มนต์ของพรานกับกามของมาร

วันที่ 23 ตค. พ.ศ.2568

มนต์ของพรานกับกามของมาร

ทุกคนอยากทราบไหมว่า
ระหว่างพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระศรีอริยเมตไตรยสัมมาพุทธเจ้า
และพระมหากัสสปเถระ
มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

 

                          ในสมัยที่พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น “พระเจ้าสัตตตาปราชา” พระองค์ทรงเป็นพระราชาที่โปรดปรานช้างเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังทรงชอบสะสมช้างที่มีลักษณะดีเอาไว้อีกด้วยจนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าสัตตตาปราชาทรงทราบข่าวว่า มีคนพบเจอช้างเผือกที่มีลักษณะดีอยู่ในป่า เมื่อพระเจ้าสัตตตาปะทรงสดับเรื่องราวและลักษณะของช้างเผือกประเสริฐนั้นแล้ว พระเจ้าสัตตตาปะทรงรู้สึกดีพระทัยเป็นยิ่งนัก ดังนั้นพระองค์จึงไม่รอช้ารีบเสด็จออกจากปราสาทเพื่อไปจับช้างตัวนั้นมาทันที

 

                          ครั้นเมื่อพระเจ้าสัตตฺตาปะทรงจับช้างเผือกนั้นมาได้แล้วพระองค์ก็ทรงรับสั่งให้นายหัตถาจารย์เป็นผู้ดูแลและฝึกช้างเผือกตัวนั้น เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงนำช้างเผือกนี้มาเป็นช้างมงคลพระที่นั่งในงานมหรสพที่จะมีขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เมื่อถึงกำหนดวันงานมหรสพ พระเจ้าสัตตตาปะก็ทรงประทับช้างมงคลพระที่นั่ง (ซึ่งก็คือช้างเผือกที่พระองค์ทรงจับมา) ออกว่าราชการ และเสด็จเที่ยวรอบเมืองเป็นที่สำราญพระราชหฤทัยยิ่งนัก จากนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จเลียบเลาะไปตามหนทาง เพื่อเข้าสู่เขตพระราชอุทยานอันงดงามและร่มรื่นไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด

 

                          ด้วยความที่ค่ำคืนที่ผ่านมานั้น มีช้างป่าโขลงใหญ่พากันบุกตะลุยเข้ามาหาอาหารภายในเขตพระราชอุทยาน จนส่งผลทำให้ต้นไม้ภายในเขตพระราชอุทยานจำนวนหลายต้นเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ซ้ำช้างป่าบางตัวยังถ่ายมูลทิ้งไว้เกลื่อนกลาดเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด ครั้นพระเจ้าสัตตฺตาปะทรงช้างมงคลพระที่นั่ง ผ่านเข้ามาภายในเขตพระราชอุทยาน ทันใดนั้นเอง ช้างมงคลพระที่นั่งก็พลันได้กลิ่นมูตร (ปัสสาวะ) และคูถ (อุจจาระ) ของนางช้างพังตัวเมีย ที่ยังสดใหม่ ซึ่งกลิ่นสาบสางอ่อน ๆ ของนางช้างตัวเมียนั้น ถือว่ามีอำนาจเหลือคณาราวกับพายุที่โหมกระพือให้ไฟแห่งกามราคะ เผาผลาญดวงใจของช้างมงคลพระที่นั่งให้เกิดความกระสันซ่านทรวงและบีบเค้นบังคับให้ช้างมงคลพระที่นั่งถึงกับต้องหยุดเยื้องย่าง แล้วหันมาสูดหาแต่กลิ่นของนางช้างพังตัวนั้น

 

                          เมื่ออำนาจแห่งกามราคะท่วมท้นจนสุดที่จะระงับไว้ได้ จึงทำให้ช้างมงคลพระที่นั่งเกิดอาการคลุ้มคลั่งหรือพูดภาษาบ้าน ๆ ว่า“ตกมัน” (หรืออาการที่ช้างกำลังมีความต้องการทางเพศอย่างเต็มที่ถ้าเป็นมนุษย์ก็คือ อาการปวดกามนั่นเอง) จากนั้นช้างมงคลพระที่นั่งก็ได้สะบัดกายจนทําให้นายหัตถาจารย์พลัดตกลงมาจากหลังช้าง เหลือก็แต่เพียงพระเจ้าสัตตตาปะเท่านั้น ที่ยังทรงประทับค้างอยู่บนหลังของมันแม้ในขณะนั้น พระเจ้าสัตตฺตาปะจะทรงตกพระทัยเพียงใด แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังทรงครองพระสติเอาไว้ได้ โดยพระองค์ทรงใช้พระแสงขอเกี่ยวเหนี่ยวรั้งมิให้พระองค์ตกจากหลังของช้างมงคลนั้น

 

                          แม้พระเจ้าสัตตตาปะจะทรงใช้พระแสงขออันคมกริบ สับลงไปที่หลังของช้างมงคลพระที่นั่งอยู่หลายครั้ง เพื่อหวังบังคับให้ช้างมงคลหยุดวิ่งด้วยพละกำลังของพระองค์ แต่ถึงกระนั้น ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากพระแสงขอ ก็ไม่อาจเอาชนะพลังอำนาจแห่งกามราคะที่กำลังห่อหุ้มดวงจิตของช้างมงคลพระที่นั่งได้เลย เพราะมันยังคงวิ่งตะบึงตามกลิ่นของนางช้างตัวเมียต่อไปโดยไม่สนกับสิ่งใดทั้งสิ้น เมื่อพระเจ้าสัตตตาปะทรงเห็นว่า หมดหนทางที่จะบังคับช้างมงคลพระที่นั่งของพระองค์ได้แล้ว พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยโหนกิ่งมะเดื่อที่ห้อยลงมา แล้วปล่อยให้ช้างนั้นวิ่งเตลิดหายเข้าไปในป่าตามลำพัง ฝ่ายพวกทหารราชองค์รักษ์ ครั้นตามรอยช้างมาจนพบพระเจ้าสัตตตาปราชาแล้วก็ได้ทูลเชิญพระองค์เสด็จกลับสู่พระนครในทันที ครั้นพระเจ้าสัตตตาปะทรงเสด็จกลับถึงพระนครแล้ว พระองค์ก็ทรงรับสั่งให้เรียกนายหัตถาจารย์มาคาดโทษในฐานะที่ฝึกช้างพระที่นั่งไม่ดี

 

                          แต่นายหัตถาจารย์กลับกราบทูลว่า “ที่ช้างมงคลพระที่นั่งเป็นก็เป็นเพราะอำนาจแห่งกามราคะที่กำลังคุกรุ่นอยู่ภายในใจเมื่อไรที่กามราคะของมันสงบลงหรือมันเสร็จสมความต้องการของมันแล้ว ช้างมงคลพระที่นั่งก็จะกลับมาหาพระองค์ภายในเจ็ดวันอย่างแน่นอนพระเจ้าข้า” ส่วนช้างมงคลพระที่นั่งนั้น เมื่อได้อยู่ร่วมกับนางช้างพังจนสมความปรารถนาแล้ว มันก็กลับมาสู่โรงช้างตามเดิมในวันที่เจ็ดนั้นเอง ครั้นนายหัตถาจารย์ทราบว่าช้างมงคลพระที่นั่งกลับมาแล้ว จึงรีบไปเข้าเฝ้ากราบทูลถวายรายงานพระเจ้าสัตตุตาปะในทันที เมื่อพระเจ้าสัตตฺตาปะทรงทราบเรื่องแล้ว พระองค์ทรงดีพระทัยเป็นยิ่งนัก จากนั้นก็รีบเสด็จสู่โรงช้างเพื่อทอดพระเนตรช้างมงคลพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ครั้นพระเจ้าสัตตฺตาปะทรงทอดพระเนตรเห็นช้างมีอาการสงบนิ่ง จึงตรัสถามนายหัตถาจารย์ว่า “เจ้าฝึกช้างได้ถึงเพียงนี้ แต่ทำไมในวันก่อนนั้น แม้เราจะเอาขอที่คมกล้าสับลงที่ตัวช้างสักเท่าไร ก็มิอาจบังคับควบคุมมันได้เล่า ?”

 

                          นายหัตถาจารย์จึงทูลตอบว่า “ขึ้นชื่อว่ากามราคะซึ่งก็คือความกำหนัดยินดีในกามแล้ว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนหรือสัตว์ที่ถูกฝึกมาดีย่อมมีกำลังอันแรงกล้าเกินกว่าคมของพระแสงขอร้อยเท่าพันทวีอีกทั้งกามราคะนั้น ยังร้อนรุ่มสุมทรวงยิ่งกว่าไฟใด ๆ และมีพิษที่ซึมซาบเร็วแรง ร้ายกาจยิ่งกว่าพิษของพญานาคทั้งสี่ตระกูลเป็นไหน ๆเพราะเหตุนี้เอง พระองค์จึงมิอาจหยุดยั้งช้างเชือกนี้ด้วยพระแสงขอของพระองค์พระเจ้าข้า"

 

                          เมื่อพระเจ้าสัตตฺตาปะได้ฟังนายหัตถาจารย์กล่าวเช่นนั้นพระองค์จึงตรัสถามต่อไปอีกว่า “แล้วทำไม ช้างเชือกนี้จึงกลับมาหาเจ้าตามเดิมได้เล่า ?” นายหัตถาจารย์ก็ทูลว่า “ที่ช้างกลับมา ใช่ว่าจะมาโดยความตั้งใจของมันเอง แต่มาเพราะอำนาจมนตรามหาโอสถของข้าพระองค์พระเจ้าข้า” ครั้นนายหัตถาจารย์กล่าวประโยคนี้จบลงพระเจ้าสัตตตาปะจึงตรัสสั่งให้นายหัตถาจารย์แสดงมนต์ดังกล่าวให้พระองค์ทรงทอดพระเนตร ในทันทีที่สิ้นเสียงรับสั่ง นายหัตถาจารย์ก็สั่งให้คนนำก้อนเหล็กไปเผาจนร้อนแดง แล้วใช้คีมคีบออกจากเตามาให้ จากนั้นจึงเรียกช้างมงคลพระที่นั่งมายืนอยู่ต่อหน้า พร้อมกับร่ายมนต์บังคับให้ช้างเอางวงจับก้อนเหล็กแดงร้อนว่า “ช้างเอ๋ย เจ้าจงเอางวงหยิบก้อนเหล็กร้อนแดงเดี๋ยวนี้ หากเรายังไม่ได้บอกให้วาง เจ้าจงอย่าวางเด็ดขาด” เมื่อนายหัตถาจารย์ได้ร่ายมนต์บังคับให้ช้างมงคลพระที่นั่ง เอางวงจับก้อนเหล็กแดงร้อนแล้ว ด้วยอำนาจมนต์ของนายหัตถาจารย์ ช้างก็ได้ยื่นงวงออกมาจับ ก้อนเหล็กแดงร้อนที่กำลังลุกโชน แม้ว่าความร้อนจากก้อนเหล็กจะทำให้งวงของช้างมงคลพระที่นั่งไหม้เกรียมเพียงใดก็ตาม แต่ช้างก็ไม่อาจจะทิ้งก้อนเหล็กร้อนลงได้

 

                          ครั้นพระเจ้าสัตตฺตาปะทอดพระเนตรเห็นช้างมงคลพระที่นั่งกำลังถูกทรมานด้วยอำนาจมนตราของนายหัตถาจารย์เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้สึกสงสาร เพราะเกรงว่าช้างจะตาย จึงทรงรับสั่งให้นายหัตถาจารย์คลายมนต์ดังกล่าว พร้อมกับเปล่งอุทานด้วยความสลดสังเวชใจขึ้นมาว่า “โอ้ แม้มนต์ของนายหัตถาจารย์จะมีกำลังสามารถบังคับและควบคุมช้างได้ถึงขนาดนี้ แต่ถึงกระนั้น ก็มิอาจจะสู้กำลังแห่งความกำหนัดยินดีในกามได้เลย เพราะความกำหนัดยินดีในกามสามารถฉุดให้ช้างหลุดจากอำนาจมนต์ของนายหัตถาจารย์นี้ได้”

 

                          ถ้าจะว่าไปแล้ว สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนตกเป็นทาสแห่งอำนาจของกามราคะแทบทั้งสิ้น เพราะถูกกามราคะย่ำยีให้จมอยู่ในห้วงแห่งวัฏสงสารไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่บุตรธิดา, บิดามารดา หรือสามีภรรยาที่รักกันนักหนา ก็ยังต้องมาเบียดเบียนฆ่าฟันกันมากมาย ก็เพราะด้วยอำนาจแห่งกามราคะ หลังจากนั้นพระเจ้าสัตตฺตาปะทรงได้มอบรางวัลให้แก่นายหัตถาจารย์ แล้วทรงดำริขึ้นมาว่า “สัตว์ทั้งหลาย จะพ้นจากอำนาจแห่งกามราคะได้ด้วยประการใดหนอ ?"

 

                          ในกาลเดียวกันนั้นเอง พระองค์ก็ทรงเห็นแจ้งในพระราชหฤทัยขึ้นมาว่า “การได้บังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะพาตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากห้วงแห่งวัฏสงสารนี้ได้” เมื่อพระเจ้าสัตตตาปราชาทรงมีดำริเช่นนั้น พระองค์จึงทรงตั้งปณิธานปรารถนาพุทธภูมิว่า “หากวันใดที่เราได้ตรัสรู้ธรรม เราก็จักสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้รู้ในธรรมเหล่านั้น เมื่อไรก็ตามที่เราพ้นจากห้วงแห่งทุกข์ได้ เมื่อนั้นเราก็จักพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากห้วงแห่งทุกข์ตามเราไปด้วย” ครั้นพระเจ้าสัตตตาปะทรงตั้งปณิธานเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติทั้งหมดของพระองค์ แล้วทรงเสด็จออกผนวช โดยพระองค์ทรงถือเพศเป็นดาบส บำเพ็ญพรตอย่างยิ่งยวดตราบจนสิ้นอายุขัย เมื่อพระเจ้าสัตตตาปะทรงละจากโลกในภพชาตินั้นไปแล้ว ด้วยกำลังแห่งการบำเพ็ญพรตอย่างยิ่งยวด ก็ส่งผลทำให้พระองค์ได้ทรงไปบังเกิดอยู่บนสุคติโลกสวรรค์

 

                          ในครั้งนั้น พระเจ้าสัตตตาปราชา ก็คือ พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา ช้างมงคลพระที่นั่งในครั้งนั้น คือ พระมหากัสสปเถระ ส่วนนายหัตถาจารย์ในครั้งนั้น คือ พระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อถึงกาลสมัยที่พระศรีอริยเมตไตรยจะลงมาตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้ด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรมหรือวิบากกรรมในพระชาติที่พระองค์ทรงเกิดเป็นนายหัตถาจารย์ และทรงเคยเบียดเบียนช้างมงคลพระที่นั่งด้วยการร่ายมนต์ให้ช้างมงคลพระที่นั่งเอางวงจับก้อนเหล็กแดงร้อนในครั้งนั้น จึงส่งผลทำให้พระองค์จำต้องเสด็จเดินทางมาที่กุกกุฏสัมปาตบรรพต เพื่อสลายร่างของพระมหากัสสปเถระ ด้วยเปลวไฟที่ลุกไหม้บนฝ่าพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ด้วยประการฉะนี้๑

 

๑ นาคะประทีป (พระสารประเสริฐ), พระสัมภารวิบาก (กรุงเทพมหานครโรงพิมพ์ ส.ธรรมภักดี, ๒๔๗๑), ๔๑-๖๐.

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00039991537729899 Mins