สู่เส้นทางแห่งการสร้างบารมี

วันที่ 27 ตค. พ.ศ.2568

สู่เส้นทางแห่งการสร้างบารมี

เนื้อหาต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ระหว่าง

บรรณาธิการกับพระอาจารย์นพดล สิริวํโส

เกี่ยวกับประวัติการสร้างบารมีของท่าน

ตั้งแต่เริ่มรู้จักวัดพระธรรมกาย จนถึงปัจจุบัน

ซึ่งบางแง่มุมนั้น ทำให้ผู้สัมภาษณ์ได้ข้อคิดที่ดีและ

เกิดกำลังใจในการสร้างบารมีมากยิ่งขึ้นไปอีก

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาในบทนี้

จะเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน

 

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : พระอาจารย์รู้จักกับวัดพระธรรมกายได้อย่างไรครับ ?

                          พระอาจารย์ : เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ พระอาจารย์มีโอกาสอ่านหนังสือเดินไปสู่ความสุข ของวัดพระธรรมกาย อ่านไปเจอคำสอนของหลวงปู่สด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ท่านกล่าวว่า “สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี” และคำสอนที่บอกว่า “ไม่ได้ยอมตาย” (หมายถึง การทุ่มชีวิตปฏิบัติธรรมจนกว่าจะบรรลุ) เป็นสิ่งที่พระอาจารย์อ่านแล้วประทับใจมาก เพราะจากการแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาทั้งชีวิต ก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง พระอาจารย์จึงคิดว่า “นี่แหละ! ใช่เลย !ทั้งคำสอนด้วย ทั้งหลวงปู่ด้วย ใช่เลย !” หลังจากอ่านหนังสือจบ

 

                          จึงหาทางที่จะมาวัดพระธรรมกาย แต่ช่วงแรกมีพี่ที่ทำงานแนะนำให้ไปที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระอาจารย์จึงไปนั่งสมาธิที่หอขาวทุกวันอาทิตย์ ภายหลังไปเป็นประจำทุกวัน (ไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ปัจจุบันผ่านมา ๔๐ ปีแล้ว)ซึ่งที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จะมีการนั่งสมาธิ ๒ รอบ คือ รอบ ๑๗.๐๐ น. ถึง ๑๘.๐๐ น. และรอบ ๑๘.๓๐ น. ถึง ๑๙.๓๐ น. โดยเฉพาะช่วงเข้าพรรษา พระอาจารย์จะไปนั่งวันละ ๒ รอบ ช่วงนั้นนั่งไปก็ได้แต่ความเมื่อย แต่พระอาจารย์ก็พยายามเลิกดื่มเหล้าเลิกสูบบุหรี่ ทำความเพียรอย่างเต็มที่ ตื่นนอนตี ๔ ก็เริ่มนั่งสมาธิเลยรอบเช้านั่งเองที่บ้าน เอาเทปครูบาอาจารย์มาเปิดฟัง นั่งสมาธิอย่างเต็มที่ตั้งแต่ตอนนั้นเลย ช่วงนั้นยังไม่ได้ไปวัดพระธรรมกาย และไม่รู้จะไปอย่างไร เพราะมันไกลมาก ภายหลังมีเพื่อนชื่อบัญชา เขาเคยไปวัดพระธรรมกายแล้ว จึงพาเราไปวัดด้วย (ไปวัดพระธรรมกายครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔) ไปเห็นวัดแล้วรู้สึกประทับใจในความสะอาดมาก เพราะมีเด็กนักศึกษามานั่งสมาธิเต็มไปหมด คนสูงอายุมีจำนวนน้อยกว่าเด็กวัยรุ่นมาก ทุกคนแต่งชุดขาวเห็นแล้วน่าศรัทธาเลื่อมใสมาก

27-10-68_13b%2810%29.jpg

พระอาจารย์นพดล สิริวํโส (ในวงกลม)

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : หลังจากที่เข้าวัดแล้วพระอาจารย์เคยรับบุญอะไรบ้างครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : ขากลับเขาจะมีโต๊ะตั้งไว้ที่หน้าโบสถ์มีเอกสารให้เขียนว่า ใครต้องการหนังสือธรรมะให้กรอกชื่อ-นามสกุล, ที่ทำงานเบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ หลังจากนั้นโยมพี่อารีพันธุ์ก็ไปหา ณ ที่ทำงาน(ธนาคารกรุงไทย) ไปเชิญชวนให้ไปร่วมบุญทอดผ้าป่า บุญทอดกฐินโดยถ้ากรอกเอกสาร ทางวัดจะมารับ และจะพิมพ์ใบฎีกาให้เราพระอาจารย์คิดว่าสะดวกดี จึงร่วมบุญด้วย โยมพี่อารีพันธุ์เป็นคนที่พูดเพราะมาก กิริยามารยาทดีมาก น่าประทับใจ ภายหลังได้ตั้งกลุ่มชื่อ “กลุ่มบุญแก้ว” ขึ้นมา โดยทุกวันเสาร์ที่ ๓ ของเดือน จะมีจัดรถบัสตอนบ่ายที่สนามเป้า มากราบคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง ที่วัดพระธรรมกาย เพื่อให้ท่านช่วยคุมบุญตอนปล่อยปลาให้แล้วจากนั้นก็เดินทางไปที่วัดมะขาม เพื่อปล่อยปลาให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน จำนวน ๓๐๐ กิโลกรัม นอกจากนั้นทุกวันอังคารจะมีการประชุมกลุ่มกันที่บ้านโยมพี่ทับทิม แถวสะพานผ่านฟ้า ใกล้กับวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อแบ่งบุญกันว่าใครจะช่วยงานอะไรบ้างส่วนตัวพระอาจารย์เองรับหน้าที่ออกจดหมายเชิญชวนคนไปร่วมกิจกรรมปล่อยปลา โดยหาธรรมะมาเขียนลงไปในจดหมายด้วยนอกจากนี้ก็เชิญชวนคนไปร่วมบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และพิธีบูชาข้าวพระในวันอาทิตย์ต้นเดือน ที่วัดพระธรรมกาย

 

                          สมัยนั้น ศาลาจาตุมหาราชิกาคนมาแน่นมาก หลวงพ่อธัมมชโยจะลงนำนั่งสมาธิช่วงเช้า ส่วนหลวงพ่อทัตตชีโวจะลงเทศน์ช่วงบ่ายและทุก ๆ สามเดือน จะมีกิจกรรมไปปฏิบัติธรรมช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์กับพระอาจารย์ใหญ่โรงเรียนพระปริยัติธรรมสมัยก่อน (พระมหาสุวิทย์วิชเชสโก, ป.ธ.๙) ที่ไร่สุวรรณ จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาภายหลังพระอาจารย์ก็ไปวัดพระธรรมกายทุกวันอาทิตย์ ช่วงบ่ายสามโมงจะไปนั่งสมาธิกับพระอาจารย์ใหญ่ ที่อาคารดาวดึงส์ ทำหน้าที่เป็นอุบาสกคอยนำกราบและคอยถวายน้ำ ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ ๕ ปี เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก

 

                          ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ทางวัดจัดกิจกรรมรวมใจไทยทั่วโลกพระอาจารย์จึงคิดว่า “ดีเลย เราจะได้ไปชวนพ่อแม่พี่น้องเข้าวัดทำบุญเพราะถ้าไม่มีเราแล้ว ญาติพี่น้องของเราก็จะยังอยู่กับอบายมุขต่าง ๆเช่น ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ฯลฯ เราจึงต้องไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร”ตอนนั้นกลับบ้าน ๒ สัปดาห์/ครั้ง พระอาจารย์ก็ไปหาผู้นำบุญชื่อป้าน้อย แล้วช่วยกันจัดรถบัส จำนวน ๒ คัน จากจังหวัดพิจิตร ไปร่วมพิธีทอดกฐินที่วัดพระธรรมกาย ช่วงนั่งสมาธิทั้งรอบสายและรอบบ่ายก็ไม่รู้สึกง่วงเลย เพราะปลื้มปีติใจมาก เห็นพระของขวัญวัดปากน้ำภาษีเจริญ ของหลวงปู่ชัดมาก หลังจากนั้นก็ได้มีนโยบายให้จัดกิจกรรมธุดงค์ขึ้นทั่วประเทศ ทีมงานผู้นำบุญจังหวัดพิจิตรก็ไปศึกษาดูงานที่จังหวัดสุโขทัย แล้วก็มาลองทำบ้าง โดยอันดับแรกเข้าไปหาผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เมื่อท่านเห็นชอบด้วย ก็เริ่มประชุมงานและจัดงานกัน ซึ่งครั้งนั้นมีคนมาร่วมกิจกรรมทุกอำเภอทั้งหมด ๖ อำเภอ จำนวน ๓๙๔ กลด (โยม ๓๐๐ คน / พระ ๙๔ รูป) ตรงกับ วันที่ ๒๒-๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ พระอาจารย์ประทับใจมากปลื้มปีติน้ำตาไหล ไม่เคยลืมเลย ภายหลังจากที่พระอาจารย์บวชแล้วก็มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมจังหวัดพิจิตร แล้วก็ชวนคนไปร่วมงานบุญใหญ่ที่วัดพระธรรมกายเป็นประจำ

27-10-68_14b%2810%29.png

ศูนย์กัลยาณมิตรจังหวัดพิจิตรยุคบุกเบิก

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : แรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้พระอาจารย์ตัดสินใจบวชครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : ความรู้สึกอยากบวชมีอยู่ในใจของพระอาจารย์ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือเดินไปสู่ความสุขแล้ว เพราะว่าสุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี พระอาจารย์เคยถามอดีตแฟนว่า “ถ้าแต่งงานกันแล้วเราไม่ทะเลาะกันได้ไหม ?” เธอตอบมาว่า “ไม่ได้” พระอาจารย์ก็พูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ไม่แต่ง” พระอาจารย์คิดอยากจะบวชอย่างเดียวแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถบวชได้ เพราะต้องทำงานสร้างบ้านให้พ่อกับแม่และส่งน้องชายเรียนหนังสือให้จบก่อน ทำอยู่อย่างนั้นประมาณ ๑๐ ปี พ่อกับแม่ไม่อยากให้พระอาจารย์บวช ก็พยายามหาภาระมาให้ตลอด พระอาจารย์จึงศึกษาธรรมะในพระไตรปิฎกด้วยตัวเอง ตอนออกจากบ้านไปทำงานท่องลักขณสูตร ส่วนตอนกลับบ้านท่องมหาสติปัฏฐานสูตร รู้สึกว่าอยากจะท่อง ๒ พระสูตรนี้ (มารู้เหตุผลหลังจากบวชแล้วว่า ต้องนำความรู้ที่ได้มาตอบคำถามพระกัลยาณมิตรทั่วประเทศ) ปล่อยปลาทุกวันก่อนไปที่ทำงาน (เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒)เริ่มหัดท่องพระปาฏิโมกข์ตั้งแต่ยังไม่ได้บวช จนคนข้างบ้านเขามาบอกพระอาจารย์ว่า “คุณนพ ปาฏิโมกข์เขาไม่ท่องกันหรอกนะ ต้องคนมีบุญเขาจึงจะท่องได้” เลยตอบเขาไปว่า “ใช่ลุง วันนี้เรามีบุญหนึ่งบรรทัดก็จำได้หนึ่งบรรทัด วันพรุ่งนี้ก็อีกบรรทัด วันมะรืนก็อีกบรรทัด สิบวันก็สิบบรรทัด ร้อยวันก็ร้อยบรรทัด พันวันก็พันบรรทัด หมื่นวันก็หมื่นบรรทัดไงลุง” พระอาจารย์จะสวดก่อนนอนทุกคืนเลย มีความสุขมาก

 

                          ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๓๔ หมดภาระทางบ้านแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะบวชในโครงการอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทภาคฤดูฝน แต่ว่าปีนั้นภาคฤดูฝนไม่มี จึงต้องมาบวชภาคฤดูร้อนแทน โยมโน้ส อุดม แต้พานิช ก็เคยอบรมรุ่นเดียวกัน ตอนนั้นถึงแม้จะบวชแล้ว พระอาจารย์ก็ท่องพระปาฏิโมกข์ทุกคืนก่อนนอน ช่วงที่มีกิจกรรมเดินธุดงค์ คืนหนึ่งมีพระเพื่อนถูกผีหลอก คือ มีมือดำ ๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินแล้วกอดท่านไว้ พระเพื่อนธรรมทายาทก็ร้องเสียงดัง แต่พระอาจารย์ไม่ได้ยินอะไรเลย เพราะใจเกาะเกี่ยวกับการสวดพระปาฏิโมกข์จนหลับสนิทไป

 

                          พระอาจารย์ขึ้นทรงพระปาฏิโมกข์ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ (ยังไม่ได้พรรษา) หลังจบโครงการอบรมพระอาจารย์ก็ยังบวชอยู่ต่อ พระพี่เลี้ยงอนุญาตให้กลับบ้านได้ ๗ วันพระอาจารย์เลยกลับบ้านไปปักกลดอยู่คนเดียวที่ท้องนาห่างจากบ้านประมาณ ๑๐ กิโลเมตร แม้จะเจองูหรือเจออะไรก็ไม่กลัว เพราะตอนนั้นนั่งสมาธิดีมาก พอครบกำหนดก็กลับมาวัด

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : ช่วงพรรษาต้น ๆ เป็นอย่างไรบ้างครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : หลังจบโครงการอบรมธรรมทายาท ก็มีโครงการอบรมพระนวกะ ฝึกประมาณ ๘ เดือน นั่งสมาธิเป็นหลัก มีการเรียนนักธรรมบ้าง รับบุญลอกคลองบ้าง ฝึกการพูดแบบการทูตบ้างฯลฯ ภายหลังมีโอกาสลงเทศน์ที่บ้านกัลยาณมิตร จังหวัดชัยนาทจนได้รับบุญเป็นพระอาจารย์เทศน์สอนประจำภาคเหนือ ซึ่งไม่นานก็ได้รับบุญสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมจังหวัดพิจิตร เพราะมีคนถวายที่ดินราคาเกือบหนึ่งล้านบาท

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : ช่วงที่อยู่ในหมู่บ้านปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไรบ้างครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ช่วงพรรษา ๓ จะมีการสัมภาษณ์เพื่อบรรจุตามหน่วยงานต่าง ๆ ของวัด ซึ่งมีหน่วยงานให้พระอาจารย์เลือกอยู่ประมาณ ๓ ที่ คือ ๑. ทีมแก้วกัลยาณมิตร๒. เป็นพระอาจารย์เทศน์สอนในโครงการอบรม ๓. ทีมแก้วภูธรพระอาจารย์ใหญ่ก็เรียกไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว จึงถามท่านว่า“ถ้าไม่ใช่สามที่นี้ หลวงพี่จะให้ผมไปรับบุญอยู่ที่ไหนครับ?” ท่านก็ตอบมาว่า “หลวงพี่จะให้ท่านอยู่กองภาวนา หมู่บ้านปฏิบัติธรรม ช่วยหลวงพี่คัดคนนั่งสมาธิให้หลวงพ่อ” พระอาจารย์ก็ตกใจเป็นอย่างมาก เพราะขนาดเดินผ่านหมู่บ้านปฏิบัติธรรม ยังก้มหน้าไม่กล้ามองเลย แต่ก็กรอกลงไปในเอกสาร ในที่สุดได้รับบุญอยู่ที่กองภาวนา หมู่บ้านปฏิบัติธรรม ภายหลังจากที่เข้ามาหมู่บ้านปฏิบัติธรรมแล้ว ก็จัดโครงการสมาธิแก้วรุ่น ๑ ให้กับนักศึกษาที่จบใหม่ (มีอบรม ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี)จัดโครงการอบรมบุคลากรใหม่ และโครงการรักธรรมะและพระภายในเพื่อส่งเสริมให้ทุกคนมีนิสัยรักในการประพฤติปฏิบัติธรรม

 

                          ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๑ ช่วงที่กำลังสร้างพระมหาธรรมกายเจดีย์ พระอาจารย์กับโยมผู้นำบุญก็ช่วยกันตั้งทีมชื่อ “แก้วธรรมกาย” ขึ้น แล้วก็เดินสายชักชวนทำบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวได้ทั้งหมด ๑๐๐ องค์ ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมดิโอสยามแถวพาหุรัด สำเพ็ง-เยาวราช จัดกิจกรรมสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังธรรมทุกวันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ และวันเสาร์ ซึ่งมีสาธุชนมาร่วมอย่างต่ำ ๑๕๐ คน สูงสุด ๔๐๐ คน โดยที่สามารถชวนคนมาเข้าวัด มาบวชเป็นพระ และมาเป็นเจ้าหน้าที่วัดจำนวนมากมาย

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : ความเป็นมาของ “ชมรมปล่อยปลาและบูชาเจดีย์”เป็นอย่างไรครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : หลังจากช่วยสร้างศูนย์ที่ดิโอสยาม พระอาจารย์ก็ป่วยจนเข้าโรงพยาบาลเป็นระยะเวลา ๓ วัน จึงมีความคิดว่า “ไม่ได้แล้ว ต่อไปนี้เราจะต้องปล่อยปลาให้ชีวิตสัตว์เป็นทานทุกวัน เราจะได้ไม่ต้องมานอนป่วยแบบนี้อีกต่อไป” ช่วงนั้นมีน้องจากทีมแก้วสัมพันธ์มาช่วยขับรถให้ หลังจากนั้นก็เริ่มปล่อยปลาทุกวันมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่คลองหนึ่ง คลองสอง คลองสาม คลองสี่ ฯลฯ แต่ปล่อยเพียงจำนวนนิดหน่อย ภายหลังคนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาเห็น จึงจอดรถลงมาร่วมปล่อยปลาด้วย จนคนที่มาร่วมปล่อยด้วยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น ๕๐ คนต่อวัน ต่อมาอีกก็มีพระอาจารย์ในวัดมาร่วมปล่อยด้วย จนคนมาร่วมกิจกรรมเพิ่มมากขึ้นถึง ๒๐๐ คนต่อวัน จึงต้องเปลี่ยนไปปล่อยปลาที่วัดแสวงสามัคคีธรรม ตำบลคลองห้า จนปัจจุบันนี้เปลี่ยนสถานที่เป็น วัดปทุมทอง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

 

                          ส่วนการบูชาเจดีย์นั้น พระอาจารย์ไปบูชาเจดีย์เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว โดยนำเทียนไปจุดบูชาวันละ ๑๐๔ แท่ง จนกระทั่งว่าตอนที่ยืนบูชาอยู่ ญาติโยมที่ยืนอยู่ด้านหลัง เขามองเห็นก็ถามว่า“หลวงพ่อธิษฐานอะไรบ้างคะ ?” พระอาจารย์จึงบอกเขาไปว่าอธิษฐานจิตอย่างนี้ ๆ โยมเขาเลยบอกว่า “ตั้งแต่วันนี้ไป หลวงพี่ช่วยนำพวกโยมอธิษฐานจิตหน่อยนะคะ” พระอาจารย์ก็เลยได้นำอธิษฐานจิตบูชาเจดีย์ตั้งแต่นั้น เคยมีโยมชื่อณัชมาถามพระอาจารย์ว่า “หลวงพี่จะไปบูชาเจดีย์จนถึงเมื่อไร ?” พระอาจารย์เลยตอบว่า “หลวงพี่จะไปบูชาเจดีย์จนตลอดชีวิต” ภายหลังมีคนไปร่วมกิจกรรมทั้งปล่อยปลาและบูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์มากขึ้น ๆ จึงก่อตั้งเป็น “ชมรมปล่อยปลาและบูชาเจดีย์” ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ (ครบ ๒๐ ปีแล้ว)ต่อมาภายหลังจึงมีแท่นบูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์สำหรับพระภิกษุและเจ้าภาพเพิ่มขึ้นมา ปัจจุบันนี้ ช่วงเช้าพระอาจารย์จะไปนำอธิษฐานจิตบูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ เวลา ๐๕.๓๐ ถึง ๑๖.๑๕ น. ช่วงสายไปนำอธิษฐานจิตปล่อยสัตว์ปล่อยปลา เวลา ๐๗.๓๐ ถึง ๑๘.๑๕ น.และช่วงเย็นไปนำอธิษฐานจิตบูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ เวลา ๑๗.๓๐ ถึง ๑๘.๑๕ น. เป็นประจำอย่างนี้ทุกวัน

27-10-68_15b%2810%29.jpg

บรรยากาศของชมรมปล่อยปลาบูชาเจดีย์ในยุคบุกเบิก

27-10-68_16b%2810%29.jpg

                          ผู้สัมภาษณ์ : พระอาจารย์เคยตอบปัญหาให้กับพระกัลยาณมิตรทั่วประเทศเกี่ยวกับคำสอนของวัดเราด้วยใช่ไหมครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : ใช่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๓ มีการจัดโครงการอบรมพระกัลยาณมิตรทั่วประเทศขึ้นที่วัดพระธรรมกายทางคณะกรรมการที่จัดโครงการฯก็มานิมนต์พระอาจารย์ไปสอนสมาธิให้กับพระในโครงการฯ ที่มาจากทั่วประเทศเลย มีทั้งหลวงปู่ หลวงตาหลวงพี่ ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ รูป ช่วงนั้นวัดพระธรรมกายโดนโจมตีเรื่องสอนผิดบ้าง เรื่องการสร้างพระพุทธรูปลืมตาและไม่ห่มจีวรบ้าง เรื่องการทำทานบ้าง ฯลฯ โชคดีที่พระอาจารย์ศึกษาพระไตรปิฎกมา จึงตอบเขาได้ แต่ในช่วงแรกเขาไม่เชื่อกัน ครั้งต่อมาจึงต้องถ่ายเอกสารเนื้อหาในพระไตรปิฎกไปแจกด้วย เขาถึงยอมเชื่อเรา เพราะว่าเรานำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามายืนยันภายหลังเนื้อหาเหล่านั้นกลายมาเป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนวิชาสมาธิ ๗ ของศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : ความเป็นมาของ “เพจพระนพดล สิริวํโส” เป็นอย่างไรครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : เนื่องจากสมัยนั้น Social Media กำลังมาแรงวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ทางคณะกรรมการบริหารฯ มีนโยบายให้พระอาจารย์เทศน์สอนจำนวน ๓๐ รูป เปิด Facebook Fanpage ขึ้นมา เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของวัดพระธรรมกาย ซึ่งตอนนั้นพระอาจารย์ยังทำไม่เป็นก็ไปถามคนนั้นคนนี้ว่าเราต้องทำอะไรบ้างมีโยมคนหนึ่งชื่อครูพัฒน์ เขาบอกว่า “ไม่ยากเลยค่ะ หลวงพี่ไปทำบุญอะไรมา ก็แค่ถ่ายรูป โพสต์ลงไปในเพจเท่านั้นเอง” พระอาจารย์จึงคิดว่า “ไม่ได้ยากอย่างที่คิด” เวลาไปปล่อยปลาและบูชาเจดีย์ก็ถ่ายรูปโพสต์ลงไป หรือเวลาเจออะไร ก็ถ่ายรูปแล้วพิมพ์ให้เป็นธรรมะหรือข้อคิด อาทิ ไปเจอสุนัขแม่ลูกอ่อน พอถ่ายภาพเสร็จ ก็โพสต์ว่า “มนุษย์รีดลูก แต่สุนัขเลี้ยงลูก” เพียงเท่านี้ก็มีคนกดไลค์ กดแชร์กันมากมายพระอาจารย์ก็ศึกษาว่า โพสต์อย่างไหนคนชอบ หรือบางครั้งมีคนไม่เข้าใจ เราก็เอาธรรมะจากพระไตรปิฎกมาอ้างอิง ช่วงนั้นจึงมีคนกดติดตามเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกวัน จากเดิมที่พระอาจารย์อยู่อันดับท้ายสุดก็ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับที่ ๑ โพสต์ที่เป็นประวัติศาสตร์คือ ภาพพระธรรมทายาทซ้อมเดินธุดงค์ท่ามกลางสายฝน มีคนกดไลค์กดแชร์ ข้ามวันข้ามคืน จนต่อมาถึงกับมีนักข่าวมาสัมภาษณ์พระอาจารย์

 

                          ปัจจุบันนี้ มีคนกดไลค์เพจของพระอาจารย์มากกว่า ๖ ล้าน ๗ แสนคนแล้ว พระอาจารย์คิดว่า “ชาตินี้อยากจะฝึกให้อภัยให้ได้สักล้านครั้ง” แต่ความตั้งใจนี้สำเร็จแล้ว เพราะว่ามีคนทำเพจปลอมพระอาจารย์ขึ้นมาเยอะมาก รวมถึงปลอมไอดีใน Twitter มีคนกดติดตาม ๑ ล้าน ๒ แสนคน “พระอาจารย์จึงถือโอกาสนี้ให้อภัยบุคคลเหล่านั้นที่ใส่ร้ายป้ายสีพระอาจารย์หรือมีส่วนยินดีในการทำอย่างนั้นเลยเป็นอันว่าได้ให้อภัยครบล้านครั้งพอดี”

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : พระอาจารย์รับหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้สอนประจำวิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย (DOU) ได้อย่างไรครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๖ หลวงพ่อมีดำริให้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย (DOU) ขึ้น โดยนำธรรมะในพระไตรปิฎกมาจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนให้กับพระภิกษุสามเณรและญาติโยมได้มาศึกษา โดยไม่จำกัดวุฒิ มีอยู่วันหนึ่งพระอาจารย์เดินสวนกับโยม ดร.เขมิกา พูดคุยกันแล้วทราบว่า โยมอยากจะให้ช่วยไปเป็น พระอาจารย์ผู้สอนประจำวิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้หน่อย เพราะพระอาจารย์สามารถทรงจำลักขณสูตร (พระสูตรที่ว่าด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ) ได้พระอาจารย์รับหน้าที่นี้ตั้งแต่นั้นมา ช่วงที่พระอาจารย์ไปนำอธิษฐานจิตปล่อยปลาหรือบูชาเจดีย์ ก็จะชวนคนไปลงสมัครเรียนกัน เพราะว่าการตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เราบริสุทธิ์ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการสั่งสมบุญสร้างบารมีให้มากขึ้นกว่าเดิมทำให้เราเป็นผู้ที่ไม่ประมาท จะสำเร็จหรือไม่นั้น ไม่เป็นไร ขอให้ตั้งความปรารถนาไปก่อน เพื่อพัฒนาตัวของเรา เพื่อนิสัยที่ดีของเราเพื่อเราจะได้ไม่พลาดพลั้งไปทำความชั่ว แล้วต้องไปตกนรก

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : พระอาจารย์มีโอกาสสอนสมาธิให้กับชาวเกาหลีด้วยใช่ไหมครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : ใช่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๑ พระอาจารย์ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ว่าด้วยการสร้างชาติของประเทศเกาหลีจากประวัติของพระเจ้าทงมย็อง ผู้ก่อตั้งอาณาจักรโคกูรยอ (หนึ่งในอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของประเทศเกาหลี) จึงเกิดความสงสารเขา เพราะเขายังไม่รู้จักศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งขณะนั้นวัดของเรายังไม่ได้ตั้งศูนย์สาขาที่ประเทศเกาหลี เลยเกิดแรงบันดาลใจว่า “ภายในระยะเวลา ๒ ปีนี้เราจะต้องนำนั่งสมาธิเป็นภาษาเกาหลีให้ได้ ในฐานะที่เราเป็นพระอาจารย์สอนสมาธิของวัดพระธรรมกาย” จึงเริ่มศึกษาภาษาเกาหลีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีอาจารย์หยางมาสอนที่วัดในตอนนั้นพระอาจารย์เขียนบทนำนั่งสมาธิเป็นภาษาเกาหลี จากประสบการณ์ที่เคยนำนั่งสมาธิแล้วมีคนบอกว่าดีมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำสอนของคุณครูไม่ใหญ่ แต่นำมาปรับเพื่อให้คนเกาหลีเข้าใจได้ง่ายขึ้น จนต่อมาพระอาจารย์มีโอกาสไปนำนั่งสมาธิให้กับชาวเกาหลีที่สภาธรรมกายสากลในวันบุญพิธีทอดกฐิน ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ทำให้รู้ว่าบทนำนั่งสมาธิภาษาเกาหลียังต้องมีการปรับแก้อีกบางส่วน

 

                          ช่วงวันที่ ๑๓-๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ พระอาจารย์ได้รับนิมนต์ให้เป็นตัวแทนของวัดพระธรรมกาย ประเทศไทยเพื่อไปร่วมพิธีเดินโคมที่ประเทศเกาหลี โดยคณะทีมงานที่ไปบุกเบิกสร้างศูนย์สาขาที่นั่น ซึ่งครั้งนั้นเป็นการไปประเทศเกาหลีครั้งแรกของพระอาจารย์ พระที่ไปด้วยกันมีหลายรูป เช่น พระมหาบุญพรมจารุปุญฺโญ (ปัจจุบัน คือ พระเมธีปริยัติธาดา) และพระณรงค์ขนฺติพโล เป็นต้น เมื่อไปถึงแล้วพระอาจารย์ก็ลองซ้อมนำนั่งสมาธิให้กับภิกษุณีมายอนซื้อนิ่ม จนได้รับคำชื่นชม จึงทำให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ในวันเตรียมงานพระอาจารย์นำนั่งสมาธิให้กับชาวเกาหลีที่มาช่วยกันเตรียมงานอีกรอบ จนทำให้ชาวเกาหลีชื่อคุณชามย็องชิน เกิดประสบการณ์ภายในได้ ทำให้เขาดีใจมาก

 

                          เช้าวันต่อมา คุณชามย็องชิ้นก็ตามเพื่อน ๆ มานั่งสมาธิกับพระอาจารย์เพิ่มอีก ๒๐ คน ซึ่งตอนนั้นไม่มีไมค์และลำโพง ต้องนำนั่งสมาธิปากเปล่า แต่พระอาจารย์ก็สู้ไม่ยอมถอยเพราะโอกาสมาถึงเราแล้ว หลังจากร่วมกิจกรรมของประเทศเขาแล้ว พระอาจารย์ก็ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยดงกุก (คล้ายกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่มีสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา และวัดในประเทศเกาหลีอีกหลายวัด จนช่วงวันท้าย ๆ ได้ไปเยี่ยมหลวงตาโทซอง ปุญญสนฺโต (ภิกษุชาวเกาหลีนิกายเถรวาท) เจ้าอาวาสวัดแทจงซา ที่เมืองปูซาน ทางตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งท่านเป็นชาวเกาหลีที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท จึงเดินทางมาประเทศไทย และเข้าอุปสมบทที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ โดยมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สุวรรณ สุวณฺณโชโต) เป็นพระอุปัชฌาย์ซึ่งสมัยนั้นมีชาวเกาหลีมาขออุปสมบทเป็นจำนวนมาก แต่ภายหลังเมื่อกลับไปประเทศเกาหลีแล้ว เหลือท่านเพียงรูปเดียวที่ยังคงเป็นพระภิกษุนิกายเถรวาทอยู่ ส่วนพระเพื่อนรูปอื่นเปลี่ยนกลับเป็นพระภิกษุนิกายมหายานหมดแล้ว พระอาจารย์มีโอกาสถวายความรู้แด่หลวงตาในการนั่งสมาธิ พอนำนั่งสมาธิเสร็จแล้ว หลวงตาก็ยกนิ้วโป้งให้พระอาจารย์ บอกว่า “เยี่ยมมาก” แล้วท่านก็พาไปนำนั่งสมาธิให้กับชาวเกาหลีอีกหลายที่ โดยท่านจะเป็นผู้เคาะสัญญาณบอกเวลาช่วงเลิกนั่งสมาธิ รวมแล้วพระอาจารย์อยู่ที่ประเทศเกาหลี ๑๐ วัน จึงเดินทางกลับประเทศไทย

 

                          ในช่วงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ หลวงตาโทซองปุญญสนฺโต เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศไทย โดยหลวงพ่อทัตตชีโวอาราธนาให้หลวงตาไปปฏิบัติธรรมที่วัดกิ่วลม จังหวัดเชียงใหม่ประจวบเหมาะกับที่พระอาจารย์ขึ้นไปนำนั่งสมาธิให้กับพระธรรมทายาท

27-10-68_17b%2810%29.jpg

หลวงตาโทซอง ปุญญสนฺโต (ภิกษุชาวเกาหลี นิกายเถรวาท) เจ้าอาวาสวัดแทจงซา

 

                          จำนวน ๕๐๐ รูป ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนพนาวัฒน์ ผ่านไปได้ไม่กี่วันหลวงพี่ณรงค์ ขนฺติพโล โทรศัพท์มาบอกพระอาจารย์ว่า “หลวงพี่ครับคุณครูไม่ใหญ่ท่านถามถึงประสบการณ์ภายในของหลวงตาแล้วช่วยไปนำนั่งสมาธิหลวงตาให้หน่อย” ตอนนั้นพระอาจารย์ยังนึกหวั่น ๆ ว่า “เราจะทำให้หลวงตามีประสบการณ์ภายในได้อย่างไร ?” แต่พระอาจารย์บอกตัวเองว่า “เราต้องทำได้” ก็เลยเดินทางไปหาหลวงตาที่วัดกิ่วลม ช่วงที่นำท่านนั่งสมาธิรอบสาย ประมาณเกือบ ๒ ชั่วโมงโดยให้ท่านเอาใจมาวางไว้ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ พอเลิกนั่งสมาธิท่านบอกพระอาจารย์ว่า “พระอาจารย์นพดลถึงแม้พูดภาษาเกาหลีได้นิดเดียว แต่คุณค่านั้นมากมาย”

 

                          ในวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เรื่องราวผลการปฏิบัติธรรมของหลวงตาโทซอง ปุญญสนฺโต ได้ออกรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา หลวงตาเขียนบอกว่า “ตอนที่พระอาจารย์นพดลมาสอนสมาธิให้เป็นภาษาเกาหลี อาตมาเห็นภาพตัวเองในนิมิต ตัวของอาตมาในภาพนั้นหล่อมาก จนต้องรำพึงออกมาว่า ฉันเห็นตัวเองรูปหล่อมาก ฉันหล่อมาก และมีแสงสว่าง” ทำให้คุณครูไม่ใหญ่ปลื้มมากท่านจึงพูดกับพระอาจารย์ในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาว่า “ไม่รู้เลยว่าท่านพูดภาษาเกาหลีได้” วันนั้นจึงเป็นวันประวัติศาสตร์ของชีวิตที่พระอาจารย์ปลื้มปีติอย่างมากด้วยเช่นกัน

 

                          พระอาจารย์มีโอกาสนำนั่งสมาธิให้กับชาวเกาหลีเรื่อย ๆเพราะหลังจากที่วัดเราตั้งศูนย์สาขาที่ประเทศเกาหลีใต้ได้แล้ว หลวงพี่นุกูล ธีรวโร พาเพื่อนชาวเกาหลี ซึ่งมีทั้งภิกษุ ภิกษุณี และญาติโยมมาเที่ยวชมวัดเราแทบทุกปี ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๐ พระอาจารย์ได้รับนิมนต์ให้ไปนำนั่งสมาธิให้แก่ภิกษุ ภิกษุณี และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยดงกุก ประเทศเกาหลีใต้ ที่ป๊อบเฮ้าส์ จนทำให้คุณชั้นนานักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา เกิดประสบการณ์

 

                          ภายใน คือ เห็นดวงสว่าง ในปีต่อมา เขาทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการทำสมาธิแบบพระพุทธศาสนาในไทย และกล่าวถึงพระอาจารย์นพดลว่าเป็นคนสอนสมาธิให้กับเขา แล้วยังนำวิทยานิพนธ์นั้นมาถวายให้กับพระอาจารย์ด้วยเล่มหนึ่ง ในอนาคตเขามีความตั้งใจว่า หลังจากศึกษาจนจบปริญญาเอกแล้ว จะเปิดศูนย์สอนสมาธิที่ประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย

27-10-68_18b%2810%29.jpg

คุณชั้นนา นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยดงกุก

 

                          และในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ พระอาจารย์เดินทางไปประเทศเกาหลีใต้เป็นครั้งที่ ๒ โดยครั้งนี้พระอาจารย์เดินทางไปร่วมพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะของมหาวิทยาลัยดงกุกและได้ไปหาศาสตราจารย์อันยางกวเคียวซูนิม (อาจารย์ผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนา) ซึ่งท่านได้ส่งนักศึกษาไปเยี่ยมชมวัดเราทุกปี นอกจากนี้ยังได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้หลายแห่ง จนไปเจอแท่งศิลาจารึกของท่านอีชาดน ซึ่งท่านผู้นี้เป็นขุนนางที่ยอมให้พระเจ้าพ็อบซึ้งแห่งแคว้นชิลลาตัดคอ เพื่อพิสูจน์ให้ชาวเมืองที่ยังนับถือเทพเจ้าเห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่บริสุทธิ์ โดยอธิษฐานจิตขอให้เลือดของเขาเป็นสีขาวถ้าหากพระพุทธศาสนาดีจริง แล้วสุดท้ายก็เป็นไปตามคำอธิษฐานจนทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากในยุคนั้น ซึ่งพระอาจารย์เองก็มีความตั้งใจอยู่ก่อนแล้วว่า“อยากทำแท่งศิลาจารึกหลักฐานวิชชาธรรมกาย เกี่ยวกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพื่อนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดต่าง ๆ ในประเทศเกาหลีให้ได้ ๑๐๐ แห่ง” และพระอาจารย์ก็มีความศรัทธาในท่านอีชาดนมาก เพราะท่านมีพระคุณต่อพระพุทธศาสนาจึงประกาศชื่อของท่านที่หน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์เป็นประจำทุกวัน

27-10-68_19b%2810%29.jpg

(ภาพบน) ศิลาจารึกของท่านอีชาดน

(ภาพล่าง) ศิลาจารึกหลักฐานวิชชาธรรมกาย

27-10-68_20b%2810%29.jpg

                          วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ พระอาจารย์เดินทางไปประเทศเกาหลีใต้เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งนั้นหลวงพี่อินคงซื้อนิ่ม เจ้าอาวาสวัดดื่มกุกซาบอกกับพระอาจารย์ว่า “ที่เมืองคิมแฮนี้เป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนามาเผยแผ่ครั้งแรกในประเทศเกาหลี ถ้าหากพระอาจารย์นพดลสามารถเทศน์เป็นภาษาเกาหลีได้ ๖ ชั่วโมง จะถวายที่ให้สร้างวัด” ตอนนั้นพระอาจารย์ตอบท่านไปทำนองว่าพระอาจารย์อายุมากแล้ว ภายหลังจึงบอกท่านว่า “ครั้งหน้าขอลองนำนั่งสมาธิและเทศน์เป็นภาษาเกาหลีสัก ๒ ชั่วโมงดูก่อน”

 

                          ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ พระอาจารย์ได้เดินทางไปประเทศเกาหลีใต้อีกเป็นครั้งที่ ๔ โดยวันแรกไปนำนั่งสมาธิให้กับชาวเกาหลีที่วัดดื่มกุกซา เมืองคิมแฮ บังเอิญว่าครั้งนั้นมีพระอาจารย์จีฮยอนซือนิม ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ไปร่วมกิจกรรมด้วยท่านจึงมานิมนต์ให้พระอาจารย์ไปนำนั่งสมาธิที่วัดของท่านในวันพรุ่งนี้ด้วย พระอาจารย์จึงได้โอกาสไปนำนั่งสมาธิให้กับชาวเกาหลีที่วัดควันดื่มซา เมืองปูซาน เพิ่มอีกหนึ่งวัด พระอาจารย์เตรียมทั้งโปรเจกเตอร์ เพื่อฉายภาพศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ รวมถึงเตรียมดวงแก้วจุยเจียและแผ่นโบว์ชัวร์สำหรับการฝึกสมาธิไปแจกชาวเกาหลีที่จะมาร่วมกิจกรรมกว่า ๓๐๐ คน วันรุ่งขึ้นเมื่อพระอาจารย์ไปถึงวัดท่านหลังจากสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว พระอาจารย์จีฮยอนซือนิมจูงมือพระอาจารย์ขึ้นธรรมาสน์ของประธานสงฆ์เลย พระอาจารย์ตกใจมากที่ท่านให้เกียรติเราขนาดนี้ แถมยังหาอาสนะมาเสริมให้พระอาจารย์อีก ครั้งนั้นไม่มีล่ามไปด้วย แต่ทุกอย่างก็ออกมาเรียบร้อยเกินคาด

27-10-68_21b%2810%29.png

วัดควันอึมซา เมืองปูซาน

 

                          หลังจากเสร็จกิจกรรมแล้ว พระอาจารย์จีฮยอนชื่อนิม ออกมากล่าวว่า “ปัจจุบันการสอนสมาธิในเกาหลีมีหลากหลายวิธี แต่การทำสมาธิด้วยวิธีนี้ เป็นวิธีที่จะทำให้ทุกคนเข้าถึงสมาธิได้อย่างง่าย ๆเพราะว่าทุกคนมีเป้าหมายเพื่อเข้าถึงพระนิพพาน และการสวดมนต์ทำสมาธิก็จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน” ส่วนหลวงพี่อินคงซื้อนิมกล่าวเสริมว่า “วัดดื่มกุกซา มีความพร้อมที่จะเปิดเป็นศูนย์สอนสมาธิของวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย จึงนิมนต์พระอาจารย์นพดลเดินทางมาประเทศเกาหลีครั้งนี้ และท่านได้รับนิมนต์มาแสดงธรรมต่อที่วัดควันอึมชาด้วย ในอนาคตวัดดื่มกุกซาและวัดควันดื่มชาจะมีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำสมาธิ และการนำคำสอนพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับพระพุทธศาสนาแบบมหายาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้”

 

                          หลังจากที่พระอาจารย์เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ทางทีมงานศูนย์สาขาที่ประเทศเกาหลีก็โทรศัพท์มาบอกว่า “กิจกรรมที่พระอาจารย์นพดลไปนำนั่งสมาธิให้กับชาวเกาหลีที่วัดควันดื่มซา เมืองปูซานออกข่าวของคณะสงฆ์นิกายโจเกจง (ซึ่งเป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้) อีกด้วย” ทำให้พระอาจารย์ปลื้มใจมาก ทุกวันนี้ยังติดต่อกันอยู่ แต่ช่วงนี้คงต้องรอให้สถานการณ์โควิด-๑๙ ระบาด ผ่านพ้นไปก่อน จึงจะไปสอนสมาธิให้กับชาวเกาหลีอีกครั้ง

 

                          ผู้สัมภาษณ์ : เนื่องในวาระครบ ๓๐ พรรษา จึงอยากกราบขอโอวาทเกี่ยวกับการสร้างบารมีให้กับพระรุ่นน้องที่มาในภายหลังด้วยครับ ?

 

                          พระอาจารย์ : ประการแรก เราต้องพิจารณาว่า ในเมื่อเราตัดใจเข้ามาบวชแล้ว วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เรามีพรรษา ๕ (พระมัชฌิมะ)เรานั่งสมาธิมากกว่าตอนพรรษา ๑ ไหม ? เราเป็นที่ยอมรับของเพื่อนสหธรรมิกและญาติโยมในองค์กรมากแค่ไหน ? หรือในปีนี้เรามีพรรษา ๑๐ (พระเถระ) แล้ว เรามีคุณธรรมความดีมากกว่าตอนพรรษา ๑ เพียงไร ? ถ้าเกิดว่าตัวของเรามีพรรษา ๕ หรือพรรษา ๑๐ แล้วการฝึกตัวและการรับบุญของเรายังไม่ได้เป็นที่ยอมรับ ยังไม่ได้เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของเพื่อนสหธรรมิกและญาติโยมในองค์กร แสดงว่าการสร้างบารมีของเรานั้นย่อหย่อนแล้ว ประการที่สอง การปฏิบัติธรรมพรรษา ๑ เรานั่งสมาธิอย่างไร ? พรรษา ๕ เรานั่งสมาธิอย่างไร ?พรรษา ๑๐ เรานั่งสมาธิอย่างไร ? ถ้าพรรษา ๕ หรือพรรษา ๑๐ ยังสู้พรรษา ๑ ไม่ได้ เราต้องพิจารณาตัวเองแล้ว เพราะวันคืนที่ล่วงไป ๆเราต้องมีความบริสุทธิ์มากขึ้น เราต้องมีบุญบารมีมากขึ้น หรือการปฏิบัติธรรมของเราต้องดีมากยิ่งขึ้น ถ้ายังไม่ดีขึ้นกว่าเดิม แสดงว่าเรายังต้องมีข้อให้ปรับปรุงแก้ไขอยู่

 

                          ส่วนเรื่องของอุปสรรคที่จะมาทำให้เราต้องออกจากเพศสมณะหรือออกจากหมู่คณะไปที่พระอาจารย์เห็นนั้นมีอยู่ ๓ เรื่อง ได้แก่

 

                          เรื่องที่ ๑ คือ โรคภัยไข้เจ็บ เพราะจะทำให้การสร้างบารมีติดขัดหรือน้อยลง จนในที่สุดก็ไม่สามารถสร้างบารมีต่อไปได้ ดังนั้นจึงต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี

 

                          เรื่องที่ ๒ คือ การกระทบกระทั่ง เพราะการรับบุญต่าง ๆ ต้องมีโอกาสเกิดการกระทบกระทั่งเป็นเรื่องธรรมดา บางครั้งเราไม่ได้ตั้งใจแต่ไปทำให้เขาเสียใจโดยไม่รู้ตัว หรือว่าเราเด่นดังเกินไปจนทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ หรือเราโดนเขาดูถูก จนเกิดความน้อยใจ ทั้งหมดนี้เราต้องอดทน และต้องไม่มีทิฏฐิมานะว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา หรือเราต่ำกว่าเขา ถ้าหากเรามีทิฏฐิมานะเหล่านี้ แล้วเราไม่ยอมคน เราไม่เห็นอานิสงส์ของการอดทน เราคิดแต่เพียงว่าเราเป็นฝ่ายถูก ในที่สุดเราก็จะไม่พอใจ แล้วไปทำอะไรที่ผิดพลาด จนต้องออกจากหมู่คณะไปแต่ถ้าหากเราคิดว่าทุกครั้งที่มีการกระทบกระทั่ง แล้วเรายอมที่จะอดทนเพื่อให้ได้ขันติบารมี ทานบารมีนั้นต้องใช้ทรัพย์ แต่ขันติบารมีเราไม่ต้องใช้ทรัพย์ เมื่อเราเห็นอานิสงส์ของการอดทนแล้ว เราจะถึงฝั่งแห่งความสำเร็จ คือ ไปดุสิตบุรี ไปที่สุดแห่งธรรม และความอดทนนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า “เป็นธรรมเครื่องเผากิเลส” เราต้องยินดีที่จะอดทน เราต้องยินดีที่ได้ให้อภัย เราต้องยินดีที่จะเจริญเมตตา แล้วอธิษฐานจิตว่า “ด้วยบุญที่เราอดทน ด้วยบุญที่เราได้ให้อภัย ด้วยบุญที่เรามีจิตเมตตานี้ ขอให้เราสามารถสร้างบารมีได้ตลอดประพฤติธรรมได้ตลอด ประพฤติพรหมจรรย์ได้ตลอด” ส่วนการที่เขาด่าเรานั้น เป็นกิเลสของเขา เป็นกรรมของเขา เป็นวิบากของเขา ที่เขาจะต้องได้รับ สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องของเขา ส่วนการอดทน มีจิตเมตตาและให้อภัยนั้น เป็นกรรมดีของเรา เป็นนิสัยดีของเรา ต้องนึกขอบคุณเขาที่ทำให้เราได้อดทนและได้ขันติบารมี

 

                          เรื่องที่ ๓ คือ ความกำหนัดยินดีในกาม เราต้องไม่ไปคลุกคลีกับเพศตรงข้าม และต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือถ้าจำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวก็ไม่ยึดถือในศุภนิมิต (ว่ารูปที่เห็นนี้งดงาม) หรือไม่ยินดีในอนุพยัญชนะเหล่านั้น (เช่น ตางาม ฟันงาม มืองาม เป็นต้น) และต้องเห็นโทษว่าถ้าหากเราพลั้งพลาดลงไป จะต้องอาบัติหนัก ทำให้มีอบายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า แม้เราจะกระทำคืนอาบัติเหล่านั้นอย่างถูกต้องตามพระวินัยแล้วก็ตาม แต่วิบากกรรมเหล่านั้นไม่ได้หมดไปด้วย ดังนั้นพระภิกษุจึงไม่ควรใกล้ชิดกับมาตุคาม เพราะว่าผู้หญิงกับผู้ชาย อุปมาเหมือนแม่เหล็กขั้วบวกกับขั้วลบ ขนาดแม่เหล็กไม่มีจิตใจมันยังดูดเข้าหากันเลย ฉะนั้นเพศตรงข้ามย่อมดึงดูดกันอยู่แล้วตามธรรมชาติ พระภิกษุจึงต้องมีความสำรวมระวังในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามเห็นอารมณ์ว่าไม่งาม รู้จักประมาณในการบริโภค มีความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่มารจึงจะตามรังควานไม่ได้ แต่ถ้าหากเราไม่สำรวมแล้ว จะเสียบุญบารมีไป ยกตัวอย่างเช่น เรามีความสำรวมระวัง แล้วปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรม เราก็ได้บุญบารมีเพิ่มขึ้น ยิ่งใหญ่กว่าการได้สมบัติจักรพรรดิอีกแต่ถ้าหากเราไม่สำรวม เราไปเสพกาม เราก็ต้องไปเป็นขี้ข้ากามเลี้ยงภรรยา เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน ทำงานเหนื่อยยาก ไม่มีความสุขอาจจะพลาดไปทำสิ่งผิดกฎหมาย อาจจะผิดศีลมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นถ้าเรายังติดกาม ยังกำหนัดยินดีในกาม เราแพ้แน่นอน ความสุขจากการเสพกามนั้น เพียงชั่วเวลาสั้น ๆ น้อยนิดเดียว เดี๋ยวก็รู้สึกเบื่อเราจึงต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ต้องเห็นโทษของกาม เห็นโทษของการเวียนว่ายตายเกิดว่า หลังจากตายแล้วเราอาจจะไม่ได้กลับดุสิตบุรีเราอาจจะไปเกิดในอบาย แล้วไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ ถ้าเราไม่ได้อยู่กับหมู่คณะ ภรรยาไม่ใช่ที่พึ่ง ลูกไม่ใช่ที่พึ่ง เพราะทุกคนก็ต้องแก่ต้องเจ็บ ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น แต่บุญบารมีเป็นที่พึ่ง วิชชาธรรมกายเป็นที่พึ่ง มหาปูชนียาจารย์เป็นที่พึ่ง เราต้องยอมเพื่อจะได้มีโอกาสสร้างบารมี

 

                          พระอาจารย์จะอธิษฐานจิตตอนบูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ทุกเช้าว่า “ขอให้ข้าพเจ้าไม่มีความประมาท ไม่มีความผิดพลาด ไม่มีความน้อยใจ ขอให้มีแต่ความปีติใจในการสร้างบารมี ขอให้เรามีดวงบุญใหญ่ที่สุด ขอให้เราได้บวชตลอดชีวิต ขอให้เราอย่าได้เกิดเป็นผู้หญิงขอให้เราบรรลุธรรมเร็ว ไม่ลำบากนาน ขอให้เราสามารถสร้างบารมีได้ตลอด ไม่เอาเรื่องใคร เอาแต่บุญ เอาแต่ธรรมะ” เพราะในไม่ช้า เราก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้ว เราจึงควรสร้างบุญบารมีของเราให้เต็มที่ แล้วเราจะดีเอง ใครจะยึดอะไรก็ยึดไป เราขอยึดศูนย์กลางกายฐานที่ ๗เราขอยึดบุญบารมีอย่างเดียวเท่านั้น เราต้องยึดคุณธรรมของคุณยายฯเพื่อที่เราจะได้บำเพ็ญและศึกษาความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุญบารมีให้ได้มากเป็นพิเศษ ถ้าเราสามารถให้อภัยได้ จิตใจเราจะปลอดโปร่ง มีความสุข แต่ถ้าเราให้อภัยไม่ได้ จิตใจของเราจะไม่สงบและถ้าเราไม่เป็นคนยอมคน เราคิดแต่เพียงว่าเราถูกอยู่ฝ่ายเดียวเราจะมีแต่ศัตรูรอบด้าน และถึงแม้เราจะเป็นฝ่ายถูก แต่เราก็ยอมเพียงแค่ขอให้เราได้โอกาสในการสร้างบารมีในวัดกับหมู่คณะ ด้วยบุญเช่นนั้น จะทำให้เราเจริญรุ่งเรืองเอง เราต้องเป็นคนรักบุญ ไม่รังเกียจบุญถึงจะมีความเจริญ

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0022724509239197 Mins