เพราะความอยากแท้ ๆ ทําให้แย่อยู่ทุกวัน

วันที่ 24 ตค. พ.ศ.2568

เพราะความอยากแท้ ๆ ทําให้แย่อยู่ทุกวัน

เพศภาวะของนักบวช เป็นสถานะที่บุคคลทั่วไป

ให้ความเคารพกราบไหว้ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา

และเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ แต่เพศภาวะ

ของนักบวชนั้น ย่อมต้องพบเจออุปสรรค

เข้ามาทดสอบกำลังใจในการ

บำเพ็ญเนกขัมมบารมีอยู่ตลอดเวลา

 

 

                          ซึ่งพระบรมศาสดาของเราในสมัยยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็เช่นเดียวกันเราจึงควรมาศึกษาว่าท่านสามารถเอาชนะกามกิเลสที่เกิดขึ้นในใจนั้นอย่างไร

 

                          เรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตกาล ครั้นพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มีสมบัติมากตระกูลหนึ่ง ในแคว้นกาสี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้เรียนจบศิลปวิทยาทุกประเภท ละกามเสียแล้วไปบวชเป็นฤาษี กระทำกสิณบริกรรมให้อภิญญาสมาบัติเกิดขึ้น อยู่เป็นสุขในฌาน พำนักอาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศ อยู่มาวันหนึ่ง ท่านออกมาจากป่าหิมพานต์ เพื่อจะบริโภคอาหารรสชาติอื่น ๆ บ้าง เมื่อถึงกรุงพาราณสีแล้ว พำนักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งเช้าจึงเกล้าผม ห่มหนังเสือ ทรงบริขาร เข้าไปภิกษาจารภายในเมือง ครั้นถึงพระราชนิเวศน์ พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นแล้วบังเกิดความเลื่อมใส จึงรับสั่งราชบุรุษให้นิมนต์ท่านเข้ามาในพระราชวัง ให้ดาบสนั่งบนอาสนะอันมีค่ามากแล้วถวายโภชนียาหารอันประณีต เมื่อดาบสขบฉันเสร็จแล้ว พระราชาก็ทรงอาราธนาให้ท่านพำนักในพระราชอุทยาน

 

                          ฝ่ายดาบสนั้น เมื่อรับคำอาราธนาแล้ว ก็พำนักอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเป็นระยะเวลานานถึง ๑๖ ปี อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบปรามเมืองชายแดนที่เกิดความไม่สงบ ก่อนเสด็จไปได้ตรัสสั่งให้พระมเหสีพระนามว่า “มุทุลักขณา” คอยปรนนิบัติพระดาบสเหมือนเช่นเคย ต่อมาวันหนึ่ง พระนางมุทุลักขณาสรงสนานแล้ว ตกแต่งพระองค์ด้วยพระภูษาเนื้อเกลี้ยง ให้ลาดพระยี่ภู่ (ฟูกที่นอน) ณ พื้นท้องพระโรง ทรงเอนพระกายรอพระโพธิสัตว์ ฝ่ายดาบสกำหนดเวลาของตนแล้ว ออกจากฌานเหาะไปสู่พระราชนิเวศน์โดยทันที

 

                          พระนางมุทุลักขณานั้น เมื่อทรงสดับเสียงผ้าเปลือกไม้ของพระดาบส ก็รับสั่งว่า “พระผู้เป็นเจ้าคงมาแล้ว” จึงเสด็จลุกขึ้นโดยเร็วเมื่อพระนางเสด็จลุกด้วยอาการรีบ จึงทำให้ผ้าเนื้อเกลี้ยงหลุดลงไปที่พื้น พอดีพระดาบสเข้าทางช่องพระแกล (หน้าต่าง) แลเห็นความงามในรูปกายของพระมเหสีแล้วบังเกิดจิตปฏิพัทธ์ ตะลึงในความงดงามของพระนาง เมื่อกิเลสภายในใจของพระดาบสกำเริบขึ้น เป็นเหมือนต้นไม้มียางที่ถูกมีดกรีดทันใดนั้นเองฌานของท่านก็เสื่อมลง เป็นเหมือนกาที่ปีกหักเสียแล้ว ฝ่ายพระโพธิสัตว์รับอาหารแล้ว ก็ไม่ได้บริโภคขบฉัน ยังหวั่นไหวเพราะอำนาจกิเลส เดินลงจากปราสาทไปยังพระราชอุทยาน เข้าไปสู่บรรณศาลา ถูกไฟกิเลสแผดเผา นอนซมอยู่ถึง ๗ วัน

 

                          ในวันที่ ๗ พระราชาทรงปราบปรามเมืองชายแดนให้ราบคาบแล้วเสด็จกลับมา ทรงประทักษิณพระนครแล้ว ยังไม่เสด็จเข้าไป ทรงดำริว่า “เราจักพบพระผู้เป็นเจ้าก่อน” ดังนี้แล้ว เสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยาน ทรงทอดพระเนตรเห็นพระดาบสนอนอยู่ จึงดำริว่า“ชะรอยจะเกิดความไม่สำราญสักอย่างหนึ่ง” จึงรับสั่งถามว่า “พระผู้เป็นเจ้าไม่สบายหรือ ?” พระดาบสถวายพระพรว่า “มหาบพิตร ความไม่สำราญอย่างอื่นไม่มีแก่อาตมภาพ แต่เป็นเพราะอำนาจกิเลส อาตมภาพนั้นมีจิตกำหนัดเสียแล้ว” พระราชาสดับดังนั้น จึงตรัสถามว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า จิตของพระคุณเจ้าปฏิพัทธ์ในนางคนไหน ?” ดาบสนั้นจึงทูลว่า “จิตของอาตมภาพปฏิพัทธ์ในพระนางมุทุลักขณา” เมื่อพระราชาได้สดับดังนั้น ปรารถนาอยากช่วยให้พระดาบสหลุดจากความทุกข์นี้คิดหากุศโลบายอย่างหนึ่งได้แล้ว รับสั่งว่า “ดีแล้วพระคุณเจ้า ข้าพเจ้ายินดีถวายพระนางมุทุลักขณาแด่พระคุณเจ้า” แล้วทรงพาพระดาบสเข้าไปในพระราชนิเวศน์ รับสั่งให้พระเทวีประดับพระองค์อย่างงดงามแล้ว ได้ทรงตรัสบอกอุบายนั้นแก่พระเทวี จากนั้นจึงพระราชทานพระนางมุทุลักขณาแก่พระดาบส ดาบสนั้นก็พาพระเทวีลงจากปราสาท เวลาที่จะออกพ้นจากประตูใหญ่ พระนางตรัสกับดาบสว่า “ท่านเจ้าคะ เราควรจะได้เรือน ท่านจงไปกราบทูลขอพระราชทานเรือนสักหลังหนึ่งเถิด” ดาบสก็ไปกราบทูลขอพระราชา ฝ่ายพระราชาจึงพระราชทานเรือนร้างหลังหนึ่ง ซึ่งเคยใช้เป็นเวจกุฎี (ห้องส้วม) 

 

                          หลังจากที่ดาบสพาพระนางมาที่เรือนนั้นแล้ว พระเทวีก็ไม่ทรงประสงค์จะเสด็จเข้าไป ดาบสจึงถามสาเหตุว่า “เหตุไรพระองค์จึงไม่เสด็จเข้าไป ?” พระนางรับสั่งว่า “เพราะเรือนนี้สกปรก” ดาบสจึงทูลถามว่า “บัดนี้เราควรจะทำอย่างไร ?” พระนางรับสั่งว่า “ท่านต้องทำความสะอาดเรือนนั้น” แล้วส่งดาบสให้ไปสู่ราชสำนักด้วยพระดำรัสว่า “ท่านจงไปเอาจอบมา เอาตะกร้ามา” ครั้นดาบสเอามาแล้ว ก็รับสั่งให้โกยสิ่งสกปรกและเอาขยะไปทิ้ง เสร็จแล้วให้ไปขนเอาโคมัย (ขี้วัว)มาฉาบเรือนไว้ ครั้นแล้วตรัสว่า “ท่านต้องไปขนเตียงมา ขนตั้งมา”แล้วให้ดาบสนั้น ขนมาทีละอย่าง มิหนำซ้ำยังแกล้งใช้ให้ท่านทำหลายอย่าง เช่น ตักน้ำ และปูที่นอน เป็นต้น พระดาบสก็เอาหม้อไปตักน้ำจนเต็มตุ่ม เตรียมน้ำสำหรับอาบ และปูที่นอนให้พระเทวี 

 

                          ขณะนั้น พระดาบสผู้เหนื่อยล้า มีความหวังว่าจะได้ร่วมอภิรมย์กับพระนางมุทุลักขณา ฝ่ายพระนางจึงตรัสกับพระดาบสที่นั่งอยู่ด้วยกันบนที่นอนว่า “ท่านเจ้าคะ ท่านไม่รู้ตัวว่า เป็นนักบวชเลยหรือเจ้าคะ ?” ฝ่ายดาบสได้ยินดังนั้น กลับได้สติว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นท่านไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นนักบวช เพราะอำนาจแห่งกิเลสทั้งหลายจึงคิดว่า “ตัณหานี้เมื่อเจริญขึ้นแล้ว ทำให้เราไม่สามารถยกศีรษะขึ้นจากอบายภูมิทั้ง ๔ ได้เลย เราควรถวายพระนางมุทุลักขณานี้คืนแด่พระราชา แล้วกลับเข้าสู่ป่าหิมพานต์ในวันนี้ทีเดียว” ดังนี้แล้ว พาพระเทวีไปเข้าเฝ้าพระราชา แล้วถวายพระพรว่า “ขอถวายพระพร อาตมภาพไม่มีความต้องการในพระเทวีของมหาบพิตรแล้ว เพราะอาศัยนางผู้เดียว ตัณหาจึงเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ ครั้งก่อนอาตมภาพ ยังไม่ได้รับพระราชทานพระนางมุทุลักขณานี้ อาตมภาพมีความปรารถนาอย่างเดียว แต่ต่อมาเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างเดียวเท่านั้นว่า โอหนอเราจึงได้พระนาง แต่พอได้พระนางผู้มีพระเนตรงามมาแล้ว ความปรารถนาต่าง ๆ เช่น ความปรารถนาในเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็นต้น ได้เกิดขึ้น เมื่อความปรารถนาพอกพูนขึ้นอย่างนี้ อาตมภาพย่อมไม่สามารถยกศีรษะให้พ้นจากอบายได้ พอกันที่สำหรับพระนางมุทุลักขณานี้ ขอมหาบพิตรจงรับเอาพระมเหสีของมหาบพิตรคืนไปเถิด ส่วนอาตมภาพจักกลับไปยังป่าหิมพานต์ตามเดิม”

 

                          ทันใดนั้นเอง พระดาบสก็ทำฌานที่เสื่อมไปให้เกิดขึ้น แล้วนั่งในอากาศแสดงธรรม ถวายโอวาทแด่พระราชา แล้วไปสู่ป่าหิมพานต์พรหมวิหาร ไม่เสื่อมจากฌาน เมื่อถึงคราวลาโลกก็เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า๑

๑ ขุ.เอก.ชา.อ. ๕๖/๑๔๖-๑๕๓ (ไทย.มมร)

 

                          จากชาดกเรื่องนี้ ทำให้เราเห็นว่า เพราะความทะยานอยากในกามอย่างเดียว ทำให้นักบวชที่เคยมีความสุขจากการเจริญฌานสมาบัติและจากที่เคยได้รับการปรนนิบัติอย่างดี ต้องกลายมาเป็นเหมือนคนรับใช้ของพระเทวี เพราะหวังว่าจะได้ร่วมอภิรมย์กับสตรีที่ตนหมายปอง เพราะกามเป็นต้นเหตุ เป็นตัวบังคับสรรพสัตว์ ดาบสจึงต้องมาได้รับความลำบาก ด้วยประการฉะนี้

 

24-10-68_11b%2810%29.png

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00017231702804565 Mins