รสแห่งกามทำลายฌานสมาบัติ
นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
ที่แสดงให้เห็นโทษของกามว่า “กามราคะ
ทำให้จิตใจของสรรพสัตว์มืดบอด”
ซึ่งพระอาจารย์ชอบอ่านมาก
นั่นคือ “มหาปโลภนชาดก”
เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยหนึ่ง พระโพธิสัตว์ได้จุติลงมาจากพรหมโลก แล้วไปบังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราชทรงพระนามว่า “อนิตถ์คันธกุมาร” พระกุมารไม่ยอมอยู่ในมือของสตรีเลย สตรีที่จะให้พระกุมารดื่มน้ำนมต้องแปลงเป็นบุรุษเพศพระราชกุมารนั้นโปรดประทับอยู่ในฌานาคารที่พระราชบิดาสร้างไว้ภายในเขตพระราชฐานเท่านั้น ไม่ทรงอยากพบเห็นสตรีเพศ รังเกียจกามทั้งหลาย เพราะฌานสัญญาของตนที่เคยบังเกิดในพรหมโลกนั่นเอง
พระเจ้ากาสิกราชทรงอัดอั้นตันพระทัย ด้วยความเศร้าโศกถึงพระราชโอรสว่า “พระราชโอรสคนเดียวของเรานี้ ไม่ยินดีเสวยกามารมณ์เสียเลย อุบายในเรื่องนี้มีอยู่อย่างไรดีหนอ ผู้ใดพึงประเล้าประโลมโอรสของเราให้เธอปรารถนากามได้ หรือว่าใครเล่าจะรู้สิ่งที่จะให้โอรสของเราพัวพันในกามได้” ภายในพระราชฐานนั้นเองมีกุมารีคนหนึ่ง มีฉวีวรรณงดงาม รูปสวย ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องและชำนาญในการดีดสีตีเป่า นางเข้าไปในพระราชฐานนั้นแล้วกราบทูลพระราชาว่า “เกล้ากระหม่อมฉันนี้แล จะพึงประเล้าประโลมพระราชกุมารนั้นได้ ถ้าหากพระราชกุมารนั้น จักได้เป็นภัสดา (สามี) ของกระหม่อมฉัน”
พระเจ้ากาสิกราชได้สดับดังนั้น จึงตรัสกับนางว่า “เธอจงประเล้าประโลมลูกของเรา ลูกของเราจักเป็นสามีของเจ้า และตัวเจ้าก็จักได้เป็นอัครมเหสีแห่งโอรสของเราทีเดียว ไปเถิด เจ้าจงประเล้าประโลมล่อพระโอรสให้ซาบซึ้งถึงรสแห่งกาม” ครั้นพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงส่งนางกุมาริกานั้น ไปมอบแก่ชาวพนักงานผู้อภิบาลบำรุงพระกุมาร โดยพระราชโองการว่า “เจ้าพนักงานผู้อภิบาลทั้งหลายจงเปิดโอกาสแก่นางกุมาริกานี้เถิด”
ในเวลาใกล้รุ่ง นางได้เข้าไปยืนอยู่ภายนอกห้องพระบรรทมของพระกุมารแล้ว เอาปลายเล็บดีดพิณ ขับกล่อมคลอไปด้วยเสียงอันไพเราะจับจิต ยั่วยวนชวนให้รักใคร่ ประโลมล่อด้วยกามารมณ์ทางเสียงมากมายหลายอย่าง กามฉันทะได้บังเกิดขึ้นแก่พระราชกุมารนั้นเพราะได้สดับเสียงของนางกุมารีผู้ขับกล่อมอยู่ พระราชกุมารจึงตรัสถามคนที่อยู่ใกล้เคียงว่า “โอ้! นั่นเสียงใคร หรือใครมาขับร้องเสียงสูงเสียงต่ำไพเราะจับใจน่ารักนักหนา ไพเราะเสนาะหูของเรายิ่งนัก”
พวกพี่เลี้ยงจึงทูลว่า “ขอเดชะ เสียงนี้น่ายินดี น่าสนุกสนานมิใช่น้อยถ้าพระองค์พึงบริโภคกามคุณไซร้ กามทั้งหลายจะพึงเป็นที่โปรดปรานพอพระทัยของพระองค์อย่างยิ่ง” พระราชกุมารจึงรับสั่งว่า “เชิญมาภายในนี้ จงมาขับร้องใกล้ ๆ เรา เลื่อนมาขับร้องใกล้ตำหนักของเราจงขับกล่อมใกล้ที่บรรทมของเราเถิด”
นางกุมารีนั้น เข้าไปขับกล่อมนอกฝาห้องบรรทม แล้วเลื่อนเข้าไป ณ ตำหนักฌานาคารโดยลำดับ จนผูกพันใจของพระราชกุมารไว้ได้ เหมือนนายหัตถาจารย์จับคชสารป่ามัดไว้ฉะนั้น เพราะรู้กามรสโลกีย์แห่งนางกุมารีนั้น พระราชกุมารจึงเกิดความปรารถนาที่เป็นอธรรมว่า “เราเท่านั้นจึงได้บริโภคกาม อย่าได้มีบุรุษอื่นเลย” จากนั้นพระราชกุมารทรงถือดาบเล่มหนึ่งแล้วเสด็จไปเพื่อจะฆ่าบุรุษทั้งหลายเสีย ด้วยทรงดำริว่า “เราจักบริโภคกามแต่เพียงผู้เดียว อย่าพึ่งมีบุรุษอื่นอยู่เลย” เมื่อบุรุษ ๒-๓ คน ถูกพระราชกุมารฆ่าแล้ว ผู้คนทั้งหลายต่างพากันวิ่งหนี หลบเข้าไปสู่เรือน ขณะนั้นชาวชนบททั้งปวงจึงมาประชุมกันที่พระลานหลวง ถวายเรื่องราวร้องทุกข์ว่า“ข้าแต่พระมหาราชา พระราชโอรสของพระองค์นี้ทรงเบียดเบียนผู้ไม่มีความผิด พระเจ้าข้า” พระเจ้ากาสิกราชทรงมีพระราชโองการว่า“อาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ในอาณาเขตของเราเพียงนั้นเป็นอันขาด” แล้วทรงเนรเทศพระราชกุมารพร้อมด้วยนางกุมารีนั้นออกไปจากรัฐสีมาของพระองค์
ครั้งนั้น พระราชกุมารทรงพาพระชายาเดินทางไปจนบรรลุถึงริมฝั่งมหาสมุทรแห่งหนึ่ง ทรงสร้างบรรณศาลาแล้ว จึงเสด็จเข้าสู่ป่าเพื่อแสวงหาผลไม้ ในวันหนึ่งมีดาบสตนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะกลางสมุทร ครั้นตอนจะออกจากอาศรม ก็สามารถเดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นแก้วมณี แล้วเหาะขึ้นไปบนอากาศ เที่ยวภิกษาจารจนมาถึงบรรณศาลานั้น และเห็นควันไฟจึงคิดว่า “ชะรอยจะมีมนุษย์อาศัยอยู่ในที่นี้” แล้วลอยลงมาที่ประตูบรรณศาลา ฝ่ายนางกุมารีผู้เป็นชายาของพระกุมาร ครั้นเห็นพระดาบสแล้ว จึงนิมนต์ให้นั่ง นางเกิดจิตปฏิพัทธ์ขึ้น ได้แสดงมายาแห่งสตรีให้เห็น ประเล้าประโลมจนได้เสพกามร่วมกับพระดาบสนั้น
ครั้นเมื่อดาบสนั้น เคลื่อนจากพรหมจรรย์แล้ว จึงเสื่อมจากฤทธิ์เมื่อไม่อาจละจากนางกุมาริกานั้นไปได้ ก็อยู่ที่บรรณศาลานั้นจนตลอดวัน ฝ่ายพระราชกุมารเมื่อแสวงหาผลไม้ในป่าได้จำนวนมากแล้วเมื่อถึงเวลาเย็น จึงใส่หาบเดินทางกลับมายังอาศรม เมื่อดาบสนั้นเห็นพระราชกุมารกลับมา ด้วยความเกรงกลัวภัย จึงคิดว่า “เราจักหนีไปทางอากาศ” จึงรีบออกไปจากบรรณศาลา กระทำอาการโลดลอยขึ้นไปในอากาศ แต่ก็ต้องตกจมลงไปในมหาสมุทรนั่นเอง พระราชกุมารติดตามไปเห็นเหตุการณ์นั้น จึงทรงดำริว่า “ถ้าดาบสนี้จักมาทางพื้นดินก็ควรจะหนีเข้าป่าไป ชะรอยจักมาทางอากาศ เพราะเหตุนั้น แม้จะตกไปในสมุทร ท่านก็ยังทำอาการเหมือนกับจะเหาะไปอยู่”
ด้วยความอนุเคราะห์ต่อดาบสนั้น พระราชกุมารจึงตรัสว่า“ตัวท่านเองมาด้วยฤทธิ์ บนน้ำอันไม่แตกแยก ครั้นถึงความระคนด้วยสตรีแล้ว ต้องตกจมลงในมหาสมุทร ธรรมดาสตรีมีปกติหมุนเวียนมีมายามาก มักทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ทำนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลายมีวาจาไพเราะ เจรจานุ่มนวล ถมไม่เต็มเหมือนกับแม่น้ำ ทำนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลายย่อมเข้าไปซ่องเสพบุรุษใด ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อมตามเผาผลาญบุรุษนั้น เหมือนไฟป่าเผาสถานที่ตนเองฉะนั้น”
ขณะนั้นเองความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลายได้เกิดแก่ดาบสนั้น เพราะได้ฟังคำของพระราชกุมาร ดาบสก็กลับได้ฌานวิเศษที่ตนเคยบรรลุ แล้วเหาะขึ้นไปบนอากาศ ฝ่ายพระราชกุมารทอดพระเนตรเห็นดาบสกำลังเหาะไปยังอากาศ จึงได้เกิดความสลดพระทัย ทรงพานางกุมารีส่งไปยังที่อยู่ของมนุษย์ แล้วเสด็จกลับมาบรรพชาเป็นฤาษี ครั้นสำรอกราคะได้แล้ว เมื่อถึงคราวลาโลกได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยประการฉะนี้
หลังจากทรงตรัสชาดกเรื่องนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัส
สอนว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์ดีแล้วทั้งหลายย่อมเศร้าหมองเพราะอาศัยมาตุคามเป็นเหตุอย่างนี้”๑
๑ ขุ.ชา.อ. ๖๑/๒๒๔-๒๓๓ (ไทย.มมร)
จากชาดกเรื่องนี้ ทำให้เราทราบว่า ถ้านักบวชอยู่ตามลำพังกับเพศตรงข้ามนั้นรอดยาก เพราะกิเลสกามและวัตถุกาม เปรียบเหมือนดั่งไฟกับน้ำมัน เมื่อใกล้กันแล้วมักจุดติดได้ง่าย เราต้องสำรวมระวังเห็นตามอารมณ์ว่าไม่งาม เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดเมื่อคลายความกำหนัดแล้ว จิตจะหลุดพ้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้สำรวมระวังว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรถือนิมิตในรูปเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งศุภนิมิต เพราะถ้าตายลงในขณะนั้น จะบังเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น ฉะนั้น อย่าถือศุภนิมิตในรูปเป็นต้น ขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรยึดรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ เพราะผู้ที่ยึดรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ ย่อมถึงมหาพินาศในปัจจุบันที่เดียว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จักขุนทรีย์ที่ถูกแทงด้วยเหล็กแดงประเสริฐกว่า การแลดูศุภนิมิตในรูปไม่ประเสริฐเลย เวลาที่พวกเธอจะควรแลดูรูปมีอยู่บางคราวเวลาที่พวกเธอไม่ควรแลดูรูปมีอยู่บางคราว ในเวลาแลดูไม่ควรแลดูด้วยสามารถแห่งศุภนิมิต ควรแลดูด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตเท่านั้น เมื่อทำได้อย่างนี้ก็จักไม่เสื่อมจากอารมณ์ของตน ก็อะไรเล่าเป็นอารมณ์ของพวกเธอ คือสติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ โลกุตรธรรม ๙ เมื่อพวกเธอโคจรอยู่ในอารมณ์เช่นนี้ มารก็จะไม่ได้โอกาสทำร้าย แต่ถ้าพวกเธอตกอยู่ในอำนาจกิเลส แลดูด้วยสามารถแห่งศุภนิมิต ก็จักเสื่อมจากอารมณ์ของตน เหมือนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะ เสื่อมจากที่หาอาหารฉะนั้น”๒
๒ ขุ.ชา.อ. ๕๙๗๓๒-๗๓๓ (ไทย.มมร)
พระธรรมวินัยนี้ให้คุณอันยิ่งใหญ่ การบวชให้คุณอันยิ่งใหญ่คือ ความเป็นพระอริยเจ้านั้นยิ่งใหญ่มาก พูดง่าย ๆ ว่าการเข้าถึงพระรัตนตรัยหรือพระธรรมกายนี้ ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรัพย์สมบัติของมนุษย์ทั้งโลกไม่เท่าทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิผู้ปกครองทวีปทั้ง ๔ แต่แม้จะเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดในโลกมนุษย์มารวมกับทรัพย์สมบัติในโลกสวรรค์ ก็ยังไม่เท่าคุณของพุทธรัตนะรัตนะนั้นมีแบบที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ในบรรดารัตนะทั้งหลายที่มีชีวิตรัตนะที่เป็นนักบวชนั้นประเสริฐกว่าพระเจ้าจักรพรรดิ ในบรรดานักบวชทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นประเสริฐกว่าพระสาวก และในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ ประเภท คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระสัพพัญญูพุทธเจ้านั้นประเสริฐที่สุด ในรัตนสูตรกล่าวไว้ว่า
“ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจและรัตนะนั้นที่เสมอด้วยพระตถาคตไม่มีเลย แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า”๓
๓ ขุ.ขุ. ๓๙/๗/๒๑๕ (ไทย.มมร)
เพราะว่าทรัพย์สมบัติในโลกมนุษย์และในโลกสวรรค์เหล่านั้นไม่มีความรู้แจ้ง ไม่ได้ทำให้รู้จักโลกนี้โลกหน้า ไม่สามารถทำให้พ้นจากอบายได้ แต่พุทธรัตนะนั้นทำให้เห็นแจ้งรู้แจ้ง คือ วิชชาที่ ๑ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติหนหลังได้) วิชชาที่ ๒ จุตูปปาตญาณ(เห็นการจุติและอุบัติของสรรพสัตว์ได้) วิชชาที่ ๓ อาสวักขยญาณ(ความรู้ที่ทำอาสวะให้สิ้น) ทั้งหมดนี้ คือ คุณของพุทธรัตนะ มีจักษุมีญาณ มีปัญญา มีวิชชา และมีแสงสว่าง เพราะฉะนั้น ทรัพย์สมบัติอื่น ๆ มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ตัวเราก็ต้องเสื่อมสลายไปเมื่อเราตาย เราเอาทรัพย์ทั้งหลายไปไม่ได้เลย จึงเศร้าโศกตอนจะตายเพราะเสียดายทรัพย์ จึงต้องไปเกิดเป็นหนู เป็นจิ้งจก เป็นตุ๊กแกในบ้านเพราะว่าห่วงทรัพย์สมบัติที่ตัวเองหามาได้ตอนมีชีวิต ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ไม่มีประโยชน์สำหรับคนที่ไม่มีปัญญาเลย เพราะมันทำให้เราต้องไปเกิดในอบาย ดังนั้นเราจึงควรนำทรัพย์สมบัติมาทำบุญ เพราะบุญสามารถติดตามตัวเราไปได้ แต่ถ้าทรัพย์สมบัติที่เรายังไม่ได้นำออกด้วยการให้ทาน มันจะอยู่เพียงในโลกนี้เท่านั้น
ปีนี้พระอาจารย์อายุ ๖๒ ปีแล้ว แก่แล้ว เดี๋ยวก็ตายแล้วบวชมา ๓๐ พรรษา เข้าวัดมาเกือบ ๔๐ ปี เวลาผ่านไปไวมาก สร้างบารมีได้แค่นิดเดียวเอง แทบไม่ได้อะไรเลย เพราะฉะนั้นเราต้องเอาบุญไปให้ได้มากที่สุดก่อนที่เราจะตายจากโลกนี้ เพราะไม่มีใครยับยั้งความตายได้ ไม่มีใครยับยั้งความพลัดพรากได้ เพราะมีการตายเราจึงต้องพลัดพรากจากของรัก น้ำตาที่เราร้องไห้ในแต่ละชาติเมื่อรวมกันแล้ว มากกว่าน้ำในท้องพระมหาสมุทรทั้ง ๔ ส่วนกระดูกของเราในแต่ละชาติถ้าหากเอามารวมกันได้เพียงแค่ ๑ กัป ก็สูงยิ่งกว่าภูเขาเวปุลลบรรพต (๑ ใน ๕ ของบรรดาภูเขาที่ล้อมรอบพระนครราชคฤห์ ที่เรียกว่า เบญจคีรี) เสียอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วในอดีต มีจำนวนมากกว่าเมล็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง ๔
ตัณหาทั้ง ๓ ตัว ได้แก่ ๑) กามตัณหา ๒) ภวตัณหา และ ๓) วิภวตัณหา ทำให้เราดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่ได้ เพราะติดในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสอ่อนนุ่ม จะทำสมาธิมันก็สงบยากเหลือเกิน ไม่ดำริในการออกจากกาม ไม่ดำริในความไม่พยาบาท ไม่ดำริในการไม่เบียดเบียน กล่าวคำเท็จ พูดส่อเสียดพูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เพราะมีกามเป็นต้นเหตุทั้งนั้นเลยสมถวิปัสสนาทำไม่ได้เพราะติดกาม ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มบำเพ็ญบารมีกันตั้งแต่วันนี้
