดค่ายพักประทับอยู่ภายนอกพระนคร ขณะนั้นสตรีเหล่านั้นพากันออกไปรับเสด็จพระราชา แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่ทูลกระหม่อม พระองค์คงไม่ทรงเชื่อพวกข้าพระบาท คำที่พวกข้าพระบาทเคยกราบทูล มันเกิดขึ้นแล้ว ขอพระองค์ทรงโปรดเรียกหญิงรับใช้ของพระมเหสีมาสอบถามสิเพคะ พระเทวีของพระองค์ประสูติเป็นท่อนไม้” พระราชาไม่ทันทรงสอบสวนเหตุการณ์นั้นเข้าพระทัยว่า พระนางปทุมวดีนั้นเห็นจะไม่ใช่มนุษย์แน่แล้ว จึงทรงขับไล่พระนางออกไปจากพระราชมณเฑียร ดอกปทุมที่เคยผิดทุกย่างก้าวได้หายไป หลังจากที่พระนางเสด็จออกจากพระราชมณเฑียรแล้วแม้แต่พระฉวีวรรณของพระนางก็ซีดเผือดลง พระนางเสด็จดำเนินไปในระหว่างถนน เพียงลำพังพระองค์เดียว ขณะนั้นมีหญิงวัยชราผู้หนึ่งพบพระนางก็เกิดรักประดุจว่าลูกสาวตน จึงถามว่า “ลูกเอ๋ยเจ้าจะไปไหนเล่า ?” พระนางตอบว่า “ดิฉันเป็นคนจรมา กำลังเดินหาที่อยู่จ้ะ” หญิงแก่กล่าวว่า “มานี่สิลูก” แล้วพาพระนางไปที่บ้าน จัดแจงนำอาหารมาเลี้ยง

 

                          หลังจากที่พระนางประทับอยู่ ณ ที่นั้น สตรี ๕๐๐ คนนั้นร่วมใจกันกราบทูลพระราชาว่า “ข้าแต่พระทูลกระหม่อม เมื่อพระองค์เสด็จพักค่ายอยู่ ข้าพระบาทมีความปรารถนาว่า เมื่อทูลกระหม่อมของพวกข้าพระบาทชนะสงครามเสด็จกลับมา พวกข้าพระบาทจักทำพลีกรรมบวงสรวงการละเล่นทางน้ำถวายแก่เทวดาแม่พระคงคาขอพระทูลกระหม่อมโปรดประกาศความข้อนี้ด้วยเพคะ” พระราชาทรงยินดีตามคำของสตรีเหล่านั้น เสด็จไปเพื่อทรงทำการละเล่นทางน้ำ ณ แม่น้ำคงคา สตรีเหล่านั้นต่างถือกล่องตลับที่ใส่เด็กทารกแต่ละคนรับไว้อย่างปกปิด พากันไปยังแม่น้ำ คลุมผ้าไว้เพื่อปกปิดกล่องกระโดดลงน้ำทิ้งกล่องตลับไป กล่องตลับเหล่านั้นไปติดอยู่ที่ตาข่าย ซึ่งมีคนคลี่ไว้ใต้กระแสน้ำทั้งหมด ต่อจากนั้นพวกราชบุรุษก็ยกตาข่ายขึ้น เวลาที่พระราชาทรงเสด็จขึ้นจากน้ำ ทรงเห็นตลับตลับเหล่านั้นเหล่านั้น พวกราชบุรุษจึงนำมาเฝ้าพระราชา

 

                          พระราชาทรงตรวจดูกล่องตลับ ตรัสถามว่า “พ่อเอ๋ย อะไรอยู่ในกล่องตลับ ?” ราชบุรุษกราบทูลว่า “ไม่ทราบเกล้า พระเจ้าข้า”ท้าวเธอโปรดให้เปิดกล่องเหล่านั้นเพื่อตรวจดู โดยทรงให้เปิดกล่องตลับของพระมหาปทุมกุมารเป็นกล่องแรก ก็แต่ในวันที่เขาให้พระกุมารเหล่านั้นทุกพระองค์บรรทมในกล่องตลับ น้ำนมก็บังเกิดที่หัวพระองคุลี (นิ้ว) เพราะบุญฤทธิ์ ท้าวสักกเทวราชโปรดให้จารึกพระอักษรไว้ภายในกล่องตลับ เพื่อให้พระราชาหมดสงสัยว่า “พระกุมารเหล่านั้นบังเกิดในพระครรภ์ของพระนางปทุมวดี และเป็นพระราชโอรสพระเจ้าพาราณสีครั้งนั้นสตรี ๕๐๐ คน เป็นศัตรูของพระนางปทุมวดี ใส่พระกุมารเหล่านั้นลงในกล่องตลับแล้วโยนลงน้ำ ขอพระราชาโปรดทรงทราบเหตุการณ์นี้”พอเปิดกล่องตลับ พระราชาทรงอ่านอักษรแล้วพบพระกุมาร จึงทรงยกพระมหาปทุมกุมารขึ้น รีบเร่งเทียมรถ ตรัสสั่งว่า “พวกเจ้าจงจัดมาวันนี้ เราจักเข้าไปภายในพระนคร ทำให้สะใจสำหรับผู้หญิงบางจำพวก”แล้วเสด็จขึ้นพระมหาปราสาท วางถุงทรัพย์พันกหาปณะบนคอช้างโปรดให้ตีกลองร้องป่าวไปในพระนครว่า “ผู้ใดพบพระนางปทุมวดีผู้นั้นจงรับทรัพย์พันกหาปณะนี้ไป” 

 

                          พระนางปทุมวดีสดับคำประกาศนั้นแล้ว ทรงให้สัญญาณแก่มารดาว่า “แม่จ๋า จงรับถุงทรัพย์พันกหาปณะจากคอช้างสิจ๊ะ” มารดากล่าวว่า “แม่รับทรัพย์เช่นนั้นไม่ได้หรอกจ้ะ” แม้มารดาเมื่อถูกพระนางบอกครั้งที่สองครั้งที่สาม จึงถามว่า “ลูกเอ๋ย แม่จะพูดว่าอย่างไรเล่าจึงจะรับทรัพย์ได้ ?” พระนางจึงตรัสว่า “ลูกสาวฉันเขาพบพระนางปทุมวดีจ้ะ แล้วรับเอา” มารดาคิดว่า “เรื่องนั้นจะจริงหรือไม่ก็ช่างเถิด”แล้วก็ไปรับเอาถุงทรัพย์พันกหาปณะ ครั้งนั้น ผู้คนทั้งหลายถามนางว่า“แม่พบพระนางปทุมวดีหรือจ๊ะแม่ ?” นางกล่าวว่า “ฉันไม่ได้พบหรอกจ้ะแต่ลูกสาวฉันเขาว่าเขาพบจ้ะ” ผู้คนเหล่านั้นถามว่า “ก็ลูกสาวแม่อยู่ที่ไหนเล่าแม่ ?” แล้วก็ไปกับนาง เมื่อราชบุรุษจำพระนางปทุมวดีได้ก็หมอบลงแทบเท้าทั้งสอง เวลานั้นนางรู้ว่าผู้นี้คือพระนางปทุมวดีเทวีจึงกล่าวว่า “การที่พระมเหสีของพระราชา ต้องมาอยู่อย่างปราศจากการอารักขาเห็นปานนี้ เป็นกรรมอย่างหนักสำหรับสตรีหนอ” 

 

                          ราชบุรุษเหล่านั้น ให้ทำความสะอาดที่ประทับของพระนางปทุมวดีแล้ว ล้อมไว้ด้วยม่าน ตั้งกองอารักขาไว้ที่ประตู แล้วกลับไปกราบทูลพระราชา พระราชาทรงส่งพระวอทองไป พระนางปทุมวดีจึงรับสั่งว่า“หม่อมฉันจักไม่ไปโดยวิธีอย่างนี้ ขอได้ทรงโปรดให้ปูเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยผ้าเปลือกไม้อย่างดี ตั้งแต่ที่อยู่ของหม่อมฉันไปจนถึงกรุงราชคฤห์ ให้ติดเพดานผ้าอันวิจิตรด้วยดาวทองไว้ข้างบน เมื่อเครื่องอลังการทุกอย่างที่โปรดส่งมาเพื่อประดับ เมื่อประดับตกแต่งแล้วหม่อมฉันจักเดินไปด้วยเท้า ชาวพระนครจักเห็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของหม่อมฉัน ด้วยวิธีการอย่างนี้” พระราชาทรงรับสั่งว่า “พวกเจ้าจงทำให้ต้องพระทัยของพระนางปทุมวดีเถิด”

 

                          ลำดับนั้น พระนางปทุมวดีทรงประดับเครื่องประดับทุกอย่างแล้ว ทรงพระดำริจักเสด็จไปพระราชนิเวศน์ ก็เริ่มเดินทาง ครั้งนั้นดอกปทุมทั้งหลายก็ผุดชำแรกเครื่องลาดผ้าเปลือกไม้ในที่ ๆ พระนางย่างพระบาทเหยียบไป ๆ พระนางครั้นแสดงพระองค์แก่มหาชนแล้วก็เสด็จขึ้นพระราชนิเวศน์ ให้พระราชทานเครื่องปูลาดอันวิจิตรด้วยผ้าเหล่านั้นทั้งหมดแก่หญิงชรานั้นเป็นค่าเลี้ยงดู

 

                          ฝ่ายพระราชารับสั่งให้เรียกสตรี ๕๐๐ คนนั้นมาแล้วตรัสว่า“ดูก่อนพระเทวี เราให้หญิงเหล่านี้เป็นทาสีของเจ้า” พระนางทูลว่า“ดีล่ะเพคะทูลกระหม่อม ขอได้โปรดให้ประกาศไปทั่วพระนครว่า“พระราชทานหญิงเหล่านี้ให้เป็นสิทธิ์แก่หม่อมฉันแล้ว” พระราชาก็ทรงให้ตีกลองป่าวประกาศว่า “หญิง ๕๐๐ คนที่เป็นศัตรูของพระนางปทุมวดี เราได้มอบให้เป็นทาสีของพระนางแล้ว” พระนางทราบว่า“ทั่วพระนครต่างกำหนดรู้ว่า หญิงเหล่านั้นเป็นทาสีกันแล้ว” จึงกราบทูลถามพระราชาว่า “ทูลกระหม่อมเพคะ หม่อมฉันจะทำทาสีของหม่อมฉันให้เป็นไทแก่ตัวได้ไหมเพคะ?” พระราชารับสั่งว่า “เทวีเจ้าปรารถนาก็ได้สิ” พระมเหสีจึงทูลว่า “เมื่อเป็นดังนั้น ขอได้โปรดให้ตีกลองป่าวประกาศอีกว่าหญิง ๕๐๐ คน ที่ทรงให้ตีกลองป่าวประกาศพระราชทานให้เป็นทาสีของพระนางปทุมวดีนั้น พระนางได้ทรงทำให้เป็นไทหมดทุกคนแล้ว” เมื่อพระราชาทรงทำหญิงเหล่านั้นให้เป็นไทแล้ว พระนางก็ทรงมอบพระราชโอรสทั้ง ๔๙๙ องค์ ไว้ในมือของสตรีเหล่านั้นเพื่อทรงให้เลี้ยงดู ส่วนพระมหาปทุมราชกุมารพระองค์เดียวเท่านั้นทรงรับเลี้ยงดูด้วยตนเอง

 

                          ในกาลต่อมา เมื่อพระราชกุมารเหล่านั้นถึงวัยเล่น พระราชาก็ทรงโปรดให้สร้างสถานที่เล่นนานาชนิดไว้ในพระราชอุทยาน คราวมีพระชันษาได้ ๑๖ พรรษา พระกุมารเหล่านั้นทุกพระองค์พร้อมพระทัยกันทรงเล่นในสระมงคลโบกขรณีที่ดาดาษด้วยดอกปทุมในพระราชอุทยานทรงทอดพระเนตรเห็นดอกปทุมใหม่บาน และดอกปทุมเก่าร่วงหล่นจากขั้ว ทรงดำริว่า “ความชราเห็นปานนี้ ยังมาถึงสังขารที่ไม่มีวิญญาณครองนี้หนอ จะป่วยกล่าวไปไยว่า ความชราจะไม่มาถึงสรีระของพวกเราเล่า แม้สรีระนี้ก็คงจักมีคติอย่างนี้เหมือนกัน” ทรงยึดให้เป็นอารมณ์แล้ว ก็บังเกิดพระปัจเจกโพธิญาณทุกพระองค์ เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดสมาธิ ณ กลีบดอกปทุมทั้งหลาย

 

                          ลำดับนั้น พวกราชบุรุษที่ตามเสด็จไปกับพระราชกุมารเหล่านั้นรู้ว่าวันเวลาล่วงเลยไปมากแล้วจึงทูลว่า “ข้าแต่พระลูกเจ้าขอทรงโปรดทราบเวลาของพระองค์เถิด” พระราชกุมารเหล่านั้นก็ทรงนิ่ง พวกราชบุรุษจึงไปกราบทูลพระราชาว่า “ข้าแต่สมมติเทพพระราชกุมารทั้งหลาย ประทับนั่งเหนือกลีบปทุม เมื่อพวกข้าพระบาททูลก็ไม่ยอมเปล่งวาจาเลยพระเจ้าข้า” พระราชาจึงทรงรับสั่งว่า “พวกเจ้าจงให้พระราชกุมารเหล่านั้นประทับนั่งตามความพอพระทัยเถิด”พระราชกุมารเหล่านั้น ได้รับการอารักขาตลอดคืนยันรุ่ง

 

                          จนอรุณขึ้น ก็ยังคงประทับนั่งเหนือกลีบดอกปทุมอยู่อย่างนั้นพวกราชบุรุษได้เข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่เทวะ ขอโปรดทรงทราบเวลาเถิด พระเจ้าข้า” พระราชกุมารเหล่านั้นรับสั่งว่า “พวกเราไม่ได้เป็นเทวะ พวกเราชื่อว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าต่างหากเล่า” พวกราชบุรุษกราบทูลว่า “ข้าแต่พระลูกเจ้า พระองค์ตรัสคำหนัก เพราะธรรมดาว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างพระองค์ดอก พระเจ้าข้า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นต้องทรงผมและหนวด ๒ องคุลี ทรงบริขาร ๘ สวมอยู่ที่พระกายสิ พระเจ้าข้า” พระราชกุมารเหล่านั้น จึงทรงลูบพระเศียรด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา ทันใดนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ก็หายไป บริขาร 4ก็สวมที่พระกาย ต่อจากนั้นก็เหาะไปยังเอื้อมเขาชื่อนันทมูลกะ โดยให้มหาชนยังสามารถแลเห็นอยู่นั่นเอง

 

                          ฝ่ายพระนางปทุมวดีทรงโศกเศร้าพระทัยว่า “เรามีบุตรมากก็กลายเป็นคนไร้บุตรไปเสียแล้ว” ด้วยความเศร้าโศกนั้นเอง ก็เสด็จทิวงคต แล้วไปบังเกิดในสถานที่ของคนทำงานเลี้ยงชีพในหมู่บ้านใกล้ประตูกรุงราชคฤห์ ต่อมาได้แต่งงานมีสามี วันหนึ่งนางได้นำข้าวไปนาเพื่อให้สามี ขณะนั้นได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ ในจำนวนบุตรของตนเหล่านั้นเอง กำลังเหาะมาในเวลาภิกษาจาร จึงรีบรุดไปบอกสามีว่า “นายเจ้าข้า ดูพระปัจเจกพุทธเจ้าสิ เราควรนิมนต์ท่านมาฉันเถิด”สามีกล่าวว่า “ธรรมดาพวกสมณะเหล่านี้ย่อมสัญจรไปอย่างนี้แม้ในที่อื่น พวกสมณะเหล่านั้นไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าดอกจ้ะ”พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ลงมาในที่ไม่ไกลจากที่คนทั้งสองกำลังพูดกัน หญิงคนนั้นก็ได้ถวายอาหารในวันนั้นแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วนิมนต์ว่า “พรุ่งนี้ขอท่านทั้ง ๘ องค์ โปรดรับภัตตาหารของข้าพเจ้านะเจ้าคะ” พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า “ดีล่ะท่านอุบาสิกา, สักการะของท่าน ก็จงมีเท่าวันนี้ อาสนะก็จงมีไว้ ๘ ที่แต่หากท่านเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอื่น ๆ อีกมาก ก็พึงทำจิตใจของท่านให้เลื่อมใสไว้นะ” วันรุ่งขึ้น หญิงคนนั้นก็ปูอาสนะไว้ ๘ ที่ จัดแจงเครื่องสักการะไว้สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ แล้วก็นั่งคอย

 

                          พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ทรงได้รับนิมนต์ ก็ให้สัญญาณแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าอื่น ๆ ว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย วันนี้ท่านทั้งหลายอย่าไปที่อื่น ทั้งหมดจงช่วยกันทำการสงเคราะห์มารดาของท่านเถิด”พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นฟังคำของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์นั้นแล้ว พร้อมใจกันทุกองค์ เหาะไปปรากฏองค์อยู่ใกล้ประตูเรือนของมารดา แม้นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามากองค์ก็ไม่หวั่นไหวเพราะได้รับทราบมาก่อนแล้ว จึงนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นนั่งตามลำดับ องค์ที่ ๙ ก็เนรมิตอีก ๘ อาสนะ ตนเองก็นั่งอาสนะใกล้ เรือนก็ขยายออกไปเท่ากับจำนวนอาสนะที่เพิ่มขึ้น เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมดนั่งเรียบร้อยแล้วอย่างนี้ นางก็ถวายสักการะที่ตนเองจัดแจงสำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ จนทับทวีเพียงพอแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ แล้วนำดอกอุบลขาบ ๘ กำ มาวางไว้แทบเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ตนนิมนต์เท่านั้น กล่าวทำความปรารถนาว่า“ข้าแต่พระคุณเจ้า ขอวรรณะแห่งสรีระของข้าพเจ้านั้น จงเป็นเหมือนวรรณะข้างในของดอกอุบลขาบเหล่านี้ ในที่ ๆ ข้าพเจ้าเกิดแล้วด้วยเถิด” พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกระทำอนุโมทนาแก่มารดาแล้ว ก็พากันไปยังภูเขาคันธมาทน์ แม้นางก็กระทำกุศลกรรมจนตลอดชีวิต จุติจากมนุษยโลกแล้วก็บังเกิดในเทวโลก

 

                          จนในพุทธุปบาทกาลนี้ นางก็ได้ถือปฏิสนธิในตระกูลเศรษฐีกรุงสาวัตถี บิดามารดาตั้งชื่อของนางว่า “อุบลวรรณา” เพราะมีผิวพรรณเสมอด้วยสีของดอกอุบลขาบ สมัยต่อมาในกาลที่นางเจริญวัยแล้ว พระราชาและเศรษฐีทั้งหลายในสกลชมพูทวีป ได้ส่งบรรณาการไปสู่สำนักของเศรษฐีว่า “ขอเศรษฐีจงให้ธิดาแก่เรา”ชื่อว่าคนผู้ไม่ส่งบรรณาการไปเป็นไม่มี ลำดับนั้นเศรษฐีคิดว่า “เราจักไม่สามารถเอาใจคนทั้งหมดได้ แต่เราจักทำอุบายสักอย่างหนึ่ง”เศรษฐีนั้นเรียกธิดามาแล้วกล่าวว่า “แม่ เจ้าจักสามารถบวชได้ไหม ?”คำของบิดาได้สะกิดใจนาง เพราะความที่นางจะเกิดเป็นชาติสุดท้ายเพราะฉะนั้น นางจึงกล่าวกับบิดาว่า “พ่อ ฉันจักบวช” เศรษฐีนั้นถึงนำนางไปสู่สำนักของนางภิกษุณี

 

                          เมื่อนางบวชแล้วได้ไม่นาน วันหนึ่งเป็นวาระรักษาลูกดาลในโรงอุโบสถ นางจุดประทีป และกวาดโรงอุโบสถ ยืนถือนิมิตแห่งเปลวประทีป แลดูแล้วแลดูเล่า ยังฌานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้นแล้ว กระทำฌานแลให้เป็นบาท บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญาทั้งหลายแล้ว โดยสมัยอื่น พระเถรีนั้นเที่ยวจาริกไปในชนบท กลับมาแล้ว เข้าไปสู่ป่าอันธวัน ในกาลนั้นพระศาสดายังไม่ทรงห้ามการอยู่ป่าของพวกนางภิกษุณี ครั้งนั้นผู้คนได้ช่วยกันสร้างทำกระท่อม ตั้งเตียงกั้นม่านไว้ในป่านั้นแด่พระเถรี

 

                          วันหนึ่งพระเถรีได้เข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี นันทมาณพผู้เป็นบุตรแห่งลุงของพระเถรีนั้น มีจิตปฏิพัทธ์ตั้งแต่พระเถรียังเป็นคฤหัสถ์ ได้ทราบว่าที่พระเถรีมา จึงเข้าไปสู่ป่าอันธวันก่อนพระเถรีมาพอเข้าไปในกระท่อมของพระเถรี จึงซ่อนตัวอยู่ภายใต้เตียง เมื่อพระเถรีกลับมาจากการบิณฑบาต เข้าไปในกระท่อม ปิดประตูแล้วนั่งลงบนเตียง ความพร่ามัวที่นัยน์ตายังไม่ทันหาย เพราะมาจากกลางแดดในภายนอก เขาจึงออกมาจากภายใต้เตียง ขึ้นมาอยู่บนเตียง พระเถรีร้องห้ามอยู่ว่า “คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย, คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย”ก็ไม่ยอมฟัง แล้วได้ข่มขืนพระเถรี กระทำกรรมตามที่ใจต้องการแล้วก็หนีไป ครั้งนั้นแผ่นดินประดุจว่าไม่อาจจะทรงโทษของเขาไว้ได้จึงแยกออกเป็น ๒ ส่วน สูบเขาลงไปในแผ่นดิน เขาได้ไปบังเกิดแล้วในอเวจีมหานรกฝ่ายพระเถรีนั้นได้บอกเรื่องราวนี้ แก่ภิกษุณีทั้งหลายพวกภิกษุณีจึงแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุได้นำเรื่องกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

 

                          เมื่อพระบรมศาสดาทรงสดับเรื่องนั้น ได้เรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้ใดผู้หนึ่งเป็นพาล เมื่อทำกรรมลามก เป็นผู้ยินดีร่าเริง เป็นประดุจฟูขึ้น ๆ ย่อมทำได้ ประดุจบุรุษเคี้ยวกินรสของหวาน มีจำพวกน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น บางชนิด” แล้วตรัสพระคาถาว่า “คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำผึ้ง ตราบเท่าที่บาปยังไม่ส่งผล, ก็เมื่อใด บาปให้ผลเมื่อนั้นคนพาล ย่อมประสบทุกข์”

 

                          โดยสมัยอื่น มหาชนสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า “แม้พระขีณาสพทั้งหลาย ชะรอยจะยังยินดีกามสุข ยังเสพกาม, ทำไมจักไม่ซ่องเสพ, เพราะพระขีณาสพเหล่านั้น ไม่ใช่ไม้ผุ, ไม่ใช่จอมปลวก,มีเนื้อและสรีระยังสดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น แม้พระขีณาสพเหล่านั้นยังยินดีกามสุข, ยังเสพกาม”

 

                          ครั้นเมื่อ พระศาสดาเสด็จมา จึงตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ?” พวกภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพทั้งหลาย ไม่ยินดีกามสุข ไม่เสพกาม, เหมือนอย่างว่า หยาดน้ำตกลงบนใบบัว ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ย่อมกลิ้งตกไป, และเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ที่ปลายเหล็กแหลม, ย่อมกลิ้งตกไปแน่แท้ฉันใด, กามแม้ ๒ อย่าง ย่อมไม่ซึมซาบ ไม่ตั้งอยู่ในจิตของพระขีณาสพฉันนั้น” ดังนี้แล้ว

 

                          ได้ตรัสพระคาถาว่า “เรากล่าวบุคคล ผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลายเหมือนน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาด ไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลม, ว่าเป็นพราหมณ์”

 

                          จากนั้น พระศาสดาทรงรับสั่งให้เชิญพระเจ้าปเสนทิโกศลมาแล้วตรัสว่า “มหาบพิตร แม้กุลธิดาทั้งหลายในพระศาสนานี้ ละหมู่ญาติและกองโภคะมาก มาบวชอยู่ป่า เหมือนอย่างกุลบุตรทั้งหลายเหมือนกันคนลามก ถูกราคะย้อมแล้ว ย่อมเบียดเบียนภิกษุณีเหล่านั้นผู้อยู่ในป่า ด้วยการดูถูกดูหมิ่นบ้าง ให้ถึงอันตรายแห่งพรหมจรรย์บ้าง,เพราะฉะนั้น พระองค์ควรทำที่อยู่ภายในพระนครให้แก่ภิกษุณี” พระราชาทรงรับว่า “สาธุ พระเจ้าข้า” ดังนี้แล้ว รับสั่งให้สร้างที่อยู่เพื่อภิกษุณีสงฆ์ที่ด้านหนึ่งของพระนคร จำเดิมแต่นั้นมาพวกภิกษุณีต้องอยู่ในละแวกบ้านเท่านั้น ห้ามอยู่ป่า

 

                          ได้ยินว่า พระเถรีนั้นตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า “ปทุมุตตระ” กระทำบุญทั้งหลายสิ้นแสนกัป เพื่อตำแหน่งความเป็นเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายด้านเป็นผู้มีฤทธิ์ เพราะเหตุนั้น ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังโคนต้นมะม่วงของนายคัณฑะ เพื่อทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ใกล้กรุงสาวัตถีคราวนั้น พระเถรีได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักกระทำปาฏิหาริย์ ถ้าหากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต” แล้วพระเถรีจึงได้บันลือสีหนาท พระศาสดาทรงทำเหตุนั้นให้เป็นเหตุ ประทับนั่งท่ามกลางบริษัทพระอริยเจ้า ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับ แล้วทรงสถาปนาพระอุบลวรรณาเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ว่าเป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้มีฤทธิ์๓

๓ ม.ธ.ค. ๔๑/๒๑๓-๒๑๗ (ไทย.มมร)

 

                          นอกจากเรื่องที่พระอุบลวรรณาเถรีถูกนันทมาณพข่มขืนแล้วในพระวินัยปิฎก นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๕๔ ได้เล่าว่า

๔ วิ.มหา. ๓/๔๖/๒๘๓-๗๘๖ (ไทยเมมร)

 

                          สมัยหนึ่ง พระอุบลวรรณาเถรีได้เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี หลังกลับจากบิณฑบาต ได้เดินเข้าไปทางป่าอันธวัน นั่งพักกลางวันที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ขณะนั้น มีพวกโจรกลุ่มหนึ่ง ฆ่าแม่โคแล้วพากันถือเนื้อเข้าไปสู่ป่าอันธวัน นายโจรแลเห็นพระอุบลวรรณาเถรีนั่งพักผ่อนอยู่ที่โคนต้นไม้ จึงคิดว่า “ถ้าพวกโจรลูกน้องของเรามาพบเข้า จักเบียดเบียนภิกษุณีนี้” แล้วได้เลี่ยงไปทางอื่น เมื่อเนื้อที่โจรย่างสุกแล้ว นายโจรนั้นได้เลือกเนื้อชิ้นที่ดี ๆ เอาใบไม้ห่อแขวนไว้ที่ต้นไม้ใกล้พระเถรีแล้วกล่าวว่า “เนื้อห่อนี้เราให้แล้วจริง ๆ ผู้ใดเป็นสมณะหรือพราหมณ์ หากได้เห็น ก็จงถือเอาไปเถิด” แล้วจากไป

 

                          ภิกษุณีอุบลวรรณาออกจากสมาธิแล้ว ได้ยินที่นายโจรนั้นกล่าวจึงถือเอาเนื้อนั้นไปสู่สำนักของตน ครั้นรุ่งขึ้นจึงเหาะไปสู่วัดเวฬุวันมหาวิหาร ก็โดยสมัยนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน เหลือแต่พระอุทายีเฝ้าพระวิหาร ซึ่งพระรูปนี้ชอบประพฤติไม่ดี เป็นต้นบัญญัติพระวินัยหลายข้อ พระอุบลวรรณาเถรีได้เข้าไปหาแล้วถามว่า “ท่านเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไหน ?”

 

                          พระอุทายีตอบว่า “ดูก่อนน้องหญิง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน” พระอุบลวรรณนาเถรี จึงกล่าวว่า “โปรดถวายเนื้อนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เจ้าข้า” พระอุทายีตอบว่า“ดูก่อนน้องหญิง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอิ่มเอิบด้วยเนื้อของเธอ ถ้าเธอถวายผ้าอันตรวาสกแก่อาตมา แม้อาตมาก็จะพึ่งอิ่มเอิบด้วยผ้าอันตรวาสกเหมือนเช่นนั้น” พระอุบลวรรณนาเถรี ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า“ท่านเจ้าข้า ความจริงพวกดิฉันชื่อว่ามาตุคามมีลาภน้อย ทั้งผ้าผืนนี้ก็เป็นจีวรผืนสุดท้ายที่ครบ ๕ ของดิฉัน ๆ ถวายไม่ได้” พระอุทายีได้กล่าวว่า “ดูก่อนน้องหญิง เปรียบเหมือนบุรุษให้ช้างแล้ว ก็ควรสละสัปคับ (ที่นั่งลักษณะคล้ายตั้งผูกติดไว้บนหลังช้าง) สำหรับช้างด้วยฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถวายเนื้อแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็จงสละผ้าอันตรวาสกถวายแก่อาตมา"

 

                          ครั้นนางถูกพระอุทายีแคะได้ จึงได้ยอมถวายผ้าอันตรวาสกถามว่าทำไมพระอุทายีจึงทำเช่นนั้น เหตุเพราะพระอุทายีคิดว่า “เราจักแลดูความอวบอัดแห่งสรีระของพระเถรีนี้” จึงขอผ้าอันตรวาสกของนาง เมื่อกลับไปสู่สำนักของภิกษุณี พวกภิกษุณีได้ถามว่า “แม่เจ้าผ้าอันตรวาสกของท่านอยู่ที่ไหน ?” นางได้เล่าเรื่องแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ๆจึงพากันโพนทะนาว่า “ไฉน พระคุณเจ้าอุทายี จึงได้รับจีวรจากมือของภิกษุณีเล่า ?” แล้วแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุผู้มักน้อยสันโดษ มีความละอายต่างติเตียน โพนทะนา แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระบรมศาสดาจึงตรัสเรียกประชุมภิกษุสงฆ์ ได้ทรงตรัสถามพระอุทายี เมื่อพระเถระยอมรับแล้วทรงติเตียนท่านมากมาย แล้วได้ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า “อนึ่ง ภิกษุใดรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์”

 

                          ความจริงร่างกายมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยอุจจาระ ปัสสาวะน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แต่เรามองไม่เห็นถึงข้างใน เพราะมีผิวหนังมาห่อหุ้มเอาไว้ เดี๋ยวต้องนอนเดี๋ยวต้องพัก ต้องเอาอกเอาใจ ไม่ได้บำเพ็ญเพียร เสียเวลาไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน เสร็จแล้วก็ตายไปชาติหนึ่ง ถ้าได้กลับไปดุสิตบุรีจะเสียใจว่า “ทำไมเราถึงไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ?” มนุษย์ยุคนี้มีอายุขัยเฉลี่ยแค่ ๑๐๐ ปี แต่หนึ่งวันหนึ่งคืนของดุสิตบุรี เท่ากับ ๔๐๐ ปีในโลกมนุษย์ ดังนั้น ๑๐๐ ปีในโลกมนุษย์ จึงเท่ากับ 5 ชั่วโมงของดุสิตบุรีเท่านั้นเอง อุปมาเหมือนกับเราฝันไปว่า ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่ละคนปรารถนาที่จะได้ทองกลับไป

 

                          บางคนตั้งใจทำงานหาเงินมาทั้งชีวิต แต่พอหลับตาลาโลกไปแล้วตื่นขึ้นมาดูมือของตนกลับว่างเปล่า เพราะไม่ได้สั่งสมบุญเอาไว้ ส่วนคนที่ฉลาดเขาตั้งใจสั่งสมบุญสร้างบารมี พอหลับตาลาโลกไปแล้วตื่นขึ้นมาดูมือของตนพบว่า ได้ทองกลับมาจริง ๆ เพราะว่าเราเอาทรัพย์สมบัติอะไรจากโลกนี้ไปไม่ได้ นอกจากเปลี่ยนทรัพย์สมบัตินั้นเป็นบุญ จึงจะสามารถติดตามเราไปข้ามภพข้ามชาติได้ อย่างเช่นพวกเราที่ฟังธรรมกันอยู่นี้ ถ้าเป็นผู้ชายก็บวชพระ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ประพฤติพรหมจรรย์ พอละจากโลกกลับดุสิตบุรีไปแล้ว จะพบว่ามีสมบัติเต็มเลย เราจะต้องกอบโกยบุญไปให้ได้มากที่สุด ดีกว่าออกไปอยู่ข้างนอกต้องปวดหัวอยู่กับลูก พอลูกเข้าโรงเรียนแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าเทอม ค่ากระเป๋า ค่าเสื้อ ค่ากางเกง ค่ารถรับส่ง ค่าน้ำมัน ค่าบ้านพอลูกเรียนจบไปแต่งงาน เราก็ไปชื่นชมกับหลานอีก แล้วในที่สุดเราก็ตายไป ไม่ได้บุญบารมีเลย

23-10-68_3b%2810%29.png

23-10-68_4b%2810%29.png

23-10-68_5b%2810%29.png

23-10-68_6b%2810%29.png

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0017137010892232 Mins