บุคคล ๓ จำพวก

“เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่เมื่อนั้น พราหมณ์นั้น ย่อมกำจัดมารและเสนาเสียได้ดุจดวงอาทิตย์อุทัย ทำอากาศให้สว่างฉะนั้น”๑
๑ วิ.ม. ๖/๓/๖ (ไทย.มมร)
“ธรรมที่เราได้บรรลุแล้ววันนี้ เป็นคุณอันลึกเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต ไม่หยั่งลงสู่ความตรึก ละเอียด เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง ส่วนหมู่สัตว์นี้ เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัยฐานะคือความที่อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารเป็นต้นนี้เป็นสภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นนี้อันหมู่สัตว์เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัยเห็นได้ยาก แม้ฐานะคือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวงเป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิท หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้ นี้ก็แสนยากที่จะเห็นได้”๒
๒ วิ.ม. ๒/๗/๒๙ (ไทย.มมร)
คาถาเหล่านี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ พระอาจารย์ไม่ได้คิดเอง คำว่า “กาม” คือ ความกำหนัดยินดีในรูป เสียงกลิ่น รส และโผฏฐัพพะ (สัมผัส) โดยเฉพาะความกำหนัดยินดีในเพศตรงข้าม คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงใจของท่านไม่ข้องเกี่ยวในกามเลย ดังนั้นคุณยายจึงทำวิชชาธรรมกายได้ดี เพราะนี่เป็นหลักการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนเอาไว้ในพระไตรปิฎกพระสูตรที่กล่าวถึงโทษของกามนั้นมีเยอะมาก แต่ในวันนี้พระอาจารย์จะยกมาแค่เพียงไม่กี่พระสูตร เพื่อให้พวกเราเข้าใจอย่างง่าย ๆ ในเบื้องต้นก่อน
พระพุทธองค์ทรงอุปมาถึงบุคคลอยู่ ๓ ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ ๑ มีกายอยู่ในกาม มีใจอยู่ในกาม อุปมาเหมือนไม้สดชุ่มด้วยยาง วางอยู่ในน้ำ สีไฟอย่างไรก็ไม่ติด หมายถึง นักบวชที่ยังมีกายไม่หลีกออกจากกาม ยังมีความพอใจในกาม ยังเสน่หาในกาม ยังหลงอยู่ในกาม ยังกระหายในกาม ยังมีความเร่าร้อนเพราะกาม ถึงแม้ว่าจะได้รับความทุกข์อันแสบเผ็ด จากการบำเพ็ญเพียรอย่างไรก็ไม่บรรลุ
ประเภทที่ ๒ มีกายหลีกออกจากกามแล้ว แต่ยังมีใจยินดีในกามอยู่ อุปมาเหมือนกับไม้สดชุ่มด้วยยาง วางไว้อยู่บนบก สีไฟอย่างไรก็ไม่ติด หมายถึง นักบวชผู้ที่มีกายหลีกออกจากกามแล้วแต่ยังมีความพอใจในกาม ยังเสน่หาในกาม ยังหลงอยู่ในกาม ยังกระหายในกาม ยังมีความเร่าร้อนเพราะกาม แม้บำเพ็ญเพียรอย่างไรก็ไม่บรรลุ
ประเภทที่ ๓ มีกายหลีกออกจากกามแล้ว มีใจหลีกออกจากกามด้วย อุปมาเหมือนไม้แห้งวางไว้อยู่บนบก สีไฟอย่างไรก็ติดหมายถึง นักบวชที่เมื่อออกบวชแล้ว ก็ไม่กำหนัดยินดีในกาม เป็นผู้ที่มีกายและใจหลีกออกจากกาม ไม่มีความพอใจในกาม ไม่เสน่หาในกามไม่หลงอยู่ในกาม ไม่มีความเร่าร้อนเพราะกาม ไม่กระหายในกามบำเพ็ญเพียรอย่างไรก็บรรลุ๓
๓ ม.ม. ๒๑/๔๙๒/๑๐๙ (ไทย.มมร)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในกามแล้วได้กระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในเนกขัมมะแล้วเสพโดยมาก จิตของเรานั้นจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ หลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ เพราะเราพิจารณาเห็นว่านั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดจากวิเวกอยู่ เมื่อเรานั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยกาม ย่อมฟุ้งซ่าน ข้อนั้นเป็นอาพาธของเรา เปรียบเสมือนความทุกข์ จึงบังเกิดขึ้นแก่คนผู้มีความสุข เพียงเพื่อเบียดเบียน ฉะนั้น”๔
๔ องฺ.นวก. ๓๗/๒๔๕/๔๗๔ (ไทย.มมร)
เราต้องศึกษาธรรมะในพระไตรปิฎก เพื่อมาสนับสนุนคำสอนของมหาปูชนียาจารย์ ใครเขาว่าวัดเราสอนผิด แต่แท้จริงไม่ใช่อย่างนั้นเพราะเมื่อสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งปวง บรรลุปฐมฌานแล้วต่อไปก็เห็นโทษของวิตกและวิจารจนกระทั่งสงัดจากวิตกและวิจารบรรลุทุติยฌาน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น เป็นต้นนี้ เวลานั่งสมาธิเราจึงต้องไม่มีความอยากเลยแม้แต่น้อย คุณครูไม่ใหญ่เลยสอนว่า “เพราะความอยากแท้ ๆ ทำให้แย่อยู่ทุกวัน”