ดื่มเหล้ารับน้อง ทำลายสมองของชาติ

วันที่ 19 เมย. พ.ศ.2560

ดื่มเหล้ารับน้อง ทำลายสมองของชาติ,วาไรตี้,บทความประจำวัน

 

เรื่องที่ ๑ ดื่มเหล้ารับน้อง ทำลายสมองของชาติ (ช่วงที่ ๓ เรื่องต้องคิด... ชีวิตมหาวิทยาลัย)

 

        ช่วงนี้ เปิดเทอมใหม่ ทุกสถาบันจึงอยู่ในฤดูกาลรับ

        น้องใหม่ ผมเองในฐานะที่เคยเป็นรุ่นพี่รับฟ้องใหม่

      กับเขามาก่อน ก็มีข้อเตือนใจมาฝากทั้งรุ่นพี่และ

  ฟ้องใหม่ในวันนี้ นั่นก็คือ "การรับน้องใหม่ด้วย

อบายมุขจากใจรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง"                    

 

 

           อบายมุขทำลายของชาติ

 

           อบายมุข แปลว่า โฉมหน้าแห่งดวามวิบัติ เสิยหาย

           การรับน้องด้วยอบายมุข ณ็ท่ากับว่า รุ่นพี่เอาความวิบัติเสิยหาย จากใจมามอบให้

           แก่รุ่นน้อง

           ทำไมผมจึงกล้าพูดเช่นนี้ครับ

 

         นั่นเพราะว่า ผมเองจบจากมหาวิทยาลัยมาเกือบสิบปีแล้ว มองเห็นอะไรในโลกใบนี้

มากกว่าตอนใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย แล้วก็พบว่าเพี่อนๆ และน้องๆ ของผมหลายคน ที่

ก่อนหน้ามารับน้อง บางคนเป็นเด็กเก่ง มีผลการเรียนดีอยู่ในระดับจังหวัด บางคนเคยสอบ

ได้อันดับหนึ่ง ของการตอบปัญหาทางวิชาการของประเทศ

 

      และที่สำคัญ ก่อนที่เขาจะเช้ามาเรียนมหาวิทยาลัยนั้น พื้นฐานครอฺบครัวก็ดีมาก ไม่

เคยข้องเกี่ยวข้องกับอบายมุขมาก่อนเลย แต่พอเจอการรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยเช้าไป

รุ่นพี่ทั้งประเคน ทั้งอาบอบายมุขเช้าให้ มีตั้งแต่สุรา นารี พาชี กืฬาบัตร มันสมองแห่งความ

ฉลาดก็เลยถูกแทนที่ด้วยอบายมุข

    ตั้งแต่ปีหนึ่งจนปีสุดท้าย จึงมีสภาพแช่อยู่ในอบายมุข แล้วพอทุลักทุเลเรียนจบไป ผลสุด

ท้ายหน้าที่การงานก็พังเพราะอบายมุข

    พอไปมีครอบครัวเช้าครอบครัวก็แตกแยกเพราะอบายมุข

    สาเหตุใหญ่ก็มิใช่อึ่นไกล เขาพังทั้งชีวิต เพราะเหล้าแก้วแรกที่รุ่นพี่ ประเคนให้ดื่มเมื่อวัน

รับน้อง

    เหล้าแก้วแรกเมื่อตอนรับน้องปี๑ คึอจุดเริ่มต้นให้กับเหล้าแก้วๆต่อไปตลอดชีวิต

    เพราะผมไม่อาจทนดูมันสมองชั้นดีของประเทศถูกทำลายอย่าง

 

  ก่อนที่เขาจะเขัาบาเรียนมหาวิทยาลัยนั้น

พื้นฐานครอนครัวดีมาก ไปเคยขัองเกี่ยว

   ขัองกับอบายมุขมาก่อนเลย แต่พอเจอการ

  รับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยเขัาไป รุ่นพี่ทั้ง

   ประเคน ทั้งอาบอบายมุขเขัาให้ มีตั้งแต่สุรา

      นารี พาชี กีฬาบัตร มันสมองเแห่งความฉลาด

ก็เลยถูกแทนที่ด้วยด้วยอบายมุข

|

      น่าเสียดายเช่นนี้ ผมถึงได้เขียนเตือนรุ่นพี่ทั้งหลายเอาไว้ว่า

     "อย่าเอาความวิบัติมารับน้องใหม่ครับ"

      น้องๆ ที่เป็นรุ่นพี่หลายคนที่อ่านเรื่องนี้แล้ว อย่าเพี่งตำหนิว่า ผมเขียนอะไรรุนแรงเกิน

เลยไป แต่เพราะผมเห็นสภาพจริงๆ ของเพี่อนของน้องที่เคยมีสมองชั้นดี พังมาหลายรายแล้ว

ซึ่งจุดเรื่มต้นก็คือ เหล้าแก้วแรกที่รุ่นพี่หัดให้กินตอนรับน้องใหม่นั่นแหละครับ

 

        อย่าทำชั่ว พราะเกรงใจคนอื่น

        พี่ชายที่เคารพรักของผมคนหนึ่งซึ่งมารู้จักกันตอนทำงานแล้ว ท่านเล่าให้ฟังว่า

        “ผมถือศีล ๕ ตั้งแต่เรียน  ม. ๔ พอสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็ตั้งใจถือศีล

เรื่อยมา จนวันหนึ่งยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายใจของผมก็คิดว่า วันนี้ตั้งใจจะถือศีล ๘ เป็นวันแรก

        พอดีจังหวะนั้น มีรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งกำลังจะไปกินเหล้า เดินมาที่ป้ายรถเมล์พอดี พอเห็นผม

เข้า ก็ตรงรื่เข้ามาชวนกินเหล้าทันที ผมเป็นน้องใหม่ทีแรกๆ ผมก็ปฏิเสธ แต่ว่าความเกรงใจรุ่น

พี่ ผมก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ก็เลยต้องไปกินเหล้ากับเขา

       พอกินไปวันหนึ่งแล้ว เดี๋ยวเขาก็มาซวนผมไปกินอีก ผมกินเหล้าทุกวัน จนกระทั่งในที่สุดก็

ติดเป็นนิล้ย กินจนร่างกายจะกลายเป็นขวดใส่เหล้า

       อาการเมาค้าง ทำให้ผมไปเรียนไม่ไหว แล้วก็เลยไม่ได้เรียน ผลสุดท้าย ผมทำข้อสอบไม่

ได้ ต้องรีไทร์ออกมาตอนปี รุ่นพี่ที่เคยมาชวนผมกินเหล้า ก็หายไปหมด ไม่มีใครมารับผิดชอบ

มีแต่ผมเดินออกมาจากมหาวิทยาล้ยคนเดียว"

       เรื่องไม่จบเท่านี้ครับ เพราะความที่กล้วแม่จะเสียใจ พี่ชายคนนี้ก็เลยปิดเรื่องรีไทร์เอาไว้

แล้วขึ้นเหนือไปทำงานที่ จ.แม่ฮ่องสอน อยู่อีก ๓ปี รอจนกระทั่งครบกำหนดเรียนจบ จึงค่อย

กลับลงมาบอกแม่

         พี่ชายที่ผมเคารพรัก ท่านฝากให้ผมมาบอกรุ่นน้องด้วยว่า .

         "อย่าทำชั่ว เพราะเกรงใจคนอื่น ถ้าเขาจะไม่คบเรา เพราะเราไม่กินเหล้า ก็ไม่เป็นไร ไป

คบคนอึ่นก็ได้ ยังมีคนอีกตั้งแยะทีไม่กินเหล้า"

           ผมฟังเรื่องนี้แล้ว ก็ยิ่งอยากจะยํ้าว่า รุ่นพี่จะสอนน้องให้ทำอะไรก็ตาม ต้องนึกถึงอนา

คตของน้องด้วย โดยเฉพาะยิ่งเรื่องอบายมุขรับน้องด้วยแล้ วผมคิดว่าเราควรจะเลิกวงจรพวก

นี้เสียที เพราะรุ่นพี่ที่ดี ไม่ควรเป็นคนที่ทำลายอนาคตของน้อง ทำลายมันสมองของชาติ

ด้วยอบายมุข

 

      รุ่นพี่จะสอนน้องใหัทำอะไรก็ตาม ตัองนึกถึง

อนาคตของน้องด้วย โดยเฉพาะยี่งเรื่อง

  อบายมุขรับน้องด้วยแลัว ผมคิดว่าเราควร

จะเลิกวงจรพวกนี้เสียที เพราะรุ่นพี่ที่ดี

ไม่ควรเป็นคนที่ทำลายอนาคตของน้อง

 ทำลายมันสมองของชาติด้วยอบายมุข

 

                  ดื่มเหลัาแค่ไหนจึงจะถือว่าขาดสติ

             บางท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะค้านว่า '•ถึงผมจะดื่มเหล้า แต่ผมก็ไม่เคยเมาจน

เสิยการเสียงาน"

             ผมก็ฃออาราธนาคำเทศน์ของพระอาจารย์ท่าน มาอธิบายคำว่า "เมา"กับคำว่า"สติ"

ให้เข้าใจเสียก่อน

             ท่านบอกว่า

             "สติ แปลว่า ความระลึกได้

              หมายถึงระลึกใต้ นึกได้ก่อนจะทำ และพูด

             เรามักใช้คำนี้คู่กับคำว่า สัมปชัญญะ แปลว่ารู้ตัว หรือระลึกได้ชัดขณะกำลังทำ และ

ขณะพูด

              โดยทั่วไป คนเราแม้ยังไม่ได้ดื่มสุราก็เมาอยู่แล้ว คือ

              ๑.เมาอยู่ในความเป็นหนุมมเป็นสาว คือคิดว่ายังไม่แก่ ยังมีเวลาสนุกอยู่อีกนาน

              ๒.เมาในความเป็นผู้ไม่มีโรค คือเผลอสติคิดว่าตัวเองจะเป็นคนที่แข็งแรงต่อไป

อีกนาน หารู้ว่าโรคร้ายจะมาเยือนเรา เมื่อไหร่ก็ได้

              ๓.เมาในชีวิต คือ เผลอสติคิดว่าความตายยังอยู่ห่างไกล อีกนานกว่าความตาย

จะมาถึงตัว หารู้ไม่ว่าความตายนั้นไม่มีเครื่องหมาย อะไรบอกล่วงหน้า

             เพราะฉะนั้น แม้ลำพังไม่กินเหล้า พวกเราก็มีความเมาอยู่แล้ว

            ดังนั้น คนที่ดื่มเหล้าจึงล้วนแต่เพิ่มความขาดสติให้แก่ตนมากยิ่งขึ้น ทำลายความ

เป็นคนของตัวเอง คือ ฆ่าได้ ลักขโมยได้ เจ้าู้ได้โกหกได้ และทำสิ่งที่น่าอายไดั

         คนส่วนมากเข้าใจว่า คนที่ดื่มเหล้าเมาจนเดินไม่ไหว หรือพูดไม่รู้เรื่องแล้ว คือคนขาด

สติ แต่จริงๆ แล้วในทางธรรม ถึอว่าเขาขาดสติแล้วตั้งแต่คิดจะดื่ม คิดจะซื้อยิ่งลงมีอเปิด

ขวดรินเหล้าใส่แก้ว แล้วดื่มล่วงลำคอเช้าไป เขาก็ยิ่งขาดสติมากยิ่งขึ้นตามลำดับ

       ยิ่งดื่มมากเท่าไร ความเป็นคนก็ค่อยๆ ลดลงไปทุกทีๆ เมื่อความเป็นคนเหลือน้อย

ความดีก็ลดลงตามลำดับ

      เพราะฉะนั้นขึ้นชื่อว่าเหล้าแล้ว อย่าว่าแต่จะคิดซื้อมาดื่มเลย เม้แต่เอาขวดเหล้าเข้า

บ้านก็ยังไม่ควร"

      นี่ก็เป็นคำของพระอาจารย์ที่ท่านเตือนสติมา

 

        รุ่นพี่ทั้งหลายครับ จากประสบการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ เราคงเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า การ

จะคิดดี พูดดี ท่าดี เป็นคนดีอยู่ได้ ก็เพราะมี"สติ" ยั้งคิดนี่แหละ แต่ถ้าสติถูกท่าลาย ก็หมด

ความยั้งคิด หมดความเป็นคน

     เพราะฉะนั้น น้องนักสืกษาบางคนก่อนหน้าจะมารับน้อง ก็เป็นคนมีความยั้งคิดที่ดี แต่อดีต

ที่ผ่านมา หลายๆ คนพอโดนรุ่นพี่บังคับให้รุ่นน้องกินเหล้า เพียงแค่แก้วแรกแก้วเดียวเท่านั้น

ก็ทำให้คนดีๆคนหนี่งขาดความยั้งคิดไปตลอดชีวิตได้เลยนะครับ

     ผมคิดว่าไม่มีใครอยากได้ชื่อว่า รุ่นพี่ที่ทำลายอนาคตของน้องทำลายสมองของชาติ

หรอกครับ  เพราะฉะนั้น ช่วยกันรับผิดชอบอนาคตของน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย อย่ารับน้อง

ด้วยอบายมุข สร้างวัฒนธรรมแห่งความสุขแบบไม่มีอบายมุขกันเถิดนะคร้บ

 

     ปล.สำหรับน้องใหม่ ก็อย่าทำลายสมองตัวเองเพราะเกรงใจรุ่นพี่ที่ชวนกินเหล้า ถ้าเขาจะ

ไม่รับเราเป็นน้องเพราะไม่กินเหล้าก็ไม่เป็นไร เราทำถูกต้องแล้ว ชีวิตเราอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่

ได้อยู่ได้ด้วยการมีเพื่อนชวนกินเหล้า เหล้าไม่ใช่ของวิเศษที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น นึกถึงอนาคต

ของตัวเองให้มากๆ อย่าเอาอนาคตมาจมอยู่ในวงเหล้าเลยครับ