จักรวาลและภพภูมิรองรับการเวียนว่ายตายเกิด

วันที่ 26 สค. พ.ศ.2559

จักรวาลและภพภูมิรองรับการเวียนว่ายตายเกิด

       งานที่ท้าทายอย่างหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์คือการหาคำตอบเกี่ยวกับจักรวาลซึ่งภาษาที่ทางโลกมักใช้กันคือเอกภพและกาแล็กซี โดยเอกภพหมายถึงอาณาบริเวณทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยดวงดาวต่าง ๆ มากมายส่วนกาแล็กซีเป็นองค์ประกอบย่อยของเอกภพ ในเอกภพประกอบด้วยกาแล็กซีต่าง ๆ จำนวนมากโลกของเราอยู่ในกาแล็กซีที่มีชื่อว่า "ทางช้างเผือก" ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาอยู่ว่า ในดวงดาวต่าง ๆ หลายล้านดวงที่เห็นอยู่ในท้องฟ้า มีบ้างหรือไม่ที่เหมือนกับดาวโลกของเราซึ่งมีสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะมนุษย์อาศัยอยู่

       ล่าสุดคือเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมาองค์การนาซาได้ส่ง "เคปเลอร์" กล้องโทรทรรศน์อวกาศไเทคใหม่ล่าสุดมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทออกนอกโลก ควานหา "โลกใหม่"นอกระบบสุริยจักรวาล เพื่อพิสูจน์ว่ามนุษยชาติอยู่ในห้วงจักรวาลอันไพศาลโดยลำพัง หรือแท้จริงแล้วมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่เป็นเพื่อนกับเราด้วย นี้คือความหวังใหม่ที่มนุษยชาติกำลังรอคอยว่าเคปเลอร์จะพบอะไรดี ๆ กลับมาฝากเราบ้าง

      แต่ในพระพุทธศาสนานั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้กว่า 2,500 ปีแล้วว่า มนุษย์ต่างดาวมีจริงมีโลกที่เหมือนกับโลกของเรามากมายนับไม่ถ้วน มีจักรวาลหรือที่นักวิทยาศาตร์เรียกว่า "กาแล็กซี" จำนวนมากจนนับประมาณไม่ได้ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกว่า "อนันตจักรวาล" ในแต่ละจักรวาลนั้นก็ยังมีภพภูมิของสิ่งมีชีวิตอยู่มากมาย มีทั้งที่เป็นมนุษย์และกายละเอียดต่างๆ ได้แก่ เทวดา รูปพรหม เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก ในแต่ละจักรวาลนั้นเฉพาะดวงดาวที่มนุษย์อาศัยอยู่มีมากถึง 2004 ดวงทีเดียว

 

1. องค์ประกอบของจักรวาล
จักรวาลมีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ นิพพาน ภพ 3 และ โลกันตนรก
       1.1) นิพพาน ในที่นี้คือ สถานที่อยู่ของผู้หมดกิเลส และละโลกไปแล้ว  จากการเวียนว่าย ตายเกิดแล้ว นิพพานนี้มีชื่อเต็มว่า "อายตนนิพพาน" หลังจากที่พระสมณโคดมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วก็ไปอยู่ในอายตนนิพพาน รวมทั้งพระอรหันต์ที่ดับขันธ์แล้วในอดีตด้วย
     1.2) ภพ 3 คือ ภพอันที่เป็นอยู่ของผู้ที่ยังไม่หมดกิเลส ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปมีอยู่ 3 ภพคือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ดังนี้ กามภพ คือ ภพอันเป็นที่เกิดของผู้ที่ยังเกี่ยวข้องในกาม มี 11 ภูมิ ได้แก่ 
        - มนุสสภูมิ 1 อบายภูมิ 4 และ เทวภูมิ 6 มนุสสภูมิ 1 คือ ทวีปหรือโลกอันเป็นดวงดาวที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ซึ่งมีด้วยกัน 4 ทวีปใหญ่ ๆ คือ ปุพพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป และชมพูทวีปหรือโลกของเรานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีทวีปน้อยอีก 2,000 ทวีป ทวีปเหล่านี้มีมนุษย์อาศัยอยู่ทั้งสิ้น คำว่ามนุสสภูมิ 1 จึงไม่ได้หมายความว่ามีโลกมนุษย์อยู่เพียงโลกเดียว

        - อบายภูมิ 4 คือ ภูมิกำเนิดของสัตว์ที่ปราศจากความเจริญ เป็นภูมิต่ำที่สุดในบรรดาภูมิทั้งหมด มีด้วยกัน 4 ภูมิ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน เทวภูมิ 6 คือ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของชาว วรรค์ มี 6 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 จาตุมหาราชิกา ชั้นที่ 2 ดาวดึงส์ ชั้นที่ 3 ยามา ชั้นที่ 4 ดุสิต ชั้นที่ 5 นิมมานรดี และชั้นที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตดี

     - รูปภพ คือ ภพอันเป็นที่อยู่ของรูปพรหม มีทั้งหมด 16 ชั้น ตั้งอยู่สูงกว่าเทวภูมิ มีทิพยสมบัติที่สวยงามละเอียดประณีตกว่าเทวภูมิ

     - อรูปภพ คือ ภพอันเป็นที่อยู่ของอรูปพรหม มีทั้งหมด 4 ชั้น ตั้งอยู่สูงกว่ารูปภพ มีทิพยสมบัติ สวยงามประณีตกว่ารูปภพ

         1.3) โลกันตนรก คือ ภพอันเป็นที่อยู่ของผู้ที่ยังไม่หมดกิเลส เช่นกัน แต่เป็นที่อยู่สำหรับคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิดิ่ง มีบาปหนามาก จนมหานรก 8 ขุมรองรับไม่ได้ ได้แก่ คนที่ทำความชั่วร้ายแรง เช่น ฆ่าพระอรหันต์จำนวนมาก ฆ่าพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจำนวนมาก ทำลายพระพุทธศาสนาให้เสื่อมสูญ

 

2. โครงสร้างของจักรวาล 
       อายตนนิพพาน ภพ 3 และโลกันตนรก มีตำแหน่งเรียงต่อกันในแนวตั้งคือ อายตนนิพพานอยู่บนสุด ภพ 3 อยู่ตรงกลาง และโลกันตนรก อยู่ล่างสุด

     ภพทั้ง 3 ก็มีตำแหน่งเรียงต่อกันในแนวตั้งเช่นกันคือ อรูปภพอยู่บนสุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดรูปภพอยู่ตรงกลางมีขนาดเล็กกว่าอรูปภพ กามภพอยู่ล่างสุดและมีขนาดเล็กที่สุด

   สำหรับโครงสร้างของกามภพนั้นให้นักศึกษานึกถึงภาพกาแล็กซีทางช้างเผือกซึ่งมีลักษณะขดเป็นก้นหอย ตรงศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกในทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นที่ตั้งของภูเขาสิเนรุซึ่งเป็นธาตุละเอียดมองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ

      อวกาศรอบ ๆ เขาสิเนรุในทิศทั้ง 4 เป็นที่ตั้งของโลกมนุษย์ 4 โลกคือ ชมพูทวีป ปุพพวิเทหทวีปอปรโคยานทวีป และอุตตรกุรุทวีป โลกของเราคือชมพูทวีปจะอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุส่วนทวีปน้อยทั้ง 2,000 จะตั้งอยู่ในอวกาศรอบ ๆ ทวีปใหญ่ทั้ง 4 ทวีปละ 500 แต่ทวีปเหล่านี้อยู่ไกลกันมากปัจจุบันมนุษย์จึงยังหาไม่พบ

      เบื้องบนของภูเขาสิเนรุขึ้นไปในอากาศเป็นที่ตั้งของเทวภูมิ 6 หรือ สวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ถัดจากสวรรค์ขึ้นไปจะเป็นที่ตั้งของรูปภพและอรูปภพตามลำดับส่วนภายใต้ภูเขาสิเนรุลงไปในอากาศเป็นที่ตั้งของอบายภูมิ ได้แก่ เปรต อสุรกาย และนรกทั้ง 8 ขุม เทวภูมิและอบายภูมิเหล่านี้ก็เป็นธาตุละเอียดมองไม่เห็นด้วยตาเนื้อเช่นเดียวกันส่วนภูมิของสัตว์ดิรัจฉานจะอยู่บนโลกมนุษย์ คือ อยู่รวมกันกับมนุษย์

     มีการอุปมาไว้ว่าสังสารวัฏเปรียบเสมือนคุกและแต่ละภพภูมิคือกรงขัง ซึ่งมีทั้งกรงขังสำหรับพวกมีโทษมาก และกรงขังสำหรับพวกมีโทษน้อย จะต่างจากกรงขังในโลกตรงที่เมื่อใครเข้าสู่ภพภูมิไหนแล้วจะไม่มีการรื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ใครเข้าไปรับกรรมในภพภูมิใด ก็ต้องติดอยู่ในภพภูมินั้น ๆ ไปจนกว่าจะถึงกำหนดพ้นโทษตามเหตุที่ก่อมา

    คุกคือสังสารวัฏนั้น ไม่จำเป็นต้องมีตำรวจไว้คอยไล่ล่าลากคอนักโทษเพื่อมาขังไว้ในคุก เนื่องจากเมื่อพ้นจากเขตขังเดิมออกไป ก็เป็นแดนเชื่อมต่อกับเขตขังใหม่ทันทีอยู่แล้ว ราวกับสังสารวัฏเป็นทัณฑสถานที่ไร้ทางออกอย่างสิ้นเชิงสรรพสัตว์โดยมากในโลกคือนักโทษที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองติดคุกอยู่ถึงแม้บางคนพอจะรู้แต่ก็ไม่รู้ทางออกจากคุกคือสังสารวัฏนี้ส่วนใหญ่มัวแต่ติดใจเครื่องล่อในคุกคือกามคุณ 5 นาน ๆสักครั้งที่จะมีมหาบุรุษกำเนิดขึ้นเสาะแสวงหาทางออกจากสังสารวัฏจนพบ และนำ สรรพสัตว์แหกคุกไปได้ครั้งละหยิบมือเท่านั้น

 

3. การพิสูจน์ความจริงเรื่องจักรวาลและภพภูมิ
      คำสอนในพระไตรปิฎกนั้นมีอย่างน้อย 2 ประเภทคือ ความรู้ด้านหยาบ และความรู้ด้านละเอียดความรู้ด้านหยาบคือความรู้พื้นฐานทั่วไปที่มนุษย์ทุกคนสามารถศึกษาทดลองพิสูจน์ให้เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว เช่น การรักษาศีล 5 เป็นเหตุให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข กล่าวคือ ไม่ต้องกังวลว่า จะถูกจับกุมเพราะเหตุแห่งการลักขโมย เนื่องจากเราไม่เคยลักขโมยของใคร ไม่ต้องกังวลกับการตามจำเรื่องที่ได้โกหกเอาไว้ เพราะเราไม่เคยโกหกใคร ไม่ต้องกังวลว่า จะประมาทเพราะเหตุแห่งสุราเพราะเราไม่ได้ดื่มสุรา ฯลฯ

     ส่วนความรู้ด้านละเอียด เช่น เรื่องนรก สวรรค์ เปรต เรื่องนิพพาน โลกันตนรก หรือคำสอนที่ว่าคนที่เกิดมาร่ำรวยในชาตินี้นั้นเพราะในอดีตชาติได้ให้ทานแก่เนื้อนาบุญมามากส่วนคนที่ยากจนเพราะในอดีตชาติไม่ค่อยได้ให้ทาน เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ยากแก่การพิสูจน์ ชาวโลกโดยมากจึงไม่เชื่อ และนักวิทยาศาสตร์โดยส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อในเรื่องนี้ โดยให้เหตุผลว่าไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

    จริง ๆ แล้วทัศนะของวิทยาศาสตร์นั้นมีส่วนถูกอยู่เหมือนกัน กล่าวคือ เรื่องละเอียดจำพวก นรก สวรรค์ นิพพาน โลกันตนรก เป็นต้น ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่ต้องพิสูจน์ด้วยวิธีการทางพุทธศาสตร์คือ "พิสูจน์ด้วยใจ"

      ในวงการวิทยาศาสตร์นั้นใช้อินทรีย์เพียง 5 ประการ ในการศึกษาทดลองและพิสูจน์ความจริงต่าง ๆ ในโลก คือ ตา หู จมูก ลิ้น และร่างกาย วิทยาศาสตร์กระแ หลักไม่ยอมรับอินทรีย์ที่ 6 คือ "ใจ" และมักคิดว่าใจเป็นส่วนหนึ่งของ มองอันเป็นส่วนของร่างกาย แต่พระพุทธศาสนายอมรับเรื่อง "ใจ" และถือว่าใจนี้มีความสำคัญมาก ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ มอง แต่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อิสระจากร่างกายดังได้กล่าวแล้ว

      ในการพิสูจน์ความจริงต่าง ๆ ในโลกนั้นจะต้องใช้อินทรีย์ที่เหมาะกับสิ่งนั้น ๆ จึงจะพิสูจน์ได้ เช่น "รูป" ต้องพิสูจน์ด้วย "ตา", "เสียง" ต้องพิสูจน์ด้วย "หู", "กลิ่น" ต้องพิสูจน์ด้วย "จมูก","รส" ต้องพิสูจน์ด้วย "ลิ้น", "สัมผัสที่นุ่มหรือแข็ง" ต้องพิสูจน์ด้วย "ร่างกาย" เป็นต้น "หู, จมูก, ลิ้น, ร่างกาย" ไม่สามารถพิสูจน์ "รูปภาพ" ได้ว่า สวยหรือไม่สวยแต่จะต้องใช้ "ดวงตา" เท่านั้นในการพิสูจน์ ในขณะเดียวกัน "ตา, จมูก, ลิ้น, ร่างกาย" ก็ไม่อาจจะพิสูจน์ "เสียงเพลง" ได้ว่าไพเราะหรือไม่ แต่จะต้องใช้ "หู" เท่านั้นในการพิสูจน์ และในความเป็นจริงแล้วอินทรีย์ทั้ง 5 ประการยังต้องทำงานร่วมกับ อินทรีย์ 6 คือ ใจ อีกชั้นหนึ่งจึงจะครบวงจรดังได้กล่าวแล้ว

     ในขณะเดียวกันอินทรีย์ที่ 6 คือ "ใจ" นี้ยังใช้ตัวมันเองพิสูจน์ความจริงของโลกได้อีกมากมายโดยเฉพาะเรื่องละเอียดจำพวก นรก วรรค์ นิพพาน โลกกันตนรก เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ต้องใช้ใจพิสูจน์เท่านั้น ไม่อาจจะใช้ ตา หู จมูก ลิ้น ร่างกายของกายมนุษย์พิสูจน์ได้ เปรียบเสมือนกับที่กล่าวแล้วว่า หูพิสูจน์ไม่ได้ว่า รูปภาพ วยหรือไม่ ต้องใช้ ตา เท่านั้นจึงจะพิสูจน์ได้ เป็นต้นหากชาวโลกยอมรับเรื่องใจและทดลองพิสูจน์ด้วยการฝึกใจให้ละเอียดด้วยการทำสมาธิ จนถึงระดับที่สามารถเห็นภพภูมิละเอียดเหล่านี้ได้ก็จะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงตามที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก

      ถ้าเราไม่ยอมรับอินทรีย์ที่ 6 เราจะขาดความรู้ต่อประสบการณ์ไปมากมาย เพราะประสบการณ์พื้นฐานทั่วไปที่เกิดขึ้นในใจนั้นมีมาก เช่น ความรัก ความโกรธ ความกลัว ซึ่งไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยอินทรีย์อื่นเวลาเรามีความรัก เราก็รู้แก่ใจของเราเอง เวลามีความกลัว มีความรู้สึกโกรธ ก็รู้สึกได้โดยตรง แต่วงการวิทยาศาสตร์มักเข้าใจไปว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจาก มองไม่ได้เกิดจากใจ เมื่อไม่ยอมรับเรื่องใจก็เลยจะต้องหาทางพิสูจน์อารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดกับใจด้วยการใช้เครื่องมือเครื่องวัดที่แสดงผลออกมาเป็นประสบการณ์ที่รับรู้ได้ด้วยอินทรีย์ทั้ง 5 เช่น เมื่อต้องการจะรู้ความคิดในใจ ก็พยายามประดิษฐ์เครื่องวัดคลื่น มอง ซึ่งไม่ถูกต้อง

     การพยายามพิสูจน์ความคิดที่เกิดกับใจด้วยอินทรีย์ 5 ของนักวิทยาศาสตร์ ตรงกับที่นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อ เอดดิงตัน เคยบอกว่า "วิทยาศาสตร์ไม่สามารถนำมนุษย์เข้าถึงตัวความจริงหรือสัจจภาวะได้โดยตรง จะเข้าถึงได้ก็เพียงโลกแห่งสัญลักษณ์ที่เป็นเพียงเงา" กล่าวคือเป็นเพียง "shadow" คือเงาของความจริง ไม่ใช่ตัวความจริง เป็นเครื่องแสดงว่า ความจริงทางวิทยาศาสตร์มีความบกพร่อง และวิธีการหาความจริงของวิทยาศาตร์ก็บกพร่อง เพราะทำผิดหลักการพิสูจน์ความจริง คือ พิสูจน์ประสบการณ์ของอินทรีย์หนึ่งด้วยอินทรีย์อื่น ผิดอินทรีย์กัน ถ้าอยู่ในลักษณะนี้ วิทยาศาสตร์ก็จะพิสูจน์เงาของความจริงเรื่อยไป

    วงการวิทยาศาสตร์มักกล่าวว่าคำสอนในศาสนา เช่น พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องความเชื่อไม่ใช่ความรู้ หรือความจริง เพราะยังพิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ จริง ๆ แล้วความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสำหรับชาวโลกทั่วไปแล้ว เป็นเรื่องของความเชื่อเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องยากแก่การพิสูจน์บ้าง หรือไม่ก็ไม่ นใจจะพิสูจน์บ้าง ชาวโลกเชื่อว่าเชื้อโรคเป็นเหตุแห่งการเจ็บป่วยเพราะเชื่อตามนักวิทยาศาสตร์ ไม่ค่อยมีใครคิดจะหากล้องจุลทรรศน์มาพิสูจน์เรื่องนี้กัน นักวิทยาศาสตร์บอกว่า น้ำประกอบด้วย H2O คือ ก๊าซไฮโดรเจน 2 และ ก๊าซออกซิเจน 1 เด็กนักเรียนระดับมัธยมท่องจำกันได้ทุกคนและเชื่อตามทั้งๆ ที่โดยส่วนใหญ่แล้วไม่เคยเห็นเลยว่า H2O นั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

     นอกจากนี้การพิสูจน์ความจริงของวิทยาศาสตร์กลายเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญพิเศษ คนสามัญไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จะพิสูจน์ได้ เช่น ไม่สามารถเข้าถึงคณิตศาสตร์ชั้นสูง เป็นต้น แม้แต่ไอน์สไตน์เองก็ยังเหนื่อยกับการศึกษาคณิตศาสตร์ชั้นสูงเพื่อนำมาอธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของเขาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งที่เขาประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพออกมาไม่นานว่า ทั่วทั้งโลกมีคนเพียง 12 คนเท่านั้นที่เข้าใจทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขา ในปัจจุบันแม้ทฤษฎีนี้จะมีอายุเกือบ 100 ปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นเพียงความเชื่อของชาวโลกโดยมากอยู่นั่นเอง

     ด้วยเหตุนี้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่องเชื้อโรคก็ดี น้ำประกอบด้วย H2O ก็ดี และ ทฤษฎีสัมพัทธภาพก็ดี จึงอยู่ในฐานะเดียวกับเรื่องนรก วรรค์ในพระพุทธศาสนาคือ แม้จะเป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ แต่มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้ทดลองพิสูจน์ด้วยวิธีการที่ถูกต้องจนประจักษ์ด้วยตนเองว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง


4. ทุกข์ในสังสารวัฏและ สรณะที่ช่วยให้พ้นทุกข์
     ได้กล่าวมาพอสมควรแล้วว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ บางท่านที่มองโลกในแง่ดีอาจจะบอกว่าชีวิตของตนเป็นสุข จริงๆ แล้วความสุขที่แท้จริงของปุถุชนไม่มี มีแต่ความรู้สึกสบายขึ้นบ้าง ในเมื่อความทุกข์ได้รับการบรรเทาลงชั่วคราว เช่น เราพูดกันว่าได้รับประทานอาหารอร่อย ๆ เป็นความสุข ความจริงแล้วเป็นเพียงแค่ความสบายที่เกิดขึ้น ในเมื่อความหิวได้รับการบรรเทาลงชั่วคราวเท่านั้น แต่ในไม่ช้าความหิวก็กลับมาทรมานเราอีก ต้องกินอาหารแก้กันอีก และต้องแก้กันตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่เคยมีใครเอาชนะความหิวได้เลยแม้จะร่ำรวยก็ตาม

    ทุกสิ่งที่เรามีไว้นั้นไม่ใช่เพื่อบำรุงความสุขแต่เพื่อแก้ทุกข์ ทุกอย่างที่เราทำนั้นไม่ใช่เพื่อสุขแต่เพื่อแก้ทุกข์ มนุษย์ทั้งโลกจึงเป็นคนป่วยด้วยโรคทุกข์ โลกทั้งโลกเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสมบัติของมนุษย์เป็นยาแก้โรคทุกข์ และหากเรายังไม่หมดกิเลส ก็ยังต้องทนทุกข์อยู่กับเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้อยู่ร่ำไป สังสารวัฏวงจรการเวียนว่ายตายเกิดเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าชีวิตมีทุกข์

    ความทุกข์ในโลกมนุษย์แม้จะมากน้อยเพียงไรก็พอทนได้ แต่ทุกข์ในอบายภูมิ ได้แก่ นรก เป็นต้นนั้น มีมากมายเหลือพรรณนาทีเดียว

   ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า "คนพาลผู้ประพฤติกายทุจริต ประพฤติวจีทุจริตประพฤติมโนทุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต และนรก ความทุกข์ในโลกนี้กับทุกข์ในนรกนั้นเปรียบเทียบกันไม่ได้"

       ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลว่า "พระองค์จะทรงอุปมาได้หรือไม่ พระเจ้าข้า" พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ได้ ภิกษุ" แล้วตรัสว่า "เปรียบเหมือนราชบุรุษจับโจรได้แล้ว จึงแสดงแก่พระราชาว่า 'ผู้นี้เป็นโจร ขอพระองค์จงทรงลงพระอาญาเถิด'

      พระราชามีพระกระแสรับสั่งว่า 'ท่านจงประหารบุรุษนี้ด้วยหอก 100 เล่ม ในเวลาเช้า' ราชบุรุษก็ประหารบุรุษคนนั้นด้วยหอก 100 เล่มในเวลาเช้า ต่อมาในเวลาเที่ยง พระราชาทรงถามว่า 'บุรุษนั้นเป็นอย่างไรบ้าง' ราชบุรุษกราบทูลว่า 'เขายังมีชีวิตอยู่ พระเจ้าข้า'

      พระราชาจึงมีพระกระแสรับสั่งให้ราชบุรุษประหารบุรุษคนนั้นด้วยหอกอีก 100 เล่มในเวลาเที่ยงวัน ต่อมาในเวลาเย็น พระราชาทรงถามอีกว่า 'บุรุษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง' ราชบุรุษกราบทูลว่า 'เขายังมีชีวิตอยู่ พระเจ้าข้า' พระราชาจึงมีพระกระแสรับสั่งให้ราชบุรุษประหารบุรุษคนนั้นด้วยหอกอีก 100 เล่มในเวลาเย็น"

       พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "บุรุษนั้นถูกประหารด้วยหอก 300 เล่ม พึงเสวยทุกข์บ้างไหม" ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "บุรุษนั้นแม้ถูกประหารด้วยหอก 1 เล่ม ยังได้เสวยทุกข์เป็นอันมาก ไม่จำต้องกล่าวถึงการถูกประหารด้วยหอกตั้ง 300 เล่ม พระพุทธเจ้าข้า"

     จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงหยิบ "ก้อนหิน" ขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมา แล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลายก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือนี้กับขุนเขาหิมพานต์ อย่างไหนใหญ่กว่ากัน"

     ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "ก้อนหินนี้ มีประมาณน้อยนัก เปรียบเทียบกับขุนเขาหิมพานต์แล้วไม่ถึงแม้ส่วนแห่งเสี้ยว ไม่อาจเทียบกันได้ พระพุทธเจ้าข้า"

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ที่บุรุษนั้นถูกประหารด้วยหอก 300 เล่มนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับทุกข์แห่งนรกแล้ว ไม่ถึงแม้ส่วนแห่งเสี้ยว ไม่อาจเทียบกันได้มหานรกนั้นมี 4 มุม 4 ประตู แบ่งออกเป็นส่วน มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบด้วยฝาเหล็ก มีพื้นเป็นเหล็ก ลุกโชนโชติช่วง แผ่ไปไกลด้านละ 100 โยชน์ทุกเมื่อ ภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ในโลกนี้กับทุกข์ในนรกเปรียบเทียบกันด้วยการบอกไม่ได้"

   ในท่ามกลางความทุกข์ในสังสารวัฏนี้พระรัตนตรัยเท่านั้นที่เป็น รณะอันเกษมที่ช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริงส่วนสิ่งอื่นไม่ใช่ ดังพุทธดำรัสว่า "มนุษย์เป็นอันมากถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขาป่า อาราม และรุกขเจดีย์ ว่าเป็นที่พึงสรณะนั่นแลไม่เกษม สรณะนั่นไม่อุดม เพราะบุคคลอาศัยสรณะนั่นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ส่วนบุคคลใดถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ 4 (คือ) ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ และมรรคมีองค์ 8 อันประเสริฐ ซึ่งยังสัตว์ให้ถึงความสงบแห่งทุกข์ ด้วยปัญญาชอบ รณะนั่นแลของบุคคลนั้นเกษมสรณะนั่นอุดมเพราะบุคคลอาศัยสรณะนั่น ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้"


 


หนังสือ GB 101 ความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา
กลุ่มวิชาความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนา