เรื่องอำนาจกรรม

วันที่ 02 ตค. พ.ศ.2562

เรื่องอำนาจกรรม

          ถ้าจะมีใครถามข้าพเจ้าว่า ที่เล่าไว้ว่าเคยช่วยบิดาทำปาณาติบาตมาเมื่อตอนเป็นเด็กนั่นน่ะ เป็นบาปหรือเปล่า และได้รับผลกรรมอย่างไรบ้าง ไม่เห็นคุยให้ฟังเลย  ข้าพเจ้ากำลังจะบอกอยู่เดี๋ยวนี้ทีเดียว

 

เมื่อปี ๒๔๙๘ ข้าพเจ้าเรียนอยู่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ปีที่ ๓ เวลานั้นพักประจำอยู่ในหอพักนิสิตหญิงของมหาวิทยาลัย ใครที่เคยอยู่ด้วยกันสมัยนั้นต้องจำเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งได้ คือ ขโมยขึ้นหอพักของเราบ่อยที่สุด เพราะที่ตั้งของหอพักอยู่ติดถนนใหญ่ และห้องพักของพวกเราไม่มีลูกกรงเหล็กที่แข็งแรงแต่อย่างใด มีเพียงตาข่ายลวดเล็กๆ ใช้ไม้ตีก็หลุดเป็นแถบๆ
 

ห้องของข้าพเจ้าอยู่ตรงซอกหัวมุมมีห้องอื่นบังอยู่ เวลาคนยามเดินดูตอนกลางคืน มักมองไม่ใคร่เห็น ข้าพเจ้าจึงหวาดกลัวขโมยเป็นพิเศษ  นอกจากนั้นยังมีบางห้องถูกขโมยปีนเข้าห้องทางช่องลม ดีแต่นิสิตรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นลูกสาวนายตำรวจใหญ่ เลือดกล้าหาญมีเต็มตัว พอรู้สึกตัวตื่นเห็นมีคนร้ายเข้ามาค้นของอยู่ในห้อง จึงเอาผ้าคลุมตัวคนร้ายไว้แล้ว  วิ่งออกจากห้องมาร้องเรียกยาม แต่ก็จับตัวไม่ทัน  เมื่อกลัวขโมยขนาดหนักดังนี้

 

ข้าพเจ้าจึงปิดประตูหน้าต่าง  รวมทั้งช่องลมด้วยทุกๆ คืน ทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ตื่นนอนแต่เช้ารู้สึกอ่อนเพลียและมึนซึมอยู่เสมอ ประกอบกับห้องพักอยู่ใกล้ถนนมาก ฝุ่นละอองและไอเสียจากรถยนต์จึงมีมากกว่าห้องที่อยู่ลึกเข้าไปท้ายที่สุด ข้าพเจ้าจึงเป็นโรคแพ้อากาศ มีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว เวลานั้นยังไม่มีการเรียนระดับปริญญาโทในประเทศ  มีแต่การเรียนต่อในแขนงวิชาครุศาสตร์ ข้าพเจ้าจึงได้เรียนต่ออีก ๒ ปี  เมื่อเรียนสำเร็จออกทำงานเป็นครู ต้องตรากตรำการสอนค่อน
ข้างมากสัปดาห์หนึ่งๆสอนถึงยี่สิบกว่าชั่วโมง กลางคืนยังต้องรายงานข่าวให้ประชาชนทราบในห้องสมุดของชุมชน

 

โรคแพ้อากาศกำเริบมากขึ้น  จนกลายเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ เป็นโรคนี้เรื่อยมาจนมีอาการหนักมากในปี ๒๕๑๐ คนเป็นหืดด้วยกันเท่านั้นที่จะรู้ถึงการทรมานอันสาหัสจากอาการของโรค ข้าพเจ้าบอกได้แต่เพียงว่า ทุกคืนเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วข้าพเจ้าอยากตาย กลัวเวลาใกล้ๆ เที่ยงคืนเป็นที่สุด เพราะ
เป็นเวลาต้องหอบทุกคืน เหมือนถูกปิดปากปิดจมูกให้ลมหายใจเข้าออกได้ทีละน้อยๆ นี่พูดให้คนที่ไม่เคยเป็นทราบอาการ นอกจากหายใจไม่ทันแล้ว ยังไอมีเสมหะเหนียวๆ ออกมาด้วยตลอดเวลา ไม่ต้องเป็นอันหลับ
อันนอน

 

เมื่อหายใจไม่ออกครั้งใด ข้าพเจ้าจะนึกถึงบาปกรรมที่เคยช่วยพ่อเอาปลาขึ้นจากน้ำไว้ทุกครั้ง และก็เป็นเรื่องน่าแปลก เวลากลับไปเยี่ยมพ่อ พ่อก็เป็นโรคเดียวกับข้าพเจ้า ท่านก็หายใจไม่ออก แต่ยังไม่ถึงมีอาการ
หอบ เพียงแต่แน่นจมูกทุกคืนต้องใช้ยานัตถ์ุบ้าง ยาเป่าจมูกบ้าง

 

ต่อมาเมื่อได้พบคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์  ขนนกยูง และพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้เห็นวิธีการฝึกกรรมฐานที่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอนเด็กๆ ข้าพเจ้าจำไปสอนลูกศิษย์ของตนเอง  ดังที่เล่าไว้แล้วนั้น ข้าพเจ้าขอให้เด็กที่ได้ธรรมกายดูกรรมเก่าให้ (เวลานั้นยังไม่รู้ว่าการใช้ผู้ที่มีธรรมะสูงกว่าเป็นบาป) เด็กๆ เห็นตรงกันว่า

 

ในอดีตชาติ ข้าพเจ้าเคยเกิดในตระกูลชาวนา เวลาว่างจากการทำนาก็จับปลาตามห้วยหนองคลองบึงไปขาย ในชาตินั้นไม่มีน้ำแข็งแช่ปลา จึงใช้ตอกร้อยเหงือกปลาเป็นพวงใหญ่ๆ แล้วหาบไปโดยที่ปลายังไม่ตาย ถ้าทำให้ตาย  ก่อนปลาจะเน่าเร็ว ปลาถูกทรมานหายใจพะงาบๆ ไปตลอดทางจนถึงมือผู้ซื้อ ตัวใดทนไม่ไหวก็ตายไปก่อน ทำดังนี้เป็นอาจิณณกรรม  ผลกรรมในชาตินั้นก็ทำให้ไปตกนรกมาแล้ว ที่เหลือค้างอยู่นี้เป็นเพียงเศษกรรมที่ยังใช้หนี้ไม่หมด นี่ขนาดเศษกรรมนะ
 

ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ บ้านพักของคุณยายอาจารย์ในสมัยเมื่ออยู่ในวัดปากน้ำ คุณยายท่านชักชวนให้พวกเราปล่อยสัตว์ปล่อยปลากัน  ทุกวันเสาร์ต้นเดือน ข้าพเจ้าเต็มใจร่วมทำบุญด้วยเสมอ พอรู้ว่ามีกรรมเก่าทำกับปลาไว้ จึงไม่ยอมคอยเฉพาะวันทำพิธี ได้ซื้อปล่อยเองเป็นประจำ  เพราะต้องเดินผ่านตลาดอยู่ทุกวันเพื่อลงเรือข้ามฟาก ก็ซื้อมาปล่อยตอนลงเรือได้สะดวก
 

นอกจากนั้นก็ทำกุศลเรื่องนี้ให้มากยิ่งขึ้นเป็นพิเศษ พบปลาตกคลัก คือปลาที่อยู่ในสถานที่มีน้ำจำกัด และน้ำกำลังจะแห้งจนเห็นหลังปลาสูงขึ้นมาพ้นน้ำ หากน้ำแห้งปลาก็ต้องตาย ไม่ว่าสถานที่นั้นจะห่างไกลแม่น้ำเพียงใด และผู้คนกำลังพากันรุมจับปลาอยู่กี่คนก็ตาม  ข้าพเจ้าจะขอซื้อปลานั้นจนหมดไม่ต่อราคา ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กซื้อหมดจับใส่ถุงพลาสติก ขังน้ำไว้ ขนใส่รถมาปล่อยลงแม่น้ำ
 

เวลากลับไปเยี่ยมพ่อแม่ก็ชอบซื้อให้ท่านปล่อยส่วนใหญ่ซื้อปลาช่อนตัวโตๆ ที่วางขาย ซึ่งอย่างไรเสียมันจะต้องถูกคนซื้อไปฆ่าวันนี้แน่ เพราะตัวของมันอ้วนน่ากิน พ่อแม่จะดีใจทุกครั้งที่ข้าพเจ้าซื้อให้ท่านปล่อย เพราะในบั้นปลายชีวิตท่านทั้งสองเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว
 

ที่บ้านพ่อแม่ของข้าพเจ้ามีบ่อซีเมนต์ใหญ่ฝังอยู่ในดิน แต่เดิมเคยเป็นที่ทำน้ำปลา คือจะใช้ปลาเล็กๆ หมักเกลือไว้เป็นปีเพื่อให้เป็นน้ำปลา  เป็นบ่อกว้างยาวลึกเกือบครึ่งห้องเรียน ใส่ปลาได้หลายร้อยถัง ต่อมาเมื่อ
ข้าพเจ้าชักชวนท่านเลิกทำบาปได้แล้ว บ่อนี้ก็เป็นบ่อขังน้ำตามธรรมชาติไปไม่มีใครสนใจ มีทางมะพร้าวบ้าง ใบไม้บ้างตกลงไปปิดปากบ่อ ต่อมานานเข้าปูนก้นบ่อชำรุด น้ำจึงรั่วได้ ถ้าเป็นฤดูน้ำ น้ำก็จะซึมเข้าไปอยู่จนเต็ม

 

พอฤดูแล้งน้ำก็จะรั่วแห้งไปหมด มีครั้งหนึ่งข้าพเจ้าไปทำความสะอาดบ่อเก็บกิ่งไม้ที่ทับถมออก จึงได้เห็นว่าก้นบ่อมีกบตัวใหญ่ๆ อยู่เป็นร้อยๆ ตัว  ที่ตายไปก็มากที่อยู่ก็มาก ที่ตายคงอดตายเพราะขึ้นจากบ่อไม่ได้ ข้าพเจ้าใช้กระป๋องขนกบไปปล่อยที่แม่น้ำหลายกระป๋อง เข้าใจว่าในฤดูน้ำ จะมีน้ำเต็มบ่อ กบคงออกไข่กันไว้ พอเติบโตก็เป็นเวลาน้ำแห้งออกจากบ่อไม่ได้
 

ข้าพเจ้าไปบ้านพ่อแม่ครั้งใดก็จะต้องไปดูในบ่อนี้อยู่เสมอ ได้ปล่อยทั้งกบและคางคกอยู่ถึง ๓ คราว แต่ครั้งละเป็นร้อยๆ ตัว ท้ายที่สุดจึงขออนุญาตขอถมดิน เพราะหากทิ้งไว้สัตว์ก็ตกไปตายกันอยู่เรื่อย พ่อก็อนุญาตด้วย
ความเต็มใจ เมื่อได้รับอนุญาตจึงจ้างคนขนดินถมบ่อเสีย

 

ครั้นในปี ๒๕๑๓ ข้าพเจ้ามีโอกาสได้รักษาศีล ๘ เป็นประจำทุกวัน ตั้งอกตั้งใจเจริญภาวนา และยังได้ช่วยวิ่งเต้นในกิจการสร้างวัดพระธรรมกายสร้างบุญกุศลเพิ่มขึ้นๆ กระทั่งพ้นจากเศษกรรมเก่าเหล่านั้น  อาการหอบหืดของข้าพเจ้าค่อยๆ ห่างเข้าทุกที เคยหอบทุกคืนกลายเป็นหอบคืนเว้นคืน แล้วกลายเป็นสัปดาห์ละครั้ง สองครั้ง เดือนละครั้ง  ท้ายที่สุดหายหอบอย่างเด็ดขาดในปีนั้นเอง หายมาจนกระทั่งทุกวันนี้  เหมือนไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน (รวมแล้วเป็นโรคหอบหืดอยู่นานถึงสิบสี่ปี)  แม้จะหายจากโรคดังกล่าวแล้วก็จริง แต่กรรมคงยังไม่หมดทีเดียว คงเป็นกรรมใหม่ในชาตินี้ตามมาทันคือ

 

ในปี ๒๕๒๐ ข้าพเจ้ามีอาการเจ็บคอกะทันหันในวันหนึ่งที่ตนเองจะต้องทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมในงานราชการแห่งหนึ่ง มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๑๐๐ คน  นอกจากนั้นยังมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวปวดศีรษะเหมือนจะเป็นไข้ ไม่มีเวลาไปหาหมอที่ไหนหยิบยากินเองเกินขนาด คือแทนจะกินเพียงหนึ่งเม็ดก็กิน ๒ เม็ด กินติดกันก่อนถึงกำหนดเวลา คือแทนที่จะกิน ๔ ชั่วโมงครั้ง  ก็กิน ๒ ชั่วโมงครั้ง เวลาเข้าประชุมก็ต้องพูดติดต่อกันนานเกือบ ๓ ชั่วโมง
 

คืนนั้นเสียงของข้าพเจ้าแหบแห้ง พอรุ่งเช้าก็ไม่มีเสียงพูดเหลืออยู่เลย เป็นอยู่หลายวัน เหมือนคนใบ้ที่ประสาทหูปกติอย่างไรอย่างนั้น เวลาสั่งงานผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเขียนเป็นตัวหนังสือ  เมื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่าต้องตรวจดูการทำงานของกล่องเสียงว่ามีสิ่งใดผิดปกติ

 

วันตรวจกล่องเสียง ข้าพเจ้าถูกมัดมือและเท้านอนอยู่บนเตียงผ่าตัด มีพยาบาล ๓ คนจับแขนจับขาไว้แน่น
ข้าพเจ้ารู้สึกใจเสียผิดปกติ ทำไมต้องทำชุลมุนวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังกับจะมีการผ่าตัดใหญ่ แค่เอาไฟส่องเข้าไปในปากเท่านั้น หรือว่าจะมีอะไรร้ายแรง งสัยไม่นานก็ได้คำตอบคือ ขณะที่หลับตาอ้าปากเพื่อให้แพทย์
อดเครื่องมือบางอย่างลงไปในคอ ของสิ่งนั้นมันง้างลำคอของข้าพเจ้าเจ็บปวดสุดแสนจะทนทานได้ บอกไม่ถูกว่ามากมายแค่ไหน ร่างกายเกร็งดิ้นเร่าๆ ขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เมื่อถูกพยาบาลจับกดไว้ ตัวก็สั่นระริกทั้ง
ตัวเสียงที่เปล่งออกมาดังสุดเสียง ไม่เป็นภาษาคน..


ในเวลาแทบเป็นแทบตายนั้นเอง เรื่องราวที่ลืมไปหมดแล้ว กลับผุดกระจ่างขึ้นในใจ ราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เดี๋ยวนั้นนั่นคือเรื่องทุบหัวปลาช่อน และเรื่องเอาไม้แหลมแทงคอปลากดทั้งกำลังเป็นๆ อยู่ แทงผ่านเข้าไปในปากทะลุออกทางหาง เวลานั้นข้าพเจ้าไม่ได้เจ็บคอเฉพาะในคอในปาก แต่เจ็บปวดรวดร้าวตลอดลำตัวถึงเท้าทีเดียว  ตัวจึงสั่นได้เองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เหมือนอาการของปลาสองตัวนั้นไม่มีผิด

น้ำตาข้าพเจ้าซึมล้นออกมาจากเบ้าตา.. นี่เอง อำนาจกรรม  ข้าพเจ้าขอยอมรับการชดใช้หนี้นี้แต่โดยดี.. ปลอบใจตนเองในขณะนั้นดังนี้ 

 

การตรวจครั้งนั้นแพทย์พบว่าเป็นเพราะสายเสียงในกล่องเสียงเกิดพันกันเองโดยไม่มีสาเหตุ ข้าพเจ้าก็มิได้มีอาการไอหรือจามหรืออะไรๆ  ทำไมอยู่ๆ ก็พันกันได้ ถ้ามิใช่เรื่องหนี้กรรมที่จะต้องถูกถ่างคอแล้วจะ
เรียกว่า จากเหตุอะไร   หมอเขี่ยสายเสียงให้อยู่ตามที่มัน อาการป่วยของข้าพเจ้าก็หายไป กรรมชาตินี้เองวิ่งตามข้าพเจ้ามาทันเอาเมื่อเวลาผ่านมาถึง ๔๕ ปีเศษ


ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงอดีตชาติ เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว  เราทำคืนใหม่ไม่ได้ อยากพูดถึงเรื่องในชาตินี้ขณะปัจจุบันที่กำลังดำรงชีวิตอยู่กันนี่แหละ เพราะเป็นเวลาที่เราสามารถสร้างกรรมใหม่ได้ ถ้ามีผู้ใหญ่สอนเด็กให้รู้จักเมตตาสัตว์ รู้ว่าชาติก่อนเขาก็เป็นคนอย่างเรา  ไม่ควรเบียดเบียนเขาสอนไว้ตั้งแต่เล็ก เด็กก็จะทำตามได้ทัน  โดยเนื้อแท้จิตใจของมนุษย์นั้น ไม่ใช่เป็นสัตว์เหี้ยมโหด

 

ผู้ที่จะได้เกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์จะต้องมีบุญกุศลติดตามตัวมาไม่น้อย ดังนั้นเขาจะมีจิตอ่อนโยนเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาอยู่แล้ว ขอเพียงแต่ให้ผู้ใหญ่เสริมแต่งอีกสักหน่อย ก็จะสามารถรักษาศีลข้อที่หนึ่ง คือเว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นได้แน่นแฟ้นไปชั่วชีวิตของเขา
 

แต่น่าเสียใจ พวกผู้ใหญ่เองในชีวิตประจำวันก็ไม่เคยคิดรักษาศีลไม่ว่าข้อใด อย่าบังอาจไปสอนเด็กเลย ตัวของผู้คนใหญ่เองก็สอนตนเองไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากสอนตนเองไม่ได้ยังไม่พอ ยังชวนให้เด็กๆ ลูกหลาน
ของเขานั่นแหละผิดศีลเสียเอง ให้ลูกหลานของตนช่วยตนฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์  พูดโกหก ใช้ให้ไปซื้อสุรามาให้ผู้ใหญ่กิน บางทีก็หัดให้เด็กทดลองกินด้วยตั้งแต่เล็ก

 

ตัวอย่างที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ท่านก็คงไม่มีข้อเถียง นอกจากครอบครัวที่สนใจปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ซึ่งเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมีจำนวนร้อยละไม่ถึงหนึ่ง นอกจากนั้นเป็นการนับถือศาสนาตามสำมะโนครัวทั้งสิ้น ถือไว้แต่ไม่ทำตาม
 

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรช่วยลูกหลานของเราให้เขาเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริงเริ่มตั้งแต่ให้รักษาศีลข้อที่หนึ่งนี่แหละ ให้เห็นสัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อน เขาเป็นคนเหมือนเราที่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ เพราะเขาทำบาปไว้ ถ้าเราทำบ้างเราก็จะต้องเป็นเหมือนเขา สอนลูกหลานให้ละเอียดจนกระทั่งว่าการทำบาป 

 

ครบถ้วนในเรื่องนี้มี ๕ ประการ คือ
๑.สัตว์นั้นมีชีวิต
๒. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
๓. มีจิตคิดจะฆ่า
๔. มีความพยายามฆ่า
๕.สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

 

ให้รู้ว่าการฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์มีน้ำหนักบาปมากน้อยต่างกัน  ตามคุณธรรมและขนาดตัวของสัตว์ อย่างเช่นการฆ่ามนุษย์ถือเป็นบาปมากที่สุด เพราะมนุษย์มีคุณธรรมสูงกว่าสัตว์อื่น ฆ่าสัตว์ตัวใหญ่ก็ต้องมีบาปมากกว่าสัตว์ตัวเล็ก
 

รวมทั้งความพยายามในการฆ่า ก็ทำให้น้ำหนักบาปมากน้อยต่างกัน ถ้าเราทำให้เขาตายโดยบังเอิญ บาปก็น้อยกว่าการมีเจตนาและตั้งใจเพียรพยายามในการฆ่า  จะทำการฆ่าด้วยตนเอง ใช้ผู้อื่นฆ่า ใช้เครื่องมือหรืออาวุธทั้งชั่วคราวและถาวรถือเป็นบาปทั้งสิ้น


การฆ่าที่ถือเป็นอนันตริยกรรม คือกรรมหนักที่สุดที่จะต้องรับผลในทันทีทันใด คือการฆ่าบิดา-มารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิตส่วนการทำสังฆเภท คือทำสงฆ์ให้แตกกัน ถือเป็นอนันตริยกรรมที่หนักกว่าการฆ่าและทำร้ายทั้ง ๔ ข้อที่กล่าวแล้ว


โทษของการประพฤติผิดศีลข้อนี้ ที่เห็นกันในปัจจุบันคือ เป็นคนมีใจคอโหดร้าย ขี้โรค เมื่อตายแล้วต้องไปสู่อบายภูมิ เวลามาเกิดเป็นคนอีกจะพิการไม่สมประกอบ เป็นคนขี้โรค อายุสั้น รูปร่างไม่สมส่วน  ขี้ขลาดหวาดกลัว เรี่ยวแรงน้อย ผิวพรรณเศร้าหมอง เป็นคนกระด้าง  พูดไม่เพราะ ถูกศัตรูทำร้าย ตายเพราะถูกฆ่า เหล่านี้เป็นต้น
 

ข้าพเจ้าเล่าอะไรต่อมิอะไรมาให้ท่านฟังยาวหลายหน้ากระดาษ  ความประสงค์ใหญ่คือ ปรารถนาให้เห็นชีวิตข้าพเจ้าเองเป็นตัวอย่างและชักชวนท่านผู้อ่านโปรดช่วยกันอบรมลูกหลานของท่านให้รอดพ้นจากบาปกรรมข้อนี้คือให้พ้นจากเวรปาณาติบาต ชีวิตของข้าพเจ้า บิดามารดามิได้สอนให้เว้นจากบาปกรรมดังกล่าวไว้

 

แต่ชีวิตลูกหลานของท่านอย่าปล่อยให้เขาเป็นเหมือนข้าพเจ้าในวัยเด็กครั้งกระโน้น ทำบาปกรรม ฆ่าปลาร่วมกับพ่อ ท่านจงช่วยอบรมสั่งสอนให้พวกเขามีน้ำใจเมตตาในชีวิตของสัตว์อื่นๆ เขาจะได้มีโอกาสร้างสมอบรมบารมีตั้งแต่อายุน้อยๆ  อย่าให้ชีวิตของเขาเสียเวลา เสียประโยชน์ไปเปล่าอย่างคนรุ่นเรา  ลงมือกระทำเดี๋ยวนี้เถอะนะ ข้าพเจ้าจะตั้งใจคอยฟังข่าว  เพื่อจะได้อนุโมทนาในกุศลกรรมของท่านตลอดไป

 

จากหนังสือ จากความทรงจำ2

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล