
บางครั้งการอยู่กับคน เราต้องเข้าถึงใจให้ได้ก่อน ซื้อใจก่อนแล้วจะได้ทุกสิ่ง ถ้ายังไม่ได้ใจทำอะไรก็ไม่สนุก ไม่สัมฤทธิ์ผล และที่สำคัญมักจะยืนระยะไม่ได้
ในการทำงานพระศาสนา หลายคนต้องใช้เวลานานในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร เพราะเราไม่ได้เหมือนเซลล์ขายสินค้าที่เขาเข้าตามบ้าน Present ตามที่ถูกฝึก ปิดการขายแล้วก็ไปรายต่อไป ถ้าเราพยายามขวนคนด้วยการคิดแบบนั้น คิดว่าคนเป็นรูปแบบ มีประโยคตายตัว เข้าไปพบใครมุ่งหวังแต่จะพูดเรื่องของเรา ความสำเร็จจะฉาบฉวย แต่จะไม่รวยบุญในระยะยาว
เวลาจะไปชักชวนใครมาทำความดีบางครั้งต้องทำเหมือนอ้อม แต่ทางอ้อมจะตรงใจ ถ้าตรงไปจะหลุดโค้ง
ถ้าเราไปชวนใครต้องซื้อใจให้ได้ก่อน ทำอย่างไรให้เราเข้าไปอยู่ในใจ ทำอย่างไรให้เขาประทับใจเรา มีเราประทับไปในใจของเขา
๑. ให้ชะยิ่งกว่าให้ ไม่ใช่แค่การให้ ไม่ใช่การให้คำเดียว แต่ต้องเป็น "ให้ซะยิ่งกว่าให้" ด้วยวิธีการ ง่าย ๆ คือเราดูแลตัวเราอย่างไร เราก็ดูแลคนที่เราจะทำหน้าที่กัลยาณมิตรด้วยอย่างนั้น ไปไหนเราซื้ออะไรกินก็ระลึกถึง อยากให้คนที่เราดูแลได้กินอย่างนั้น
๒. ชมด้วยความจริงใจ ข้อนี้สำคัญ คำพูดเหมือนรอยสลักหิน พูดไม่ดีก็ติดใจนาน พูดคำหวานก็กินใจคน ปากเป็นเอกเลขเป็นโทโบราณว่า เป็นความจริงแสนจริง วิธีการในข้อนี้คือ พูดแต่สิ่งที่ดี ทุกคนมีจุดดีจุดด้อย จี้จุดด้อยเขาบ่อย ๆ เขาจะชัง ชมจุดดีเขาประจำเขาจะปลื้ม และเขาจะยิ่งมีกำลังใจในการสร้างความดี แต่สิ่งสำคัญคือชมเฉพาะเรื่องจริง เรื่องที่เราไม่รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ อย่าชม เพราะเขาจะจับได้ว่าใจเราจริงหรือไม่
๓. Give before take ช่วยเขาก่อนแล้วเขาจะเปิดใจรับเรา เช่น จะไปชวนเข้าวัด ไปแล้วเจอเขาขอดเกล็ดปลาทำกับข้าวอยู่ เราจะเลือกข้อไหน
a. เขายุ่งอยู่เอาไว้จะมาทีหลัง วันนี้กลับก่อนดีกว่า
b. ดีเลย นั่งลงช่วยกัน ทำไปด้วยคุยไปด้วย ยอมเสียเวลาหน่อยแต่ได้ความรู้สึกดี
c. รีบพูดรีบไป เดี๋ยวต้องไปชวนใคร ๆ อีกหลายบ้าน
แนะนำให้เลือกข้อ b เพราะจะให้ใครไปทำความดีกับเรามันไม่ง่าย ไม่เหมือนชวนไปเที่ยว ชวนไปเล่นชวนไปกิน แม้ครั้งนี้อาจชวนเขาไม่สำเร็จ แต่ถ้าเขามีเราประทับอยู่ในใจแล้วสักวันจะเกิดสิ่งที่เราไม่คาคิด คือ "ยอมไปด้วย เพราะเกรงใจ" ขอให้เราดีแสนดีล้านดีจนเขาเกรงใจ เมื่อใจเขาเปิดรับและมากับเรา บุญใหม่ที่เขาทำ จะไปสะกิดบุญเก่าในตัวที่เขามีให้เกิดอะไรดี ๆ ขึ้นอีกมากมาย
๔.เจอทีไรมีแต่เรื่องดี ยินดีในการเจอกับเราทุกครั้ง อย่างที่แนะนำในข้ออื่น ๆ ต้องทำดีซะยิ่งกว่าดีจะซื้อใจที่มีได้ ข้อสุดท้ายนี้คือความสม่ำเสมอ เจอกันแล้วดีใส่กันครั้งเดียวง่าย ใครๆ ก็ทำได้ แต่ยืนระยะยาว ๆ หายาก ถ้าเราดีเสมอต้น ดีเสมอปลาย ไม่ทำความรำคาญให้กับทุกคน สักวันการทำหน้าที่ของเราจะสำเร็จ ไปชวน๓ ครั้งแล้วเขายังไม่มาไม่ใช่ความล้มเหลว ถ้าเราเลิกชวน เลิกพูดกับเขาด้วย ข้อแม้ที่เราสร้างขึ้นมาเอง เช่น "ชวนตั้งหลายครั้งแล้วไม่เคยมาสักครั้งเดียว ต่อไปไม่ชวนแล้ว" นี่แหละ คือความล้มเหลวอย่างแท้จริง ข้อนี้จะขอเสริมสักหน่อยว่าต้องเจอกันแบบไม่รำคาญ เข้าใจว่าหลายท่านชวนคนเดิม ๆ หลายครั้งจะเริ่มรำคาญใจ ขอให้ท่องเอาไว้ว่า
"ทุกคนมีสายบุญในตัวเขาอยู่แล้ว หนาแน่นหรือเบาบางต่างกัน" ชวนทำความดีแล้วไม่มาไม่มีเพียงแต่วันนี้เขายังไม่พร้อมที่จะมาเท่านั้นเอง
ทั้ง ๔ ข้อ ที่อาจารย์แนะนำ จริง ๆ แล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้แล้วในสังคหวัตถุ คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ไม่เชื่อลองย้อนกลับไปดูสิ เรียงข้อเหมือนกันเลย อาจารย์ไม่ได้เก่งพระพุทธเจ้าท่านเก่ง ท่านสอนมานานแล้ว แต่เราต้องเอามาปรับใช้ รู้จักประยุกต์ รู้จักพัฒนา