ประวัติ อาจารย์เสาวลพ ทวีศิลป

วันที่ 04 พย. พ.ศ.2568

ประวัติ อาจารย์เสาวลพ ทวีศิลป

4-11-68_1b%2811%29.png

                           อาจารย์เสาวลพ ทวีศิลป์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๗ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๗ ที่อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เป็นลูกคนที่ ๑ จากพี่น้องทั้งหมด ๒ คน มีน้องชาย ๑ คน ชื่อของอาจารย์เสาวลพนั้นได้รับการพระราชทานจากพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล เจ้ากรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ นายทหารผู้เป็นพระบิดาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙)ตอนที่อาจารย์เกิด ทางบ้านยังไปมาหาสู่รู้จักมักคุ้นกับท่าน คุณพ่อจึงขอให้ท่านตั้งชื่อให้ลูกสาว โดยชื่ออาจารย์มาจากคำว่า “เสา ” มาจากที่เกิดวันเสาร์ อีกทั้งแปลว่า “หลัก” และ “ลพ” แปลว่า“เมืองละโว้” เมื่อนำมารวมกันเป็น “เสาวลพ” หมายถึง หลักเมืองละโว้

 

                           ในยุคนั้น พระบิดาของพระบรมราชินีนาถ ท่านได้พยากรณ์ว่าลูกสาวของท่านเติบใหญ่ภายหน้าจะได้เป็นพระราชินีของประเทศ คุณพ่อของอาจารย์ เสาวลพ อยากให้ทำนายให้ลูกสาวบ้าง ท่านได้พยากรณ์อาจารย์เสาวลพว่า โตขึ้นจะเป็นนักการศาสนาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ได้เป็นคนสำคัญในองค์กรศาสนา คุณพ่อไม่ปรารถนาให้เป็นอย่างนั้น เมื่อโตขึ้นจึงให้อาจารย์เรียนวิชาคหกรรม เพื่อให้เป็นแม่บ้านแม่เรือน

 

                           คุณพ่อเป็นคนใฝ่หาความรู้ รักการอ่าน พ่อเรียนจบชั้น ม.๘ ในสมัยนั้น (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๐) พ่อสามารถพูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษได้ดี จำได้ว่าฝรั่งหลาย ๆ คนมักจะชมพ่อเสมอ ๆ ว่าภาษาอังกฤษของท่านดีมาก สำเนียงถูกต้อง และใช้ภาษาที่ไพเราะ ชีวิตการทำงานของพ่อในช่วงแรก ท่านรับราชการที่กรมไปรษณีย์เป็นนายไปรษณีย์ประจำจังหวัด คนมักเรียกว่า “นปณ.ด้วยหน้าที่การงานทำให้พ่อและแม่ต้องย้ายไปตามจังหวัดต่าง ๆ ตัวอาจารย์เองก็ไปเกิดที่ลพบุรี ต่อมาพ่อย้ายครอบครัวมาประจำอยู่ที่จังหวัดสุโขทัย

 

                           ที่นี่เองที่พ่อและแม่ได้ลงหลักปักฐานอย่างถาวรเนื่องจากมีผู้ใหญ่ที่พ่อรู้จักและให้ความเคารพมองเห็นในความสามารถ จึงชักชวนให้ท่านลาออกจากราชการมารับตำแหน่งผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาสวรรคโลกอ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย คุณพ่ออยู่กับคุณแม่ด้วยความรักทั้งคู่เติมผงชูรสให้ชีวิตครอบครัวเสมอ

 

                           มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณแม่ปอกมะม่วงให้คุณพ่อ ในมะม่วงที่ปอกมีมะม่วงหวานกับมะม่วงเปรี้ยว คุณแม่แอบเอามะม่วงเปรี้ยวไปแทรกในมะม่วงหวานแล้วให้คุณพ่อกินพอถึงชิ้นที่เปรี้ยวเข้าปากคุณพ่อ แม่ก็จะแกล้งถามว่า“เป็นไงบ้างมะม่วงหวานไหมคะ”คุณพ่อแสดงออกทางสีหน้าว่า

 

                           “ไม่หวาน”

                           แต่ตอบคุณแม่ไปว่า

                           “หวาน ... แต่ไม่ใช่มะม่วง คุณน่ะหวาน”

 

                           นอกจากพ่อจะให้ความรักและเอาใจใส่ต่อลูก ๆ เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูก ๆ แล้ว สิ่งที่อาจารย์ได้เห็นตั้งแต่เด็ก คือ พ่อรักบุญ รักพระพุทธศาสนา พ่อจะตื่นแต่เช้ามืด สวดมนต์ (บทที่พ่อชอบสวด คือบทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา หรือที่มักเรียกกันว่า บทพาหุงมหากา) นั่งสมาธิ ใส่บาตรพระเป็นประจำ และมักจะไปทำบุญตามวัดต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ พ่อสอนอาจารย์ว่า

 

                           “ถ้าจนลูกต้องใส่บาตรทุกวันต่อมา พ่อตัดสินใจลาออกจากงาน และย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะต้องการจะดูแลหลาน ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต พ่อป่วยเป็นมะเร็งที่แขนขวา ท่านป่วยอยู่หลายปี จึงเสียชีวิตด้วยอาการสงบ ในวัยประมาณ ๖๓ ปี อาจารย์จำได้ว่าประโยคสุดท้ายที่พ่อพูด คือ “เห็นองค์พระสีทอง” ซึ่งตอนนั้นอาจารย์ยังไม่เข้าใจว่าองค์พระสีทองที่ท่านเห็นคืออะไร แต่ก็รู้ทันทีว่าพ่อไปสู่สุคติแน่นอน

 

                           คุณแม่ คือ แม่ศรีเรือนตัวจริง แม่ทำอาหารเก่ง ดูแลบ้านได้อย่างดีเยี่ยม อะไรที่ลูกผู้หญิงในสมัยนั้นต้องทำได้ แม่ทำได้หมด ใครได้เห็นมือของท่านก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นมือของคนขยันทำงาน อาจารย์รู้สึกว่าแม่ดูแลพ่อดีมาก ๆ แต่ยังหาคำพูดมาอธิบายไม่ได้ จนได้มาอยู่วัดพระธรรมกาย อาจารย์ได้ยินคุณยายอาจารย์สอนอยู่เป็นประจำ

 

                           “เป็นผู้หญิงหากคิดจะครองเรือน ต้องปรนนิบัติสามีประดุจเทวดา”

 

                           คนอื่นอาจนึกภาพไม่ออก แต่สำหรับอาจารย์ ภาพของแม่ปรากฏขึ้นมาทันที ตั้งแต่จำความได้อาจารย์จะเห็นแม่ดูแลพ่อเป็นอย่างดีในทุก ๆ อย่าง สนับสนุนและให้กำลังใจพ่อในทุก ๆ เรื่อง แม้ยามที่พ่อป่วย แม่ก็จะดูแลพ่ออย่างดีจนวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง ในช่วงที่พ่อรับราชการ ฐานะยังไม่ค่อยดีเท่าใดนัก แม่ก็จะช่วยหารายได้พิเศษ เช่น ปลูกผักทำสวนครัวทุกชนิด ทำขนม ทำน้ำปลาขาย เผาถ่านขาย รวมถึงเป็นครูรับสอนตัดเสื้อ (สมัยนั้นคนตัดเสื้อผ้าไม่เป็น ลูกศิษย์มีเป็น ๑๐๐ คน) คุณแม่กับคุณพ่อมีส่วนที่เหมือนกันมาก ๆ คือ ทั้งคู่รักบุญ รักพระพุทธศาสนา แม่จะตื่นแต่เช้ามืดเตรียมสำรับกับข้าวไว้ใส่บาตร แม่ใส่บาตรทุกวัน ตราบวันสุดท้ายของชีวิต แม่จากไปด้วยอาการสงบ ในวัยประมาณ ๗๕ ปี แม่โชคดีกว่าพ่อ ท่านมีโอกาสได้ทำบุญกับหมู่คณะในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากอาจารย์ได้เข้ามาอยู่ในวัดแล้ว (หลังจากพ่อเสียชีวิตประมาณ ๓ - ๔ ปี) สิ่งที่อาจารย์ปลื้มปีติไม่รู้ลืม สำนึกในพระคุณ คือ หลวงพ่อทั้งสองได้เมตตาไปร่วมงานศพของแม่ด้วย คุณครูไม่ใหญ่เมตตาคุมบุญให้แม่ ท่านบอกอาจารย์ว่า“แม่เป็นเทพธิดา” อาจารย์ซาบซึ้งในความเมตตาของหลวงพ่ออย่างมากในเรื่องนี้

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00063209931055705 Mins