มนต์ที่ทำให้คลายความกำหนัด

วันที่ 24 ตค. พ.ศ.2568

มนต์ที่ทำให้คลายความกำหนัด

 

เรื่องต่อไปที่พระอาจารย์จะเล่าให้ฟังนั้น

ไม่ได้จะตำหนิว่าผู้หญิงทั้งหมดเป็นคนไม่ดี

แต่ว่าเป็นกุศโลบายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทรงสอนพระภิกษุที่มีความกระสันอยากลาสิกขา

ด้วยธรรมโอสถที่เปรียบเหมือนยาชนิดแรง

เพื่อทำให้พระภิกษุเกิดความเบื่อหน่าย

คลายความกำหนัด แล้วอยากที่จะ

ประพฤติปฏิบัติธรรมกำจัดกิเลสอาสวะให้สิ้น

ลองมาฟังกันดู

 

                         ในอดีตกาล ครั้นพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ เมืองตักกสิลาเมื่อเจริญวัยแล้ว ได้รับการศึกษาจนจบไตรเพทและศิลปวิทยาทั้งปวงจนได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ครั้งนั้นในกรุงพาราณสี มีพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด ก็จุดไฟตั้งไว้ไม่ให้ดับเลย สมัยต่อมาบุตรของพราหมณ์นั้นมีอายุได้ ๑๖ ปี มารดาบิดาจึงกล่าวว่า “ลูกเอ๋ยเราจุดไฟตั้งไว้ในวันที่เจ้าเกิดเรื่อยมา หากเจ้าประสงค์จะไปสู่พรหมโลก จงถือไฟนั้นเข้าป่า บูชาพระอัคนีเทพเจ้า ก็จะไปถึงพรหมโลกได้ถ้าประสงค์จะครองเรือน ก็จงไปสู่เมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วตั้งหลักตั้งฐานเถิด”

 

                         มาณพกล่าวว่า “ฉันไม่อาจจะเข้าป่าบูชาไฟ แต่ฉันมุ่งจะตั้งหลักตั้งฐานเท่านั้น” แล้วกราบมารดาบิดา รับเอาเงินพันหนึ่งเป็นค่าคำนับอาจารย์ แล้วเดินทางไปยังเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปวิทยาต่าง ๆจนสำเร็จแล้วกลับมา แต่มารดาบิดาของเขาไม่ต้องการให้บุตรครองเรือน ต้องการให้เขาบูชาไฟอยู่ในป่า ลำดับนั้น มารดาปรารถนาจะแสดงโทษของสตรีส่วนมาก จึงคิดว่า “อาจารย์นั้นคงเป็นบัณฑิต มีความเฉลียวฉลาด สามารถจะบอกโทษแห่งสตรีส่วนมากแก่ลูกของเราได้” จึงพูดขึ้นว่า “ลูกรัก เจ้าเรียนศิลปวิทยาสำเร็จแล้วหรือ ?” มาณพตอบว่า “ครับ คุณแม่” มารดาจึงถามว่า“แม้อสาตมนต์เจ้าก็เรียนแล้วหรือ?” มาณพตอบว่า “ยังไม่ได้เรียนครับคุณแม่” มารดาจึงกล่าวว่า “ลูกรัก ถ้าเจ้ายังไม่ได้เรียนอสาตมนต์แล้วจะเรียกว่า เรียนศิลปวิทยาสำเร็จแล้วไม่ได้ ไปเถิด ไปเรียนแล้วค่อยกลับมา” มาณพรับคำแล้ว ก็มุ่งหน้าไปเมืองตักกสิลาอีก

 

                         ฝ่ายอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น มีมารดาอยู่คนหนึ่งเป็นหญิงชราอายุ ๑๒๐ ปี อาจารย์ได้อาบน้ำให้มารดาด้วยตนเอง หาอาหารมาให้บริโภค หาน้ำมาให้ดื่ม ปรนนิบัติมารดาด้วยตนเองเสมอมา แต่คนบางพวกพากันรังเกียจอาจารย์ผู้กระทำอย่างนั้น ท่านจึงคิดว่า“อย่ากระนั้นเลย เราจะเข้าป่า ปรนนิบัติมารดาอยู่ภายในป่า” ครั้นแล้วได้สร้างบรรณศาลา ในที่มีน้ำท่าสะดวก ในป่าอันเงียบสงัดตำบลหนึ่งเสร็จแล้วขนเสบียงอาหารมาสำรองไว้ แล้วอุ้มมารดาพาไปที่นั่น

 

                         ฝ่ายมาณพ เมื่อไปถึงเมืองตักกสิลาแล้ว ไม่พบอาจารย์ ก็สอบถามคนอื่นว่า “ท่านอาจารย์ไปไหน ?” ครั้นฟังเรื่องราวแล้ว ก็ตามไปในป่านั้น ยืนไหว้อาจารย์ อาจารย์ทิศาปาโมกข์จึงถามเขาว่า “พ่อมหาจำเริญ เรื่องราวเป็นอย่างไร ทำไมเจ้าจึงกลับมาเร็วนัก ?” มาณพตอบว่า “ท่านอาจารย์ กระผมยังไม่ได้เรียนอสาตมนต์เลยมิใช่หรือขอรับ ?” อาจารย์ได้ยินดังนั้น จึงถามว่า “ใครกล่าวเคี่ยวเข็ญให้เจ้าเรียนอสาตมนต์ให้ได้ล่ะ ?” มาณพจึงตอบว่า “มารดาของกระผมขอรับท่านอาจารย์

 

                         พระโพธิสัตว์ดำริว่า “มนต์อะไร ๆ ที่มีชื่อว่า อสาตมนต์นั้นไม่มีเลย มารดาของมาณพนี้ คงประสงค์ให้เขารู้โทษของสตรีเป็นแน่”จึงกล่าวว่า “ดีล่ะ พ่อคุณ เราจักให้อสาตมนต์แก่เจ้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงทำหน้าที่แทนเรา อาบน้ำให้มารดาของเรา ให้ข้าวให้น้ำ ปรนนิบัติให้สม่ำเสมอ อนึ่งเมื่อเจ้านวดมือเท้าศีรษะและหลังของมารดาเรา ต้องพูดยกย่องมือเท้าเป็นต้น ในเวลากำลังบีบนวดว่าคุณแม่ครับ ถึงคุณแม่จะแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายของคุณแม่ก็ยังดูกระชุ่มกระชวย ในยามที่คุณแม่ยังสาว ร่างกายของคุณแม่สวยสะคราญปานไฉนหนอ ? ถ้ามารดาของเรากล่าวคำใดกับเจ้า เจ้าไม่ต้องเขินอาย ไม่ต้องอำพราง จงบอกคำนั้นแก่เราเถิด เจ้าทำอย่างนี้จึงจะได้อสาตมนต์ ไม่ทําก็ไม่ได้”

 

                         มาณพรับคำว่า “ได้ครับท่านอาจารย์” ตั้งแต่วันนั้น มาณพก็กระทำตามที่อาจารย์ชี้แจงทุกอย่าง เมื่อมาณพพูดบ่อย ๆ มารดาของอาจารย์นั้นก็สำคัญว่า “มาณพนี้ต้องการจะอภิรมย์กับเราเป็นแน่”แม้นางแก่เฒ่าแล้ว แต่กามกิเลสก็ยังเกิดขึ้นในสันดานได้ อยู่มาวันหนึ่งนางจึงกล่าวกับมาณพผู้กำลังกล่าวสรรเสริญร่างกายของนางอยู่ว่า“เธอปรารถนาจะร่วมอภิรมย์กับเราหรือ ?” มาณพจึงตอบว่า“คุณแม่ครับ ผมปรารถนา แต่ติดอยู่ที่ท่านอาจารย์เป็นผู้ที่กระผมยำเกรงยิ่งนัก” มารดาของอาจารย์นั้นนั้นจึงกล่าวว่า “ถ้าเธอปรารถนาฉันจริงละก็ จงฆ่าลูกฉันเสียเถิด” มาณพตอบว่า “ผมเล่าเรียนศิลปวิทยาถึงเพียงนี้ในสำนักของท่านอาจารย์ กระผมจะมาฆ่าอาจารย์เพราะอาศัยตัณหา ก็ดูกระไรอยู่” ด้วยความเสน่หาในมาณพนั้นนางจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น หากเธอจะไม่ทอดทิ้งฉันจริง ฉันนี่แหละจะฆ่าเขาเสียเอง"

 

                         ขึ้นชื่อว่า “มาตุคาม” ส่วนมากไม่น่ายินดี ลามก มีลับลมคมในอย่างนี้ ถึงจะแก่ปานนั้น ก็ยังร่านรัก เริงชู้ ถึงกับมุ่งฆ่าลูกผู้มีอุปการะเห็นปานนี้เสียก็ได้ หลังจากนั้น มาณพได้บอกถ้อยคำทั้งหมดนั้นแก่อาจารย์ของตน อาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น เมื่อตรวจดูอายุสังขารของมารดา รู้ว่านางต้องตายในวันนี้เป็นแน่ จึงกล่าวกับศิษย์ว่า “ที่เธอบอกทุกอย่างนั้น เธอทำถูกแล้ว มาเถิด เราต้องทดลองดู” จึงตัดไม้มะเดื่อต้นหนึ่งมาทำเป็นหุ่นขนาดเท่าตน แล้ววางไว้บนเตียงนอนคลุมด้วยผ้า ผูกราวเชือกไว้จากที่นอนไปถึงประตูห้องแล้วกล่าวกับศิษย์ว่า “พ่อคุณ เธอจงถือขวานไป แล้วให้สัญญาณแก่มารดาของเรา” มาณพนั้นก็ไปบอกมารดาของอาจารย์ว่า“คุณแม่ครับ ท่านอาจารย์นอนอยู่บนเตียงที่บรรณศาลา ผมผูกราวเชือกไว้จับ คุณแม่จงถือขวานเล่มนี้ไป ถ้าสามารถจะฆ่าได้ ก็จงฆ่าเสีย” นางกล่าวว่า “เธอต้องไม่ทอดทิ้งฉันนะ” มาณพให้คำมั่นว่า“เหตุไร ผมจักทอดทิ้งเล่า ขอรับ”

 

                         ลำดับนั้น นางจึงจับขวาน งก ๆ เงิน ๆ เดินไปตามราวเชือกเอามือคลำดูแล้ว สำคัญแน่ว่า นี่คือลูกของเรา เสื้อขวานด้วยคิดว่า“จักฟันหนเดียวให้ตายคาที่” แล้วฟันตรงคอทันที เมื่อเกิดเสียงดังเพราะโดนของแข็งขึ้น จึงได้ทราบว่า ที่ตนฟันนั้นเป็นไม้ พระโพธิสัตว์จึงเดินเข้ามาแล้วถามว่า “คุณแม่กำลังทำอะไร ขอรับ ?” มารดาก็ตกใจและคิดว่า “เราถูกหลอกเสียแล้ว” นางก็ล้มลงตายอยู่ตรงนั้นเอง ถึงแม้นางจะนอนอยู่ที่บรรณศาลาของตนเอง ก็จะต้องตายในเวลานั้นเช่นกันเพราะอายุขัยนางมีแค่นั้น พระโพธิสัตว์ทราบว่ามารดาตายแล้ว จึงทำฌาปนกิจ ครั้นดับไฟที่เผาแล้ว ก็บูชาด้วยดอกไม้ป่า พามาณพมานั่งที่ประตูบรรณศาลา กล่าวสอนว่า “พ่อคุณ ขึ้นชื่อว่า อสาตมนต์ ที่จัดเป็นวิชาแผนกหนึ่งโดยเฉพาะไม่มีดอก ก็แต่ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่รู้จักจืดจาง มารดาของเธอบอกให้เธอเรียนอสาตมนต์ แล้วส่งตัวมาถึงสำนักเรา ก็ส่งมาเพื่อให้รู้โทษของหญิงส่วนมาก บัดนี้เธอก็เห็นโทษของมารดาเราโดยประจักษ์แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทราบเถิดว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่รู้จักอิ่มด้วยกาม ชั่วลามก” ดังนี้แล้ว จึงส่งตัวกลับไป

 

                         มาณพนั้นกราบลาอาจารย์แล้ว กลับมายังสำนักของมารดาบิดาครั้งนั้นมารดาถามเขาว่า “เจ้าเรียนอสาตมนต์จบแล้วหรือ ?” เขาตอบว่า“ครับคุณแม่” มารดาถามว่า “คราวนี้ จักทำอย่างไร จักบวชบูชาไฟ หรือจักอยู่ครองเรือน ?” มาณพนั้นตอบว่า “คุณแม่ขอรับ ผมเห็นโทษของหญิงส่วนมากโดยประจักษ์แล้ว ไม่ต้องการอยู่ครองเรือน ผมจักบวช”

 

                         เมื่อจะประกาศความต้องการจะบวชของตน มาณพจึงกล่าวคาถาว่า “ขึ้นชื่อว่าหญิงในโลก ส่วนใหญ่ไม่รู้จักยับยั้ง หาเวลาแน่นอนไม่ได้ ทั้งร่านรัก เริงชู้ กินไม่เลือก เหมือนไฟที่กินได้ทุกอย่าง ข้าพเจ้าจักหลีกละพวกนางไปบวชเพิ่มพูนวิเวก” ดังนี้แล้ว กราบลามารดาบิดาออกบวชเพิ่มพูนวิเวก เมื่อถึงคราวลาโลกก็เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า๑

๑ ขุ.ชา.เอก.อ. ๕๖/๑๑๐-๑๑๘ (ไทย มมร.)

 

                         ชาดกเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงเพื่อให้พระภิกษุเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัดในเพศตรงข้าม เกิดธรรมสังเวชมีกำลังใจในการออกจากกาม และประพฤติปฏิบัติธรรมกำจัดกิเลสกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งปวงให้สำเร็จ ด้วยประการฉะนี้

24-10-68_9b%2810%29.jpg

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00086599985758464 Mins