กามเป็นทุกข์เพราะต้องตามรักษา
มนุษย์บนโลกใบนี้ปรารถนาความสุข
เกลียดความทุกข์ แต่กามสุขนั้น
เป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ในตัวของมันเอง
เพราะกามสุขนั้น เกิดจากการแสวงหาสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่ใช่ตัวตน มาครอบครองไว้ ได้ชื่นชมเพียงชั่วคราว สุดท้ายก็ต้องพลัดพรากจากกันไป ไม่จากเป็น ก็จากตาย หรือเปลี่ยนแปลงไป ทั้งคนสัตว์สิ่งของ โดยเฉพาะคนเราที่มีชีวิตจิตใจ การจะเหนี่ยวรั้งใจของใครสักคนไว้ให้รักและซื่อสัตย์กับเราเพียงคนเดียวเท่านั้น เป็นสิ่งที่ยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ดังเรื่องราวที่พระอาจารย์จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เรื่องมีอยู่ว่า
ในอดีตกาล ครั้นพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในพระครรภ์ของพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น ก็สำเร็จการศึกษาศิลปวิทยาทุกแขนงหลังจากที่พระราชบิดาสวรรคต พระราชโอรสก็ได้ครองราชย์โดยธรรมพระองค์ทรงพอพระทัยในการเล่นสกากับท่านปุโรหิตเป็นอย่างมากทุกครั้งที่ทรงเล่น พระองค์มักจะทรงขับเพลงสำหรับการพนันบทหนึ่งว่า“แม่น้ำทุกสายย่อมไหลเคี้ยวคด ป่าทั้งหมดย่อมสำเร็จด้วยไม้ หญิงทั้งหลายย่อมทำชั่ว เมื่อมีโอกาสในที่ลับตา” พลางซัดลูกบาศก์ทองเหนือแผ่นกระดานเงิน
เมื่อพระราชาทรงเล่นโดยวิธีนี้ ก็ทรงชนะเป็นนิตย์ ส่วนปุโรหิตพ่ายแพ้ทุกครั้ง ฝ่ายท่านปุโรหิต ครั้นทรัพย์สมบัติในเรือนร่อยหรอไปโดยลำดับ จึงคิดว่า “ขึ้นเป็นเช่นนี้ต่อไป ทรัพย์สมบัติในเรือนทุกอย่างต้องหมดแน่ จำเราต้องเสาะแสวงหามาตุคามคนหนึ่ง ที่ไม่เคยได้สมสู่กับบุรุษอื่นเลย มาไว้ในเรือนให้ได้” แต่ก็เกิดความปริวิตกว่า “เราไม่อาจจะรักษาหญิงที่เคยเห็นชายคนอื่นมาแล้วไว้ได้ จำเราจักต้องรักษาหญิงคนหนึ่งตั้งแต่แรกคลอด เมื่อเจริญวัยแล้ว จึงให้อยู่ในความปกครองแบบภรรยา ทำให้เป็นหญิงมีชายเพียงหนึ่งเดียว จัดแจงการรักษาอย่างมั่นคง จึงจะนำทรัพย์มาจากราชสกุลได้” หลังจากนั้นไม่นาน ปุโรหิตผู้เป็นคนฉลาดในวิชาดูลักษณะคน พอเห็นหญิงตกยากคนหนึ่งมีครรภ์ ก็ทราบว่า นางจักคลอดลูกเป็นหญิง จึงเรียกนางมาหาให้ข้าวของเครื่องใช้เป็นค่าตอบแทนแล้ว ให้อยู่แต่ภายในเรือนเท่านั้นพอคลอดแล้ว ก็ใช้เงินซื้อตัวเด็กทารกหญิง แล้วส่งตัวไป ไม่ให้เด็กหญิงนั้นเห็นชายอื่น ๆ เลย มอบให้ในมือของพวกผู้หญิงเท่านั้นเลี้ยงดูจนเจริญวัย โดยระหว่างที่กุมารีนั้นยังไม่เติบโต ท่านปุโรหิตก็ไม่ยอมเล่นสกาพนันกับพระราชาเลย
ครั้นเมื่อกุมารีเจริญเติบโตเป็นสาวแรกรุ่นแล้ว ปุโรหิตจึงกราบทูลพระราชาว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า เรามาเล่นพนันสกากันเถิด”พระราชาทรงรับสั่งว่า “ดีล่ะ” แล้วทรงเล่นโดยทำนองเดิมนั่นแหละในเวลาที่พระราชาทรงขับเพลงทอดลูกบาศก์จบ ปุโรหิตนั้น ก็กล่าวต่อว่า “ยกเว้นมาณวิกาของข้าพเจ้า” ตั้งแต่นั้นมา ฝ่ายปุโรหิตก็กลับมาเป็นผู้ชนะ ส่วนพระราชาย่อมพ่ายแพ้ ในกาลต่อมา พระราชาทรงคาดคะเนว่า “ในเรือนของปุโรหิตนี้ คงจะมีหญิงคนหนึ่ง ที่มีชายแต่เพียงคนเดียว” จึงทรงให้อำมาตย์สืบดู ก็ทรงทราบว่า มีจริง ทรงพระดำริต่อไปว่า “ต้องให้คนไปทำลายศีลของนางเสีย” แล้วรับสั่งให้นักเลงผู้หนึ่งมาเข้าเฝ้า มีพระดำรัสว่า “เจ้าจักสามารถทำลายศีลแห่งหญิงของท่านปุโรหิตได้หรือไม่ ?” นักเลงผู้นั้นรับสนองพระราชประสงค์ว่า“ข้าพระองค์อาจทำได้อยู่ พระเจ้าข้า”
ครั้งนั้น พระราชาทรงพระราชทานทรัพย์แก่เขา แล้วรับสั่งว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงทำให้สำเร็จโดยเร็วเถิด” แล้วทรงส่งเขาไปฝ่ายนักเลงนั้น เมื่อได้รับพระราชทานทรัพย์แล้ว ก็จ่ายเงินซื้อเครื่องหอมธูป กระแจะ และการบูร เป็นต้น ทำทีไปเปิดร้านขายเครื่องหอมทุก ๆ อย่าง ไม่ไกลจากเรือนของท่านปุโรหิตมากนัก เรือนของท่านปุโรหิตนั้น เป็นเรือน ๗ ชั้น มีซุ้มประตู ๗ แห่ง และที่ซุ้มประตูทุกแห่ง มีหญิงรักษาทั้งนั้น ชายอื่นเว้นแต่ท่านปุโรหิต ไม่มีผู้ใดจะได้เข้าไปสู่เรือนเลย แม้ตะกร้าทิ้งขยะ ก็ต้องเป็นหญิงเข้าไปทำความสะอาดทั้งนั้น มีเพียงแค่ปุโรหิตและหญิงรับใช้เท่านั้นที่ได้เห็นนางมาณวิกานั้น
วันหนึ่ง หญิงรับใช้ของนางมาณวิกา ถือเอาทรัพย์สำหรับซื้อเครื่องหอมและดอกไม้ เดินออกไปตลาด เมื่อเดินผ่านร้านของนักเลงนั้น เขารู้เป็นอย่างดีว่า หญิงนี้เป็นคนรับใช้ของนางมาณวิกาเมื่อนางเดินมาใกล้ร้าน จึงทำที่ลุกขึ้นจากร้าน ถลันไปฟุบที่ใกล้เท้านางกอดเท้าทั้งคู่ไว้แน่นด้วยแขนทั้งสองข้าง พลางร่ำไห้ปริเวทนาว่า “แม่จำแม่หายไปไหนเสียเล่า ตลอดระยะเวลานานถึงเพียงนี้ ?” พวกนักเลงที่ยืนอยู่โดยรอบ ซึ่งได้รับการซักซ้อมไว้เป็นอย่างดี ก็พากันพูดว่า“แม่กับลูกดูละม้ายคล้ายกันโดยสัณฐาน ทั้งมือ ทั้งเท้า ทั้งใบหน้าและอากัปกิริยา ดูเหมือนกับคน ๆ เดียวกันโดยแท้” ฝ่ายหญิงนั้นเมื่อคนพวกนั้นช่วยกันพูด ก็เชื่อว่าบุรุษนี้เป็นลูกของตน คนทั้งสองจึงยืนกอดกันร้องไห้
คราวนั้น นักเลงจึงกล่าวว่า “แม่จำ แม่อาศัยอยู่ที่ไหน ?” นางตอบว่า “พ่อคุณ แม่รับใช้หญิงสาวของท่านปุโรหิต ผู้มีลีลาเยื้องกรายอย่างกับนางกินรี มีรูปงามเป็นเลิศอยู่จ๊ะ” เขาจึงถามต่อไปว่า “บัดนี้แม่กำลังจะไปไหนต่อละจ๊ะ ?” นางบอกว่า “แม่กำลังจะไปหาซื้อของหอมและพวงมาลัยให้นายสาวจ๊ะ” นักเลงจึงกล่าวว่า “แม่จ๋า แม่จะต้องไปซื้อที่อื่นทำไม นับตั้งแต่นี้ไป โปรดรับเอาของ ๆ ฉันไปเถิด” เขาให้ของเหล่านั้นโดยไม่รับเงิน หลังจากนางกลับมายังเรือนของปุโรหิตนางมาณวิกาเห็นเครื่องหอมและดอกไม้มากมาย จึงกล่าวว่า “แม่คุณวันนี้ท่านปุโรหิตของเราใจดีหรืออย่างไร ?” นางถามว่า “ทำไมคุณนายพูดอย่างนี้เล่า?” นางมาณวิกาตอบว่า “เพราะฉันเห็นของเหล่านี้มากมาย” นางจึงกล่าวว่า “ท่านปุโรหิตไม่ได้ให้เงินค่าของมากขึ้นหรอกจ้ะ แต่ของนี้ฉันนำมาจากลูกของฉัน”
นับตั้งแต่นั้นมา หญิงรับใช้ก็รีบเอาค่าเครื่องหอมและดอกไม้ที่ท่านปุโรหิตมอบให้ แล้วนำของเหล่านั้นมาจากนักเลงคนนั้นเรื่อยมาพอล่วงมาได้สองสามวัน นักเลงก็ทำอุบายว่าเป็นไข้นอนเสียนางไปที่ร้านของเขา พอไม่เห็นก็ถามว่า “ลูกของเราไปไหน ?” คนในร้านบอกว่า “ลูกชายของท่าน ไม่สบาย” นางจึงเดินไปยังที่นอนของเขา แล้วนั่งลูบหลัง ถามว่า “ลูกเอ๋ย ไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ ?”เขาทำเป็นนิ่งเสีย นางก็ถามว่า “ทำไมไม่พูดเล่า ลูกเอ๋ย” นักเลงจึงตอบว่า “แม่จ๋า ถึงฉันจะตายก็ไม่สามารถจะบอกแม่ได้” นางจึงกล่าวว่า“ถ้าเจ้าไม่บอกแม่แล้ว จะควรบอกกับใครเล่า บอกเถิดพ่อคุณ” นักเลงจึงบอกว่า “แม่จำ ฉันไม่ได้ป่วยไข้อะไรหรอก แต่ฉันได้ยินคำสรรเสริญนางมาณวิกาของท่านปุโรหิตแล้ว ก็มีจิตผูกพันมั่นคง เมื่อฉันได้นางจึงจะมีชีวิตสืบไป เมื่อไม่ได้จักยอมตายอยู่ที่นี่แหละ” นางจึงกล่าวว่า “พ่อคุณ เรื่องนี้เป็นภาระของแม่เอง ลูกอย่าเสียใจเพราะเรื่องนี้เลย” ปลอมเอาใจเขาแล้ว ก็ขนของหอมและดอกไม้จำนวนมากมาถึงสำนักของนางมาณวิกา แล้วกล่าวว่า “คุณนายเจ้าข้า ลูกดิฉันได้ยินคำสรรเสริญคุณนายจากดิฉันแล้ว มีจิตผูกพันมั่นคง ดิฉันจะทําอย่างไรดีเล่า ?” นางมาณวิกาตอบว่า “ถ้าแม่พาเขามาได้ ฉันจะให้โอกาสเหมือนกัน”
นางฟังคำของมาณวิกานั้นแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นมา ก็กวาดขยะเป็นอันมากจากทุกซอกทุกมุมของเรือนเทรดหัวหญิงที่เป็นยามหญิงที่เป็นยามอึดอัดใจด้วยเรื่องนั้น ก็ออกไปโดยทำนองเดียวกันนี้ หญิงที่เป็นยามคนไหนพูดอะไร ๆ นางจะทิ้งขยะรดหัวหญิงยามนั้น ๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางจะนำสิ่งใดเข้ามา หรือนำออกไปก็ไม่มีใครกล้าตรวจค้นสิ่งนั้น เมื่อได้โอกาส นางจึงให้นักเลงนั้นนอนในตะกร้าดอกไม้ แบกไปสู่สำนักของนางมาณวิกา นักเลงได้เล้าโลมและทำลายศีลของนางมาณวิกาเสียแล้ว ได้อยู่ในเรือนนั้นเมื่อท่านปุโรหิตออกไปข้างนอกแล้ว ทั้งสองก็จะร่วมอภิรมย์กันเมื่อท่านปุโรหิตกลับมา นักเลงนั้นก็จะไปซ่อนตัวเสีย ครั้นล่วงมาได้สองสามวัน นางมาณวิกาก็พูดกับนักเลงว่า “ที่รัก บัดนี้ ท่านควรจะไปเสียที” ฝ่ายนักเลงตอบว่า “ฉันจะตีหัวปุโรหิตให้ได้เสียก่อนถึงจะไป”นางมาณวิกาจึงบอกว่า “เอาอย่างนั้นก็ได้” แล้วให้นักเลงซ่อนตัวเสีย
เมื่อท่านปุโรหิตกลับมา นางมาณวิกาก็พูดว่า “ท่านเจ้าข้า ดิฉันอยากจะฟ้อน โดยที่ท่านเป็นผู้บรรเลงพิณ” ปุโรหิตนั้นจึงรับคำว่า“เจ้าจงฟ้อนเถิด นางผู้เจริญ” แล้วก็ได้บรรเลงพิณ นางมาณวิกากล่าวว่า“ท่านเจ้าข้า ดิฉันละอายยามที่ท่านจ้องดู ดิฉันขอปิดหน้าของท่านเสียก่อนถึงจะฟ้อน” ปุโรหิตจึงตอบว่า “ถ้าเจ้าละอาย ก็จงกระทำอย่างนั้นเถิด” นางมาณวิกาจึงหยิบผ้าเนื้อหนามาปิดตาท่านปุโรหิตแล้วผูกหน้าจนมิด ปุโรหิตนั้นบรรเลงไปเรื่อย ๆ ฝ่ายนางมาณวิกาฟ้อนได้สักครู่ ก็กล่าวว่า “ท่านเจ้าขา ดิฉันอยากจะขอเคาะศีรษะท่านสักครั้งหนึ่งนะเจ้าคะ” ปุโรหิตผู้หลงใหลในสตรี ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็ตอบว่า “เจ้าจงเคาะเถิด” นางมาณวิกาจึงให้สัญญาณแก่นักเลงเขาย่องเข้ามาใกล้ ๆ ยืนอยู่ข้างหลังท่านปุโรหิต แล้วถองศีรษะด้วยศอก นัยน์ตาของปุโรหิตถึงกับถลน หัวโนขึ้น ปุโรหิตนั้นรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว จึงกล่าวว่า “เจ้าจงส่งมือมานี่” นางมาณวิกาจึงส่งมือของตนวางไว้บนมือของท่านปุโรหิต ปุโรหิตกล่าวว่า “มือนิ่ม ๆ แต่เขกแข็งนัก”ฝ่ายนักเลงนั้น ครั้นได้เขกหัวท่านปุโรหิตแล้ว ก็ซ่อนตัวเสีย ส่วนนางมาณวิกา เมื่อชู้รักซ่อนตัวแล้ว ก็ปลดผ้าที่ปิดตาของปุโรหิตออกแล้วหยิบน้ำมันมานวดศีรษะให้ หลังจากที่ท่านปุโรหิตออกไปข้างนอกแล้ว หญิงรับใช้ของมาณวิกานั้น ก็ให้นักเลงนอนอยู่ในตะกร้าอย่างเดิม แล้วพาออกไป ฝ่ายนักเลง เมื่อออกมาจากบ้านของท่านปุโรหิตแล้ว จึงไปเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ
วันต่อมา พระราชาตรัสกับท่านปุโรหิตว่า “เราเล่นสภาพนั้นกันเถิด ท่านปุโรหิต” ปุโรหิตนั้นรับสนองพระดำรัสว่า “ดีล่ะ พระเจ้าข้า”พระราชาจึงโปรดให้จัดตั้งวงเพื่อเล่นสกา พระองค์ทรงขับเพลงพนันแล้วทรงทอดลูกบาศก์ ฝ่ายปุโรหิตไม่รู้เรื่องที่นางมาณวิกานั้นถูกทำลายตบะเสียแล้ว ยังคงกล่าวต่อท้ายว่า “ยกเว้นมาณวิกาของข้าพเจ้า”แต่แม้จะกล่าวอย่างนี้ ก็ยังพ่ายแพ้อยู่นั่นเอง ฝ่ายพระราชาทรงชนะแล้วตรัสว่า “ท่านปุโรหิตกล่าวอะไร ? ตบะของนางมาณวิกาของท่านถูกทำลายแล้ว ท่านอุตส่าห์รักษามาตุคามตั้งแต่อยู่ในครรภ์ กระทำการป้องกันให้อยู่แต่ในเรือนถึง ๗ ชั้น สำคัญเอาเองว่า เราจักรักษาได้ขึ้นชื่อว่ามาตุคาม แม้บุรุษจะเอาใส่ไว้ในท้องเดินทางไปที่ใด ๆ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ ขึ้นชื่อว่าหญิงที่มีบุรุษคนเดียวไม่มีดอก แล้วที่นางมาณวิกาของท่านกล่าวว่า ดิฉันปรารถนาจะฟ้อน เอาผ้าผูกหน้าของท่านผู้บรรเลงพิณเสีย ให้ชายชู้ของตนเอาศอกถองศีรษะท่านแล้ว ก็ให้หนีออกจากเรือนไป คราวนี้ ท่านจะกล่าวเหมือนเมื่อก่อนว่ายกเว้นนางมาณวิกาของท่านได้อย่างไรเล่า”
แล้วตรัสคาถาว่า “พราหมณ์ถูกนางเอาผ้าปิดหน้าเสียหมดให้บรรเลงพิณ เพราะเหตุใด เขาไม่ทราบสาเหตุนั้นเลย หญิงที่เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นพืช แล้วเอามาเป็นภรรยาก็ยังทำเสียได้เลย ใครเล่าจะวางใจในภรรยานั้น ๆ ได้แน่นอน” พระราชาทรงแสดงธรรมแก่ปุโรหิตอย่างนี้แล้ว ท่านปุโรหิตจึงกลับไปสู่เรือนของตน กล่าวกับนางมาณวิกาว่า “ได้ยินว่า เจ้ากล้าทำชั่วถึงขนาดนี้เชียวหรือ ?” มาณวิกานั้นจึงถามกลับว่า “ท่านเจ้าคะ ใครพูดอย่างนี้เล่าเจ้าคะ ดิฉันนี่แหละเขกหัวท่าน คนอื่นไม่มีหรอก หากท่านไม่เชื่อว่าดิฉันไม่เคยถูกต้องสัมผัสชายอื่น เว้นจากท่านแล้ว จักขอกระทำสัจจกิริยาลุยไฟให้ท่านเชื่อ” ท่านปุโรหิตจึงกล่าวว่า “อย่างนั้นก็ดี” จึงสั่งคนให้สุมปืนกองใหญ่จุดไฟ เรียกนางมาแล้วกล่าวว่า “ถ้าเจ้าแน่ใจตนเอง จงลุยไฟเถิด” ฝ่ายนางมาณวิกาได้กล่าวซักซ้อมกับหญิงรับใช้ของตนไว้ก่อนที่เดียวว่า “แม่คุณ จงไปบอกลูกชายคนนั้นของแม่ให้ไปที่นั่น ในเวลาที่ฉันลุยไฟ ให้จับมือฉันไว้” หญิงนั้นก็ไปบอกอย่างนั้น ฝ่ายนักเลงได้มายืนอยู่ท่ามกลางมหาชน ส่วนนางมาณวิกาหมายจะหลอกท่านปุโรหิต จึงกระทำสัจจกิริยาว่า “ข้าแต่ท่านปุโรหิต ขึ้นชื่อว่า การสัมผัสด้วยมือของชายอื่นยกเว้นท่านแล้ว ดิฉันไม่เคยรู้จักเลย ด้วยสัจจะนี้ ขอไฟอย่าไหม้ดิฉันเลย” พลางทำท่าจะลุยไฟ
ในขณะนั้น นักเลงก็ประกาศว่า “ดูเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูการกระทำของท่านพราหมณ์ปุโรหิต ท่านจะให้มาตุคามผู้งามเยี่ยงนี้ลุยไฟ” แล้วตรงไปจับมือนางไว้ นางรีบสะบัดมือแล้วพูดกับท่านปุโรหิตว่า “ท่านเจ้าขา สัจจกิริยาของดิฉันถูกทำลายเสียแล้ว ดิฉันไม่อาจลุยไฟได้เจ้าค่ะ” ปุโรหิตนั้นจึงถามว่า “เพราะเหตุไร ?” นางมาณวิกาจึงตอบว่า “ในวันนี้ ดิฉันได้กระทำสัจจกิริยาไว้อย่างนี้ว่า ยกเว้นสามีของดิฉัน ดิฉันไม่รู้จักสัมผัสมือของชายอื่นเลย บัดนี้ ดิฉันถูกชายคนนี้จับมือเสียแล้ว เจ้าค่ะ” พราหมณ์รู้ทันว่า “เราถูกนางมาณวิกาหลอกเอาเสียแล้ว” ก็โบยตีนางแล้วไล่ไป ได้ยินว่า หญิงเหล่านี้ประกอบไปด้วยอสัทธรรมอย่างนี้ ทำกรรมชั่วช้าเป็นอันมาก เพื่อจะหลอกสามีของตน ทำการสบถได้ทั้งวันว่า “ดิฉันไม่ได้กระทำอย่างนี้” ย่อมเป็นหญิงมีจิตปรวนแปรไปได้ต่าง ๆ๑
๑ ขุ.เอก.ซา.อ. ๕๖/๑๑๙-๑๒๙ (ไทย.มมร)
จากชาดกเรื่องนี้ พระอาจารย์อยากให้เราได้เห็นว่า “กามนั้นมีสุขน้อย มีทุกข์มาก” เพราะเมื่ออยากจะได้มาครอบครอง แต่เมื่อไม่ได้ก็ทุกข์ เมื่อได้มาแล้วก็ต้องคอยตามระวังรักษา ต้องคอยเอาใจใส่คอยระแวงจับผิด เมื่อรู้ว่าคนรักไม่ซื่อสัตย์กับเราก็บังเกิดความทุกข์และอาจเป็นสาเหตุทำให้เราสร้างอกุศลกรรมเพิ่มได้อีก ดังนั้น“กามคุณ” จึงให้ความสุขน้อย ให้ความทุกข์มาก ด้วยประการฉะนี้
