สมถวิปัสสนาสำรอกราคะและอวิชชา

วันที่ 27 ตค. พ.ศ.2568

สมถวิปัสสนาสำรอกราคะและอวิชชา

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่าง

เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน

คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว

ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต

จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร

ย่อมละราคะได้ วิปัสสนาที่อบรมแล้ว

ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา

ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร

ย่อมละอวิชชาได้๑

๑ องฺ.ทุก. ๓๓/๒๗๕/๓๕๓ (ไทย.มมร)

 

 

                            การทำสมถะก็เพื่อสำรอกกามราคะ พอสำรอกกามราคะได้แล้วใจใส หลังจากนั้น จึงจะสามารถทำวิปัสสนา คือ การเห็นอย่างแจ่มแจ้ง เพื่อสำรอกอวิชชาได้ ความไม่รู้นั้นติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดแม้เราจะศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงปริญญาเอก หรือได้เป็น Professorก็ยังสำรอกอวิชชาไม่ได้ ตราบใดที่ทำสมถะเรียบร้อย นิวรณ์ ๕ หมดไปแล้ว จึงจะรู้แจ้งเห็นแจ้ง เป็นวิปัสสนาญาณ การสำรอกอวิชชาเรียกว่า วิปัสสนา เพราะเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ใช่ว่าแบบนึก ๆ เอา หรือ ยังง่วง ๆ ยังอยากจะไปจีบสาวอยู่ อย่างนี้ยังไม่ใช่วิปัสสนา คนไหนนั่งวิปัสสนาแล้วยังนึกถึงผู้หญิงอยู่ อย่างนี้ยังไม่ใช่

 

                            เพราะคำว่า “วิปัสสนาญาณ” มาจากคำว่า “ญาณ” แปลว่า รู้และ “ปัสสะ” แปลว่า เห็น ส่วน “วิ” แปลว่า แจ่มแจ้ง ดังนั้นวิปัสสนาญาณ จึงแปลว่า ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเห็นอย่างแจ่มแจ้งส่วน “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ หนทางสายกลางหรืออริยมรรคมีองค์ ๘ ที่พระตถาคตดำเนินไปแล้ว ขึ้นต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ ลงท้ายด้วยสัมมาสมาธิ พอใจใสแล้วเกิดอะไร ? พอใจใสแล้วก็เกิดจักษุญาณ ปัญญา วิชชาและแสงสว่าง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกายแล้วพุทธรัตนะจึงมีค่ามากกว่าทรัพย์ทั้งหลายในโลกนี้ หรือรัตนะอันประณีตทั้งหลายในโลกอื่น ด้วยประการฉะนี้

 

                            เวลาที่ใครมาถามพระอาจารย์ว่า “ผมอยากจีบผู้หญิงคนหนึ่งต้องทำอย่างไรครับ ?” ตอบว่า ไม่เห็นยากเลย ต้องพิจารณาผมขน เล็บ ฟัน หนัง พิจารณาว่าร่างกายของเราประกอบด้วยธาตุดินธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ไม่มีอะไรเลย เป็นรังของโรค เข้าทางเดียวแต่ออก ๙ ทาง คือ เข้าทางปาก ออกทางตา ๒ ทางหู ๒ ทางจมูก ๒ ทางปาก ๑ ทางทวารน้อย ๑ และทางทวารใหญ่ ๑ จึงทำให้เราต้องแปรงฟัน ล้างหน้า สระผม อาบน้ำ และซักผ้าทุกวัน เพราะร่างกายของเรานี้มันขับของเสียออกมา สารพัดเชื้อโรคอยู่ภายในกายของเธอนั่นแหละ ถ้าคนรักเราตายไป เราก็ต้องร้องไห้เท่านั้นเอง น้ำตามากกว่าน้ำในท้องพระมหาสมุทร กระดูกมากกว่าภูเขา พระอาจารย์จะสอนลูกศิษย์อย่างนี้เสมอ เราต้องสร้างบารมีทุกวินาที เพราะบารมีเป็นของของเราจริง ๆ ไม่ต้องการอย่างอื่นแล้ว อยากได้บารมีเท่านั้น

 

                            พระอาจารย์มีกิจวัตรกิจกรรมเยอะมาก เดี๋ยวที่ ๔ ก็ตื่นแล้วเดินไปบูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ทุกวัน เพราะนั่นคือบารมีของเราต้องฝึกพูดภาษาเกาหลีวันละ ๓ ชั่วโมง รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างพระอาจารย์ก็ให้น้องค่อย ๆ สอน และศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในการเผยแผ่ธรรมะแก่ชาวเกาหลีให้มากที่สุด ส่วนการปฏิบัติธรรมเวลานั่งสมาธิ เราต้องไม่มีความอยากเลย เมื่อไม่ได้ ก็ต้องไม่หงุดหงิดไม่รำคาญใจ ต้องพอใจเท่าที่เราทำได้ ถ้าฟัง ก็ต้องไม่รำคาญใจ ต้อง Let it be คือ ปล่อยมันไป ปล่อยไปให้หมด พอฟังจนหมดแล้ว ก็หายฟังเอง ตรงนี้เราอย่าไปเร่ง อย่าไปลุ้นว่า จะเกิดแล้ว ต้อง Innocent อยากให้จ่า ๕ ข้อ คือ

 

                            ๑. ต้องไม่อยากอะไรเลย

                            ๒. เมื่อไม่ได้ ต้องไม่หงุดหงิดและไม่รำคาญใจ

                            ๓. เมื่อฟังก็ Let it be ปล่อยมันไป

                            ๔. พอใจเท่าที่เราทำได้

                            ๕. ใจเย็น ๆ แม้ไม่เห็น ก็ใจเย็นต่อไป

 

                            นึกดวงแก้ว แต่เห็นเป็นองค์พระ ก็ดูองค์พระเฉย ๆ นึกองค์พระ แต่เห็นเป็นดวงแก้ว ก็ดูดวงแก้วเฉย ๆ นึกดวงแก้ว แต่เห็นเป็นความมืด ก็ดูความมืดเฉย ๆ เพราะเราจะต้องฝึกใจให้หยุดนิ่งเฉย ๆแม้วันนี้จะสู้เมื่อวานไม่ได้ก็เฉย ๆ จะดีกว่าเมื่อวานก็เฉย ๆ จะเท่าเมื่อวานก็เฉย ๆ เพราะเราจะต้องฝึกใจให้หยุดนิ่งเฉย ๆ หยุดนิ่งเฉยต่อไปแม้เราจะได้ชื่อว่าหยุดนิ่งเฉยก็ตาม เริ่มต้นจากความพอใจเท่าที่เราทำได้คือ ต้องไม่มีความอยากเลย แม้จะเห็นก็ใจเย็น ๆ แม้จะหายไปก็ใจเย็น ๆแม้จะกลับมาก็ใจเย็น ๆ แม้เจ้าหนี้จะโผล่มาก็ใจเย็น ๆ เพราะเราจะต้องฝึกใจให้หยุดนิ่งเฉย ๆ ตอนนี้ฝึกรบกันไปก่อน เดี๋ยวออกไปสนามรบก็รู้ว่าจะเฉยจริงหรือเปล่า มันต้องฝึกต่อไป ต้องนั่งอีกยาว ๆ ต้องฝึกคาถานี้ว่า “ไม่หงุดหงิดและไม่รำคาญใจ” ไม่เดินออกจากห้อง เพราะเราไม่หงุดหงิดและไม่รำคาญใจ อย่าดูถูกตัวเองนะ เราอาจจะเป็นพระโพธิสัตว์ที่บารมีแก่ก็ได้ เพราะขนาดพระบวชใหม่รูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล ใครจะไปรู้ว่าในอนาคตท่านจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าว่า

 

                            ในสมัยที่พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุเป็นครั้งที่สอง (ครั้งแรก พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดพุทธบิดาและเหล่าพระประยูรญาติ) พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงมีความตั้งใจที่จะนำผ้าสาฎก (ผ้าสำหรับใช้นุ่งห่ม) ที่คัดสรรมาอย่างดี และผ่านกรรมวิธีในการทำอย่างละเอียดประณีต ไปถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสำหรับกรรมวิธีในการผลิตผ้าสาฎกทั้งสองผืนของพระนางมหาปชาบดีโคตมีนั้น ทุกขั้นตอนในการผลิต ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งเสร็จสิ้นล้วนทำอย่างละเอียดประณีตและพิถีพิถันมากกว่าผ้าสาฎกผืนใด ๆในโลก

 

                            ในขั้นตอนแรก พระนางมหาปชาบดีโคตมีจะทรงรับสั่งให้ช่างทอง ทำอ่างทองคำขึ้นมาทั้งหมด ๗ ใบ เพื่อเอาไว้สำหรับปลูกเมล็ดฝ้ายที่จะนำมาใช้ทอผ้าสาฎกทั้งสองผืน ขั้นตอนต่อมา หลังจากได้อ่างทองคำแล้วพระนางก็ทรงรับสั่งให้นำทองคำบริสุทธิ์มาฝนจนเป็นผงละเอียด แล้วเอามาผสมกับเครื่องปรุงที่ประกอบไปด้วยจตุมธุรสทั้งสี่ อันได้แก่ น้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำผึ้ง และน้ำตาลโตนด ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นวิตามินที่ช่วยเสริมให้เมล็ดพันธุ์ฝ้ายเจริญเติบโต และมีความอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เมื่อได้ส่วนประกอบต่าง ๆ แล้ว ก็นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากับดินเนื้อดี แล้วนำไปบรรจุใส่ลงในอ่างทองคำทั้ง ๗ ใบที่เตรียมเอาไว้ จากนั้น จึงนำเมล็ดฝ้ายมาปลูก พร้อมกับรดด้วยน้ำนมโคสดผสมผงทองคำบริสุทธิ์ทุกวัน

 

                            เมื่อต้นฝ้ายเริ่มเจริญงอกงามขึ้น จนผลิดอกออกบานสะพรั่งพระนางก็จะทรงเก็บดอกฝ้ายนำมาใส่ในผอบทองคำ แล้วทรงนำดอกฝ้ายเหล่านั้นไปหีบ ดีด และปั่น ทำให้เป็นเส้นใยด้วยพระองค์เองอย่างพิถีพิถัน และด้วยกรรมวิธีในการผลิตเส้นใยที่มีความละเอียดประณีตถึงขนาดนี้ จึงทำให้เส้นใยสำหรับทอผ้าสาฎกของพระนางมหาปชาบดีโคตมี มีความละเอียดประณีต ยากที่จะหาเส้นใยใดมาเสมอเหมือน

 

                            ในขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้เส้นใยสำหรับทอผ้าสาฎกทั้งสองผืนแล้ว พระนางก็จะทรงเฟ้นหาช่างทอผ้าชั้นเลิศที่มีฝีมือในการทอผ้าแบบหาตัวจับยาก เมื่อได้ตัวช่างทอผ้าฝีมือดีแล้ว พระนางจะทรงดูแลช่างทอผ้าเหล่านั้นเป็นอย่างดี โดยให้ช่างเหล่านั้นรับประทานแต่อาหารเลิศรส อีกทั้งพระนางยังทรงมอบเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับที่สวยงาม เพื่อเป็นของกำนัลและเป็นกำลังใจให้แก่ช่างเหล่านั้น เป็นจำนวนมากอีกด้วย

 

                            ในทุก ๆ วัน พระนางมหาปชาบดีโคตมีก็จะเสด็จเดินทางไปคุมการทอผ้าด้วยพระองค์เองมิได้ขาด จนกระทั่งการทอผ้าสาฎกทั้งสองผืนเสร็จสมบูรณ์ และด้วยกรรมวิธีในการผลิตผ้าสาฎกทั้งสองผืนของพระนางมหาปชาบดีโคตมี มีความละเอียดประณีตและพิถีพิถันในทุก ๆ ขั้นตอน จึงทำให้ผ้าสาฎกทั้งสองผืนมีเนื้อผ้าที่สวยงาม มีความละเอียดอ่อนประณีต และมีความนุ่มนวลน่าสัมผัสเป็นอย่างมาก อีกทั้งสีของผ้าสาฎกทั้งสองผืน ยังเป็นสีทองเหลืองอร่ามที่มีประกายเปล่งปลั่งงดงามประดุจทำด้วยเส้นใยทองคำ ที่แลดูมีมูลค่ามหาศาลจนมิอาจจะประเมินราคาได้

 

                            เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ผ้าสาฎกทั้งสองผืนมาแล้วพระนางก็นำผ้าสาฎกคู่นั้นใส่ไว้ในผอบแก้ว แล้วรีบนำไปถวายแด่พระบรมศาสดาในทันที ฝ่ายพระบรมศาสดา เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีน้อมนำผ้ามาถวาย พระพุทธองค์ก็ทรงหาได้รับผ้าสาฎกคู่นั้นไม่ แม้พระนางจะทูลอ้อนวอนให้พระพุทธองค์ทรงรับถึง ๓ ครั้งแล้วก็ตาม แต่พระพุทธองค์กลับทรงตรัสบอกให้พระนางถวายผ้าสาฎกคู่นั้นแด่คณะสงฆ์แทน สาเหตุที่พระบรมศาสดาไม่ทรงรับผ้าสาฎกคู่นั้นเป็นเพราะว่า พระพุทธองค์ทรงหวังจะให้พระน้านางได้อานิสงส์ใหญ่เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเล็งเห็นแล้วว่าพระน้านางทรงถึงพร้อมไปด้วยปุพพเจตนา (คือ ก่อนให้ก็ดีใจ) มุญจนเจตนา (คือ ขณะให้ก็เลื่อมใส)และอปราปรเจตนา (คือ ครั้นให้ไปแล้วก็มีจิตที่แช่มชื่นเบิกบาน) ดังนั้นหากพระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ถวายวัตถุทานอันประณีตนี้แด่คณะสงฆ์เป็นสังฆทานแล้ว บุญก็จะบังเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลกับตัวของพระนางเอง

 

                            อีกทั้ง ปาฏิบุคคลิกทาน (คือ การถวายทานที่เฉพาะเจาะจง)จะมีอานิสงส์น้อยกว่าการถวายสังฆทาน (คือ การถวายทานแด่พระภิกษุจำนวน ๔ รูปขึ้นไป แบบไม่เฉพาะเจาะจง) เป็นอย่างมาก ซึ่งการถวายทานแบบปาฏิบุคคลิกทาน จะมีอานิสงส์ที่ไล่เรื่อยไปตามลำดับ ดังนี้เมื่อบุคคลใดให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉาน ผลแห่งทานนั้นจะย้อนกลับมาส่งผลแก่ผู้ให้ ๑๐๐ เท่า เมื่อบุคคลใดให้ทานแก่ปุถุชนผู้ทุศีล ผลแห่งทานนั้นจะย้อนกลับมาส่งผลแก่ผู้ให้ ๑,๐๐๐ เท่า เมื่อบุคคลใดให้ทานแก่ปุถุชนผู้มีศีลเป็นปกติ ผลแห่งทานนั้นจะย้อนกลับมาส่งผลแก่ผู้ให้ ๑๐๐ ,๐๐๐ เท่า เมื่อบุคคลใดให้ทานแก่นักบวชนอกพระพุทธศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ผลแห่งทานนั้นจะย้อนกลับมาส่งผลแก่ผู้ให้แสนโกฏิเท่า ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลใดให้ทานแด่ผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้เกิดขึ้น แม้ผู้ปฏิบัติจะเป็นพระภิกษุสามเณรที่พึ่งบวชในวันนั้นก็ตาม แต่พระภิกษุสามเณรผู้นั้นก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ทายก (คือ ผู้ให้ทาน) นั้น จะได้รับอานิสงส์แห่งบุญอย่างจะนับจะประมาณมิได้

 

                            ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงผลแห่งทานที่ทำกับหรือผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้เกิดขึ้น ในพระพระโสดาบันสกทาคามี หรือผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้เกิดขึ้น ในพระอนาคามีหรือผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้เกิดขึ้น ในพระอรหันต์ ในพระปัจเจกพุทธเจ้า ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าจะมีผลมากมายเพียงใดแต่ถึงกระนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงสรรเสริญว่า“ปาฏิบุคคลิกทาน” มีอานิสงส์ที่มากกว่าการถวาย “สังฆทาน” เลยพระพุทธองค์กลับทรงยืนยันพร้อมกับตรัสบอกให้พระนางปชาบดีโคตมี ถวายผ้าสาฎกทั้งสองผืนนั้นแด่คณะสงฆ์แทน

 

                            เมื่อพระนางปชาบดีโคตมีทรงทราบอานิสงส์แห่งสังฆทานเช่นนี้แล้ว ความรู้สึกปลื้มปีติและปราโมทย์ใจก็พลันบังเกิดขึ้นมาแทนที่พระนางจึงทรงน้อมถวายผ้าสาฎกทั้งสองผืนนั้นแด่คณะสงฆ์ โดยเริ่มถวายจากพระอัครสาวกทั้งสอง และพระอสีติมหาสาวกก่อน แต่พระอรหันตสาวกเหล่านั้น กลับไม่มีรูปใดรับผ้าของพระนางเลย ด้วยเหตุนี้พระนางจึงนำผ้าไปถวายพระสาวกรูปอื่น ๆ ไล่ลงมาเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีภิกษุรูปใดยอมรับผ้าของพระนาง จะเหลือก็แต่อชิตภิกษุผู้นั่งอยู่ท้ายแถว ซึ่งอชิตภิกษุรูปนี้เป็นพระภิกษุผู้บวชใหม่ในพระศาสนาและในที่สุดพระนางจำต้องเข้าไปถวายผ้าทั้งสองผืนนั้นแด่พระอชิตะซึ่งพระอชิตะก็ได้รับผ้าทั้งสองผืนนั้นไว้

 

                            ด้วยความที่พระนางปชาบดีโคตมี ทรงทุ่มเทในการทำผ้าสาฎกทั้งสองผืนอย่างสุดหัวใจ แต่เมื่อครั้นนำผ้าสาฎกทั้งสองมาถวายแด่พระบรมศาสดาและคณะสงฆ์แล้ว กลับไม่มีพระอสีติมหาสาวกรูปใดยินดีน้อมรับผ้าผืนนี้เลยแม้สักรูปเดียว จะมีก็แต่อชิตภิกษุที่เป็นพระบวชใหม่ที่นั่งอยู่ท้ายแถวเท่านั้น เมื่อเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้พระนางปชาบดีโคตมีจึงทรงรู้สึกเสียพระทัยเป็นอย่างมากเพราะผู้ที่ได้รับผ้าสาฎกใหม่เนื้อดีนั้น แทนที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรืออสติมหาสาวก แต่กลับกลายเป็นพระภิกษุที่เพิ่งบวชใหม่ชื่อว่า “พระอชิตะ”

 

                            เมื่อพระบรมศาสดาทรงเห็นพระน้านางทรงมีน้ำพระเนตรไหลอาบทั้งสองแก้ม เพราะทรงรู้สึกเสียพระทัยที่ไม่มีพระอสีติมหาสาวกรูปใด ยินดีรับผ้าสาฎกที่พระน้านางตั้งใจนำมาถวายเลยแม้สักรูปเดียว พระพุทธองค์จึงทรงเข้าพระทัยว่า ทำไมพระน้านางจึงทรงรู้สึกน้อยใจเช่นนั้น และทำไมท่านอชิตภิกษุจึงเป็นผู้ได้รับผ้าสาฎกของพระน้านางในครั้งนี้ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงใช้โอกาสในครั้งนี้เพื่อที่จะประกาศให้พระน้านางรวมถึงเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้รับรู้ไปพร้อม ๆ กันว่า ท่านอชิตะผู้เป็นภิกษุที่รับผ้าสาฎกจากพระน้านางของพระองค์นั้น ความจริงแล้วเป็นผู้ที่สมควรได้รับผ้าสาฎกคู่นี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า ท่านจักได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป

 

                            ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสเรียกพระอานนท์ให้ไปนำบาตรของพระองค์มา เมื่อพระอานนท์นำบาตรของพระพุทธองค์มาแล้ว พระบรมศาสดาก็ทรงประคองบาตรด้วยพระหัตถ์ทั้งสองข้างพร้อมกับทรงอธิษฐานจิตว่า “บาตรใบนี้เป็นบาตรของเรา ผู้ใดมีกำลังบุญที่คู่ควรกับบาตรใบนี้ ขอให้ผู้นั้นจงนำบาตรมาคืนแก่เรา” ทันทีที่สิ้นเสียงคำอธิษฐาน บาตรของพระพุทธองค์ก็ได้ลอยขึ้นไปในอากาศแล้วก็อันตรธานหายวับไปทันที ภายหลังจากบาตรของพระพุทธองค์ได้หายวับไปในอากาศแล้ว พระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาซึ่งเป็นเลิศกว่าภิกษุอื่นทางด้านดวงปัญญา ก็ได้ทราบถึงความตั้งใจในพระอากัปกิริยาที่พระบรมศาสดาทรงแสดงออกมาให้เห็น ก่อนใครทั้งหมดว่า “พระพุทธองค์ทรงมีความตั้งใจที่จะให้ตนเองและเหล่าพระอสีติมหาสาวกทั้งหมด ไปตามหาบาตรใบนี้มาคืนแด่พระพุทธองค์แต่ถึงแม้พระสารีบุตรจะสามารถล่วงรู้ความตั้งใจของพระพุทธองค์แต่ท่านก็ไม่สามารถเข้าใจในพระประสงค์ที่แท้จริงของพระพุทธองค์ว่า“ทรงให้ตามหาบาตรไปเพื่ออะไร ?”

 

                            จากนั้น พระสารีบุตรก็ได้ขันอาสาที่จะไปนำบาตรมาถวายคืนแด่พระบรมศาสดาเป็นรูปแรก โดยท่านได้เหาะลอยขึ้นไปบนอากาศแล้วทำการตรวจตราหาบาตรของพระพุทธองค์ด้วยดวงปัญญาอันเป็นเลิศของท่าน หลังจากที่เวลาล่วงเลยผ่านไปได้ไม่นานนัก ด้วยความที่พระสารีบุตรเป็นผู้ที่มีปัญญามาก ท่านจึงรู้ตัวว่า “กำลังบุญของท่านคงไม่เพียงพอที่จะนำบาตรมาถวายคืนแด่พระบรมศาสดาเป็นแน่”เมื่อท่านเห็นว่าเป็นเช่นนั้น ท่านจึงได้เหาะกลับมาพร้อมกับมือที่ว่างเปล่า

 

                            หลังจากนั้น พระโมคคัลลานะผู้เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ซึ่งเป็นเลิศกว่าภิกษุอื่นทางด้านการแสดงฤทธิ์ ก็ได้ขันอาสาที่จะไปตามหาบาตรมาถวายคืนแด่พระบรมศาสดาเป็นรูปต่อไป และในทันทีที่ท่านออกไปตามหาบาตร ท่านก็ได้แสดงฤทธานุภาพอันเป็นเลิศของท่านเพื่อช่วยในการตามหาบาตรของพระพุทธองค์ (อาทิ เช่น ปาฏิหาริย์กายออกไปอย่างมากมาย เพื่อให้แต่ละกายแยกกันตามหาบาตร เป็นต้น)ถึงแม้ท่านจะเป็นเลิศกว่าภิกษุรูปอื่นทางด้านการแสดงฤทธิ์มากเพียงใดก็ตาม แต่ถึงกระนั้น พระโมคคัลลานะก็ไม่สามารถนำบาตรมาถวายคืนแด่พระพุทธองค์ได้

 

                            แม้แต่พระอนุรุทธะ ซึ่งเป็นเลิศกว่าภิกษุอื่นทางด้านทิพยจักษุเมื่อท่านได้ขันอาสาที่จะไปตามหาบาตรมาถวายคืนแด่พระบรมศาสดาท่านก็ได้ใช้ทิพยจักษุอันเป็นเลิศของท่าน เล็งแลหาบาตรของพระพุทธองค์ในทันที ถึงแม้ท่านจะใช้ทิพยจักษุตรวจดูสัตว์โลกอยู่ตลอดเวลา แต่ในครั้งนี้ ไม่ว่าท่านจะตรวจตราดูสักแค่ไหน บาตรของพระบรมศาสดาก็ไม่มีมาปรากฏให้เห็นในข่ายญาณของท่านเลยนอกจากพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอนุรุทธะ จะขันอาสาที่จะไปตามหาบาตรมาถวายคืนแด่พระบรมศาสดาแล้ว พระอสีติ มหาสาวกทั้งหลาย ซึ่งแต่ละรูปล้วนเป็นเลิศทางด้านต่าง ๆ ก็ได้ขันอาสาที่จะไปหาบาตรมาถวายคืนแด่พระบรมศาสดาด้วยเช่นกัน

 

                            แต่ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานสักเพียงใด ก็ยังไม่มีพระอสีติมหาสาวกรูปใดที่จะสามารถนำบาตรมาถวายคืนแด่พระบรมศาสดาได้เลยแม้สักรูปเดียว ในที่สุด พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงรับสั่งกับท่านอชิตภิกษุว่า “อชิตะ เธอจงไปนำบาตรของตถาคตมาเถิด”

 

                            เมื่อท่านอชิตภิกษุได้ฟังพระบรมศาสดาทรงรับสั่งเช่นนั้นก็พลันเกิดความคิดขึ้นมาว่า “เหตุการณ์ในวันนี้ มันช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ขนาดพระอสีติมหาสาวกทั้งหลาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ผู้มีฤทธานุภาพเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้น กลับไม่มีผู้ใดที่จะสามารถนำบาตรมาถวายคืนแด่พระพุทธองค์ได้เลย ส่วนตัวเรานั้นยังเป็นภิกษุปุถุชนธรรมดา ผู้ถูกกิเลสครอบงำอยู่ เหตุไฉนหนอ พระจอมไตรจึงตรัสสั่งให้เราแสวงหาบาตร จะต้องมีเหตุพิเศษสำหรับเราเป็นแน่” ครั้นแล้ว ท่านอชิตภิกษุก็ได้ลุกขึ้นไปยืนอยู่กลางแจ้ง จากนั้นก็ได้มองขึ้นไปบนอากาศ แล้วกระทำสัตยาธิษฐานว่า “อันตัวเรานี้ได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเพื่อหวังประพฤติพรหมจรรย์ และรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้พ้นจากห้วงแห่งวัฏสงสาร หากว่าศีลของเรายังบริสุทธิ์มิได้มีสิ่งใดด่างพร้อย ก็ขอให้บาตรของพระบรมศาสดา จงมาสถิตในมือของเราด้วยเถิด"

 

                            เมื่อท่านอชิตภิกษุกระทำสัตยาธิษฐานจบลง ท่านก็ได้เหยียดมือออกไป ในทันทีที่มือทั้งสองเหยียดออกไปจนเกือบจะสุดแขน บาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตกลงมาจากนภากาศ มาประดิษฐานอยู่ที่มือของท่าน เสมือนเป็นการบอกเหตุว่า บาตรใบนี้เป็นบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐยิ่งกว่าพระอสีติมหาสาวกและเหล่าพระสาวกทั้งหลาย การที่พระอชิตะสามารถรับบาตรของพระบรมศาสดาได้นั้นทั้งนี้ก็เป็นเพราะท่านไม่ได้เป็นเพียงแค่พระสาวกหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่พระอชิตะผู้นี้ ที่แท้ก็คือหน่อเนื้อแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะได้มาตรัสรู้ธรรมในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า

 

                            เมื่อพระนางปชาบดีโคตมีทรงทอดพระเนตรเห็นความอัศจรรย์ที่บังเกิดขึ้นต่อหน้าของพระนางแล้ว ความเศร้าโศกเสียใจที่เคยมีก็พลันมลายหายสูญ และกลับแปรเปลี่ยนเป็นความปลื้มปีติปราโมทย์ใจจนยากที่จะหาสิ่งใดมาพรรณนาเปรียบเทียบได้ ด้วยความที่พระนาง

 

                            ปชาบดีโคตมีทรงเป็นผู้ที่มีดวงปัญญามาก พระนางจึงทรงสามารถตรองตามเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ในทันทีว่า “ท่านอชิตภิกษุผู้นี้ คงไม่ใช่ภิกษุธรรมดาอย่างที่เราคิดเอาไว้ในตอนแรกเป็นแน่ท่านจะต้องเป็นบุคคลที่พิเศษมาก ๆ มากถึงขนาดที่สามารถนำบาตรของพระพุทธองค์กลับมาคืนได้อย่างน่าอัศจรรย์ คือ เพียงแค่ช่วงเวลาที่ท่านเหยียดแขนทั้งสองออกมายังไม่ทันสุด บาตรของพระตถาคตเจ้าก็พลันตกลงมาจากนภากาศ และมาประดิษฐานอยู่ที่มือของท่านถึงแม้ในขณะนั้น พระนางปชาบดีโคตมีจะทรงทราบแล้วว่า ท่านอชิตภิกษุคงไม่ใช่ภิกษุธรรมดา แต่ถึงกระนั้น พระนางก็ยังไม่ทรงทราบอยู่ดีว่าท่านอชิตภิกษุรูปนี้ มีความพิเศษแตกต่างจากพระอสีติมหาสาวกรูปอื่นอย่างไร

 

                            ในกาลนั้นเอง พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานพุทธพยากรณ์แก่พระอชิตะว่า “ท่านอชิตภิกษุรูปนี้ ที่แท้แล้ว คือหน่อเนื้อแห่งพุทธะที่จักได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้ ซึ่งจะมีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า” พร้อมกันนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสบอกถึง พระนามของพุทธบิดา พุทธมารดา สถานที่กระทำความเพียร โพธิบัลลังก์พระอัครสาวกซ้าย-ขวา พระอัครสาวิกาซ้าย-ขวา และพุทธอุปัฏฐากเป็นต้น ครั้นพระนางปชาบดีโคตมีทรงสดับตรับฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทานพุทธพยากรณ์แก่ท่านอชิตภิกษุแล้วก็ยิ่งทำให้ความปลื้มปีติใจของพระนางปชาบดีโคตมีที่มีมากอยู่แล้วกลับทับทวีหนักยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

 

                            ท่านอชิตภิกษุ เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากพระบรมศาสดาแล้ว ความปลื้มปีติโสมนัสอย่างหาก็พลันบังเกิดขึ้นอยู่ภายในใจของท่านในทันที ปานประหนึ่งว่า ท่านจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภายในวันพรุ่งนี้ อีกทั้งไม่เพียงแต่ท่านอชิตภิกษุเท่านั้นที่บังเกิดความปลื้มปีติใจ เหล่าเทวดาและมหาชนทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น ต่างก็พลอยเกิดความปลื้มปีติยินดีที่ได้เห็นว่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตด้วยตาของตัวเองพร้อมกันนั้น มหาชนทั้งหลายต่างก็ได้ประคองอัญชลีแล้วตั้งความปรารถนาคล้าย ๆ กันว่า “ถ้าหากเราไม่ได้บรรลุธรรมในยุคของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้เราได้ไปบรรลุธรรมในยุคที่อชิตภิกษุรูปนี้ ได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเถิด”

 

                            ด้วยความปลื้มปีติใจที่เกิดขึ้นทันทีที่ได้รู้ว่าตนเองจักได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตอย่างแน่นอน ท่านอชิตภิกษุจึงได้น้อมนำผ้าสาฎกคู่นั้นไปประดับตกแต่งอยู่ภายในพระคันธกุฎีของพระพุทธองค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อกระทำการสักการะแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการแบ่งเอาผ้าผืนหนึ่งไปขึงอยู่บนเพดานที่อยู่ภายในพระคันธกุฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนผ้าอีกผืนหนึ่งก็นำไปตัดแบ่งออกเป็นสี่ส่วน แล้วนำผ้าแต่ละส่วนไปผูกเป็นผ้าม่านห้อยลงมาจากมุมทั้งสี่ของเพดานอย่างสวยงาม หลังจากที่ท่านอชิตแห่งความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะบังเกิดขึ้นกับท่านในอนาคตภิกษุได้สร้างมหาทานในครั้งนี้แล้ว ท่านก็ได้อธิษฐานจิตเพื่อตอกย้ำผังให้หนาแน่นเพิ่มยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกว่า “ขอให้ผลบุญจากการนำผ้าสาฎกคู่นี้มาถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงเป็นไปเพื่อการบรรลุพระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้าด้วยเทอญ”

 

                            หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ท่านอชิตภิกษุผู้ที่มีพุทธบารมีอันเต็มเปี่ยม ก็ได้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรและศึกษาธรรมะจนแตกฉานแต่ด้วยความที่ท่านจักได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้ อรหัตผลและการสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลจึงยังไม่บังเกิดขึ้นกับท่าน เพราะภาระและหน้าที่อันยิ่งใหญ่กว่านั้น ซึ่งก็คือการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังรอคอยท่านอยู่ในภพชาติเบื้องหน้าครั้นท่านอชิตภิกษุละอัตภาพจากภพชาตินั้นไปแล้ว ท่านก็ได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งในขณะนี้ ท่านเทพบุตรบรมโพธิสัตว์ก็กำลังรอคอยเวลาที่จะลงมาตรัสรู้ธรรมเป็นพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้าสืบไป๒

๒ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส, พระปฐมสมโพธิกถา (โรงพิมพ์การศาสนา กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๐๒), ๓๖๗-๓๕๕

 

                            ดังนั้น เราอย่าไปดูถูกตัวเองนะ ในที่นี้อาจจะมีผู้ที่มีบุญบารมีแก่ ๆ ก็ได้ เชื่อไหมว่าตัวเราบารมีแก่ ? พระอาจารย์อยากแนะนำทุกคนเพิ่มเติมว่า พิธีบูชาข้าวพระในวันอาทิตย์ต้นเดือนเป็นบุญที่สำคัญมาก เพราะเราสามารถอธิษฐานจิตให้บุญที่เราบูชาข้าวพระ ถึงแก่คู่กรรมคู่เวรที่เราเคยผิดพลาดล่วงเกินเขาเอาไว้ได้ คุณยายอาจารย์สมัยที่อยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีคนแบกผู้เป็นมะเร็งมาให้คุณยายช่วยแก้โรค คุณยายก็เลยให้เขาทำบุญ ถวายสังฆทานหรือทอดกฐินหรือสร้างพระ เป็นต้น เมื่อทำบุญเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณยายนั่งเข้าที่ทำวิชชาธรรมกาย โดยการตามคู่กรรมคู่เวรของคนป่วยมารับบุญกุศล เพราะวิบากกรรมของคนที่เป็นโรคมะเร็ง คือ “ปาณาติบาต”เมื่อคุณยายตามคู่กรรมคู่เวรของเขามารับบุญแล้วก็ขออโหสิกรรมพอคู่กรรมคู่เวรยกโทษให้ วิบากกรรมจึงหมดไป เมื่อยกโทษให้ก็หมดเวร โรคมะเร็งจึงหายได้แบบไม่ต้องกินยา ด้วยประการฉะนี้

 

                            แต่พวกเราจะทำอย่างไร เมื่อคุณยายอาจารย์ท่านไม่อยู่แล้วพระอาจารย์จึงอยากบอกว่า แม้คุณยายอาจารย์จะละสังขารไปแล้วแต่ก็ยังอยู่ที่ดุสิตบุรี ทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน ท่านจะทำวิชชาเพื่อเอาบุญบูชาข้าวพระนั้น ไปให้แก่คู่กรรมคู่เวรของพวกเราทุกคน ที่อาจผิดพลาดเคยฆ่าสัตว์ เคยลักทรัพย์ เคยประพฤติผิดในกาม เคยโกหก เคยดื่มสุรา มาแล้วมากมาย ทีมงานของหลวงปู่กำลังทำวิชชาแก้ผังที่ไม่ดีและซ้อนผังที่ดี ๆ มาให้พวกเรา ดังนั้นพวกเราจึงต้องมาร่วมพิธีบูชาข้าวพระทุกต้นเดือน ไม่ให้ขาดเลยแม้แต่เพียงครั้งเดียว

27-10-68_12b%2810%29.jpg

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0008762001991272 Mins