นางมาคันทิยา ตอนที่ ๓

วันที่ 20 เมย. พ.ศ.2560

นางมาคันทิยา ตอนที่ ๓,วาไรตี้,บทความประจำวัน

 

         ในเวลานั้น พระราชาย่อมทรงรั้งรออยู่ตลอด ๗ วัน ตามวาระกัน ณ พื้นปราสาทแห่ง

หญิงทั้งสามนั้น คือ พระนางสามาวดี พระนางวาสุลทัตตาและพระนางมาคันทิยา.

 

        พระนางมาคันทิยารู้ว่า ‘พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ พระราชา จะเสด็จไปสู่ปราสาทของพระนาง

สามาวดี’ จึงส่งข่าวไป แก่อาว่า ‘โปรดทราบว่า ฉันมีความต้องการด้วยงู, ขออา จงถอนเขี้ยว

งูทั้งหลายแล้วส่งงูไปตัวหนึ่ง.’

       นายมาคันทิยะกระทำอย่างนั้นแล้ว ส่งไป. พระราชา ทรงถือเอาพิณหัสดีกันต์เที่ยวเสด็จ

ไปสู่ที่เป็นที่เสด็จไปของพระองค์. ในรางพิณนั้นมีช่องๆ หนึ่ง.

   พระนางมาคันทิยาปล่อยงูเข้าไปทางช่องนั้นแล้ว ปิดช่องเสียงด้วยกลุ่มดอกไม้. งูได้

อยู่ในภายในพิณนั้นเอง ตลอด ๒-๓ วัน.

 

       ในวันเสด็จไปของพระราชา พระนางมาคันทิยา ทูลถามว่า “ข้าแต่สมมติเทพ วันนี้

พระองค์จะเสด็จไปสู่ ปราสาทของมเหสีคนไหน?”

       เมื่อตรัสตอบว่า “ของนางสามาวดี”,

      จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช วันนี้ หม่อมฉันเห็นสุบิน (ฝัน) ไม่เป็นที่พอใจ, ข้าแต่

สมมติเทพ พระองค์ ไม่อาจเสด็จไปในที่นั้นได้ พระเจ้าข้า.”

      พระราชาตรัสว่า “ เราจะไปให้ได้.”

      พระนางห้ามไว้ถึง ๓ ครั้ง แล้วทูลว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้หม่อมฉันจะไปกับพระองค์ด้วย”,

 

       แม้พระราชาให้กลับอยู่ก็ไม่กลับ กราบทูลว่า “หม่อมฉันไม่ทราบว่า จะมีเหตุอะไร?

พระเจ้าข้า” ดังนั้น แล้ว ก็ได้ไปกับพระราชาจนได้.

      พระราชาทรงผ้า ดอกไม้ ของหอม และเครื่อง อาภรณ์ ซึ่งหมู่หญิงรวมด้วยพระนางสา

มาวดีถวาย เสวย โภชนะอันดี วางพิณไว้เบื้องบนพระเศียร แล้วบรรทม บนที่บรรทม.

     

       พระนางมาคันทิยาทำเป็นเดินไปมา ได้นำกลุ่มดอกไม้ ออกจากช่องพิณ. งูอดอาหาร

ถึง ๒-๓ วัน เลื้อยออกมา จากช่องนั้นพ่นพิษ แผ่พังพาน นอนบนแท่นที่บรรทมแล้ว    

       พระนางมาคันทิยาเห็นงูนั้น ก็ร้องขึ้นว่า “งู พระเจ้าข้า” เมื่อจะด่าพระราชาและหญิงเหล่า

นั้น จึงกล่าวว่า “พระเจ้า แผ่นดินโง่องค์นี้ไม่มีวาสนา ไม่ฟังคำพูดของเรา แม้อีหญิง เหล่านี้

ก็เป็นคนไม่มีสิริหัวดื้อ, พวกมันไม่ได้อะไรจากสำนัก ของพระเจ้าแผ่นดินหรือ? พวกเจ้า เมื่อ

พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์นี้พอสวรรคตแล้ว จะเป็นอยู่สบายหรือหนอ? เมื่อพระเจ้าแผ่นดินยัง

ทรงพระชนม์อยู่ พวกเจ้าเป็นอยู่ ลำบากหรือ? วันนี้ เราเห็นการฝันร้ายแล้ว, พระองค์เอ๋ย

พระองค์ไม่ทรงฟังเสียงของหม่อมฉันแม้ผู้วิงวอนอยู่ว่า ‘ไม่ควรเสด็จไปปราสาทของพระนาง

สามาวดี.’ ”

 

      พระราชาทอดพระเนตรเห็นงู ก็ทรงสะดุ้งพระหฤทัย กลัวมรณะ ได้เป็นประดุจลุก

โพลงด้วยความพิโรธว่า “หญิง เหล่านี้มาทำกรรมถึงอย่างนี้, ชิ ชิ เราก็ชั่วช้า ไม่เชื่อคำของ

นางมาคันทิยานี้ แม้ผู้บอกความที่หญิงเหล่านี้เป็นคนลามก, ครั้งก่อนมันเจาะช่องไว้ใน

ห้องทั้งหลายของตนนั่งอยู่แล้ว. เมื่อเราส่งไก่ไปให้ก็ส่งคืนมาอีก, วันนี้ปล่อยงูไว้บนที่นอน.”

 

       ฝ่ายพระนางสามาวดี ก็ได้ให้โอวาทแก่หญิง ๕๐๐ ว่า “แม่ทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของพวก

เราหามีไม่, ท่านทั้งหลายจงยังเมตตาจิตอันสม่ำเสมอนั่นแล ให้เป็นไปในพระราชา ผู้เป็น

จอมแห่งนรชน ในพระเทวีและในตน, ท่านทั้งหลาย อย่าทำความโกรธต่อใคร ๆ.”

 

.         พระราชาทรงถือธนูมีสัณฐานดังงาช้าง หรือเขาสัตว์ ซึ่งมีกำลังแห่งการโก่งของคน

พันหนึ่ง ทรงขึ้นสายแล้ว พาดลูกศรอันอาบด้วยยาพิษ เล็งไปที่พระนางสามาวดี ณ เบื้องหน้า

ให้หญิงเหล่านั้นทุกคน ยืนตามลำดับกันแล้ว จึงปล่อยลูกศรไปที่พระอุระของพระนางสามาวดี.

 

        ลูกศรนั้นหวนกลับบ่ายหน้าสู่ทางที่ตนมาเที่ยว ประดุจจะเข้าไปสู่พระหทัยของพระราชา

ได้ตั้งอยู่แล้วด้วย เมตตานุภาพของพระนางสามาวดีนั้น.

 

       พระราชาทรงพระดำริว่า ‘ลูกศรที่เรายิงไป ย่อมแทง ทะลุไปได้แม้ซึ่งศิลา, แม้ฐานะ

ที่จะกระทบในอากาศก็ไม่มี, ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกศรนี้กลับมุ่งหน้ามาสู่หัวใจของเรา ทำไม?

, แท้จริง แม้ลูกศรนี้ไม่มีจิต ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ของ มีชีวิต ยังรู้จักคุณของนางสามาวดี, ตัวเรา

แม้เป็นมนุษย์ ก็หารู้คุณไม่.”

      พระราชาทรงทิ้งธนูเสีย ทรงประคองอัญชลี นั่ง กระหย่ง๑๔ แทบบาทมูลของพระนาง

สามาวดี ตรัส พระคาถานี้ว่า

“เราฟั่นเฟือน เลือนหลง, ทิศทั้งปวงย่อมมืดตื้อแก่เรา,

สามาวดีเอ๋ย เจ้าจงต้านทานเราไว้,

และเจ้าจงเป็นที่พึ่งของเรา.”

 

       พระนางสามาวดีสดับพระดำรัสของท้าวเธอแล้ว ก็มิได้กราบทูลว่า “ดีแล้ว สมมติเทพ

พระองค์จงถึง หม่อมฉันเป็นที่พึ่งเถิด”, แต่กราบทูลว่า “ ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันถึงผู้ใดว่า

เป็นที่พึ่ง แม้พระองค์ก็จงถึงผู้นั้น แลว่าเป็นที่พึ่งเถิด.”

       พระนางสามาวดี ผู้เป็นสาวิกาของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ครั้นกล่าวคำนี้แล้ว ก็กล่าว

ว่า “พระองค์ อย่าทรงถึงหม่อมฉันเป็นที่พึ่งเลย, หม่อมฉันถึงผู้ใด ว่าเป็นที่พึ่ง, ข้าแต่มหาราช

ผู้นั้นคือพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้านั่นเป็นผู้เยี่ยมยอด, ขอพระองค์ทรงถึง พระพุทธเจ้าพระ

องค์นั้น เป็นที่พึ่งด้วย, ทรงเป็นที่พึ่ง ของหม่อมฉันด้วย.”

 

       พระราชาทรงสดับคำของพระนางสามาวดีนั้นแล้ว จึงตรัสว่า “บัดนี้ เรายิ่งกลัวมากขึ้น”

แล้วตรัสคาถานี้ว่า

“เรานี้เลือนหลงยิ่งขึ้น, ทิศทั้งปวงย่อมมืดตื้อ แก่เรา,

สามาวดีเอ๋ย เจ้าจงต้านทานเราไว้

และเจ้าจงเป็นที่พึ่งของเรา.”

 

          พระนางสามาวดีนั้นก็ทูลถามท้าวเธออีก ตามนัย ก่อนที่กราบทูลนั้น,

         เมื่อพระราชาตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้น เราขอถึงเจ้าและ พระศาสดาว่าเป็นที่พึ่ง และเราจะให้

พรแก่เจ้า ” ดังนี้แล้ว

       จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราชพร จงเป็นสิ่งอัน หม่อมฉันได้รับเถิด”

 

         พระราชาเสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทรงถึงพระองค์ เป็นสรณะแล้ว ทรงนิมนต์

ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ ตลอด ๗ วันแล้ว ทรงเรียกพระนางสามาวดีมา ตรัสว่า “เจ้าจง

ลุกขึ้นรับพร.”

 

      พระนางสามาวดีกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช หม่อมฉัน ไม่มีความต้องการด้วยสิ่งทั้ง

หลายมีเงินเป็นต้น, แต่ขอพระองค์ จงพระราชทานพรนี้แก่หม่อมฉัน, คือพระศาสดา พร้อม

ทั้งภิกษุ ๕๐๐ รูป จะเสด็จมา ณ ที่นี่เนืองนิตย์ ได้โดยประการใด, ขอพระองค์ทรงกระ

ทำโดยประการนั้นเถิด, หม่อมฉันจะฟังธรรม.”

 

    พระราชาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ทูลว่า “ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จ

มาในที่นี่เนืองนิตย์ พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป, เหล่าหญิงซึ่งรวมทั้งพระนางสามาวดีเข้าด้วย

กล่าวว่า ‘หม่อมฉันจะฟังธรรม.’ ”

 

          พระศาสดา. “มหาบพิตร ธรรมดาการไปในที่เดียวเนืองนิตย์ ย่อมไม่ควรแก่พระพุทธเจ้า

   ทั้งหลาย เพราะ มหาชนหวังเฉพาะ พระพุทธเจ้าอยู่.”

  พระราชา. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอ พระองค์ทรงสั่งภิกษุไว้รูปหนึ่งเถิด.”

     พระศาสดาทรงสั่งพระอานนท์เถระแล้ว. ตั้งแต่นั้น พระอานนทเถระนั้นก็พาภิกษุ ๕๐๐รูป

ไปสู่ราชสกุล เนืองนิตย์, พระเทวีกับบริวารเหล่านั้นเลี้ยงพระเถระ พร้อมทั้งบริวารฟังธรรม

อยู่เนืองนิตย์.

    พระนางมาคันทิยาคิดว่า ‘เราทำสิ่งใด, สิ่งนั้นมิได้ เป็นอย่างนั้น กลับเป็นอย่างอื่นไป, เราจะ

ทำอย่างไรหนอ แล?’ ดังนี้แล้ว คิดว่า ‘อุบายนี้ใช้ได้’

 

      เมื่อพระราชาเสด็จไปสู่ที่ทรงกีฬาในพระราชอุทยาน จึงส่งข่าวไปแก่อาว่า ‘ขออา

จงไปปราสาทของนาง สามาวดี ให้เปิดเรือนคลังผ้าและเรือนคลังน้ำมันแล้ว ชุบผ้าในตุ่ม

น้ำมันแล้วพันเสา ทำหญิงทั้งหมดเหล่านั้นให้อยู่รวมกัน ในที่เดียวกัน ปิดประตู ลั่นยนต์ใน

ภายนอก เอาคบไฟมี ด้ามจุดไฟตำหนัก ลงแล้วจงไปเสีย.’

 

    นายมาคันทิยะนั้นขึ้นสู่ปราสาท ให้เปิดเรือนคลัง ทั้งหลาย ชุบผ้าในตุ่มน้ำมันแล้ว เริ่ม

พันเสา.   หญิงทั้งหลายมีพระนางสามาวดีเป็นประมุข กล่าวกับ นายมาคันทิยะอยู่ว่า

“นี่ทำอะไรกัน? อา” เข้าไปหาแล้ว.

 

       นายมาคันทิยะกล่าวอย่างนี้ว่า “แม่ทั้งหลาย พระราชา รับสั่งให้พันเสาเหล่านี้ด้วยผ้าชุบ

น้ำมัน เพื่อประโยชน์แก่การทำให้มั่นคง ธรรมดาในพระราชวัง กรรมที่ประกอบดี และชั่ว เป็น

ของรู้ได้ยาก, อย่าอยู่ในที่ใกล้เราเลย แม่ทั้งหลาย” ดังนี้ แล้วให้ หญิงเหล่านั้นผู้มาแล้ว

เข้าไปในห้อง ปิดประตูแล้วลั่นยนต์ในภายนอก จุดไฟตั้งแต่ต้นลงมาแล้ว.