พระรัตนตรัย  แก่นของพระพุทธศาสนา

วันที่ 30 สค. พ.ศ.2559

พระรัตนตรัย  แก่นของพระพุทธศาสนา

1. พระรัตนตรัยคืออะไร
       คำว่า พระรัตนตรัย มาจากคำ 3 คำ คือ พระ  รัตนะ  ตรัย
       คำว่า "พระ" แปลว่า "ประเสริฐ" คำว่าพระนี้ใช้สำหรับประกอบหน้าคำอื่นเพื่อแสดงความยกย่องว่าสิ่งนั้น ๆ มีความประเสริฐ
       คำว่า "รัตนะ" แปลว่า แก้ว
       คำว่า "ตรัย" แปลว่าสาม
      ดังนั้น พระรัตนตรัย จึงแปลว่า แก้วอันประเสริฐ 3 ประการ ได้แก่ พุทธรัตนะ  แก้วคือพระพุทธ, ธรรมรัตนะ  แก้วคือพระธรรม และสังฆรัตนะ  แก้วคือพระสงฆ์

     พระรัตนตรัยเป็นรัตนะที่ประณีตและเลิศ หรือประเสริฐกว่ารัตนะและทรัพย์ทั้งหลายทั้งปวง กล่าวคือ ไม่มีรัตนะและทรัพย์อันใดจะเสมอเหมือนหรือเทียบได้กับพระรัตนตรัย ดังที่บันทึกไว้ในรัตนสูตรว่า

     ...ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้น เสมอด้วยพระตถาคตไม่มีเลย พุทธรัตนะ แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต...

      ...พระศากยมุนีมีพระหฤทัยดำรงมั่น ได้บรรลุธรรมอันใดเป็นที่สิ้นกิเลส เป็นที่สำรอกกิเลส เป็นอมฤตธรรมอันประณีต ธรรมชาติอะไร ๆ เสมอด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มี ธรรมรัตนะ แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต...

      ...บุคคล 8 จำพวก 4 คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว  บุคคลเหล่านั้นควรแก่ทักษิณาทานเป็นสาวกของพระตถาคต ทานที่บุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลมากสังฆรัตนะ แม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต...

        พระตถาคต หรือ พระศากยมุนี ก็คือพระพุทธ หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

       บุคคล 8 จำพวก 4 คู่ หมายถึง พระอริยสงฆ์ หรืออริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาปัตติมรรค จนถึงพระอรหัตตผล ดังนี้ คู่ที่หนึ่งคือ พระโสดาปัตติมรรคและพระโสดาปัตติผล, คู่ที่สองคือ พระสกทาคามิมรรคและพระสกทาคามิผล, คู่ที่สามคือ พระอนาคามิมรรคและพระอนาคามิผล คู่ที่สี่คือ พระอรหัตตมรรคและพระอรหัตตผล เพราะฉะนั้นสังฆรัตนะจึงเป็นพระอริยสงฆ์ ไม่ได้หมายถึงพระภิกษุปุถุชนทั่ว ๆ ไป ซึ่งเรียกว่าพระสมมติสงฆ์ อันเป็นพระสงฆ์โดยสมมติ พระอริยสงฆ์ที่ชาวพุทธรู้จักกันทั่วไปในสมัยพุทธกาล ได้แก่ พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ พระอานนท์เถระ พระอนุรุทธเถระ ฯลฯ

 

2. ประเภทของพระรัตนตรัย
      พระรัตนตรัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ พระรัตนตรัยภายนอกและพระรัตนตรัยภายใน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจกันว่า พระรัตนตรัยหมายเอาเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา พระธรรมคือคำสอนของพระองค์ และพระสงฆ์คือพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงพระรัตนตรัยภายนอกความจริงยังมีพระรัตนตรัยภายในซึ่งมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดศา สนาใดก็ตามต่างก็มีพระรัตนตรัยอยู่ในตัวทั้งสิ้น

      พระรัตนตรัยภายในประกอบด้วย พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญได้อธิบายเรื่องพระรัตนตรัยภายในไว้อย่างชัดเจนดังนี้

     พุทธรัตนะ คือ ธรรมกาย หมายถึง กายตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนธรรมกายนี้เป็นผู้ตรัสรู้อริยสัจ 4 ได้แก่ รู้ทุกข์, รู้เหตุของทุกข์หรือสมุทัย, รู้ความดับทุกข์หรือนิโรธ และ รู้เหตุของความดับทุกข์หรือมรรคมีองค์ 8 

      ธรรมกายมีรูปเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องดูเงาหน้าได้ลักษณะมหาบุรุษครบทั้ง 32 ประการ งดงามไม่มีที่ติ

          ธรรมรัตนะ คือ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย อยู่ศูนย์กลางกายพุทธรัตนะนั้น มีหน้าที่รักษาพุทธรัตนะไว้ ธรรมรัตนะมีลักษณะเป็นดวง กลมรอบตัว และใสเหมือนกับธรรมกาย

          สังฆรัตนะ คือ ธรรมกายละเอียดที่อยู่ในกลางธรรมรัตนะ มีหน้าที่รักษาธรรมรัตนะไว้

       สำหรับธรรมกายที่เป็นตัวพุทธรัตนะข้างต้นนั้นเรียกว่า "ธรรมกายหยาบ" ธรรมกายหยาบเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งหลาย กล่าวคือ เมื่อเข้าถึงธรรมกายหยาบคือพุทธรัตนะแล้ว จะทำให้เข้าถึงธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะด้วย เพราะรัตนะทั้ง 3 ประการนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน อาศัยซึ่งกันและกัน ไม่อาจจะแยกจากกันได้

      รัตนะทั้ง 3 นี้เป็นพระรัตนตรัยที่แท้จริง และเป็นเหตุให้เกิดพระรัตนตรัยภายนอกซึ่งเป็นเพียง "เนมิตกนาม" คือ "เป็นชื่อที่เกิดขึ้นตามเหตุ" กล่าวคือ เป็นชื่อที่เกิดขึ้นเพราะได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวดังนี้

พุทฺโธ คือ พระพุทธเจ้า เป็นเนมิตกนาม เกิดขึ้นจาก พุทธรัตนะ
ธมฺโม คือ พระธรรม เป็นเนมิตกนาม เกิดขึ้นจาก ธรรมรัตนะ
สงฺโฆ คือ พระสงฆ์ เป็นเนมิตกนาม เกิดขึ้นจากสังฆรัตนะ

       เนมิตกนามนั้นมีหลากหลาย เช่น เพราะเหตุที่จิตของพระพุทธองค์บริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากกิเลสทั้งมวล จึงได้พระเนมิตกนามว่า "อรหํ"

     พระสัทธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ มีเหตุผลรับสมกันอยู่เสมอไม่คลาดเคลื่อน จึงสมควรแล้วที่ได้พระเนมิตกนามว่า "สัมมาสัมพุทโธ" อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า "สัมมาสัมพุทโธ" เพราะตรัสรู้เองโดยชอบและสอนให้ผู้อื่นตรัสรู้ตาม

       ในทางโลกก็มีเนมิตกนาม เช่น พระนางมัลลิกา เหตุที่มีพระนามอย่างนี้เพราะในขณะพระนางเธอประสูตินั้น มีดอกมะลิร่วงลงมาจากอากาศ พระราชบิดาและพระประยูรญาติถือเอานิมิตดอกมะลินั้นขนานนามธิดาองค์นั้นว่า มัลลิกา ซึ่งแปลว่า พระนางมะลิ คำว่า มัลลิกา จึงเป็นเนมิตกนาม

        หลวงปู่วัดปากน้ำกล่าวถึงพระรัตนตรัยภายในไว้ว่า "มีลักษณะใสเป็นแก้วจริง ๆ จึงเรียกว่า รัตนะ" ในหนังสือทิพยอำนาจของมหากุฏราชวิทยาลัยซึ่งเรียบเรียงโดยพระอริยคุณาธาร แห่งวัดเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงอินทรีย์ของพระอรหันต์ซึ่งเป็นผู้ที่ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในไว้ว่า "อินทรีย์ของพระอรหันต์นั้นแหละ เรียกว่า อินทรีย์แก้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของท่านเป็นแก้ว คือ ใสบริสุทธิ์ดุจแก้วมณีโชติ ผู้บรรลุถึงภูมิแก้วแล้ว ย่อมสามารถพบเห็นพระแก้ว คือ พระอรหันต์ที่นิพพานแล้วได้"

      สำหรับพระรัตนตรัยภายนอกคือ พระพุทธเจ้า พระธรรมคำ อนของพระองค์ และพระสงฆ์สาวกของพระองค์นั้น เรียกว่า พระรัตนตรัยเหมือนกัน แต่เป็นการเรียกโดยเปรียบว่า ทั้ง 3 อย่างนี้เปรียบเหมือนแก้ว

     ทำไมจึงต้องเอา พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์มาเปรียบด้วยแก้ว ที่ต้องเปรียบด้วยแก้วเพราะแก้วเป็นวัตถุทำความยินดีให้บังเกิดแก่เจ้าของผู้ปกครองรักษา ถ้าผู้ใดมีแก้วมีเพชรไว้ในบ้านในเรือนมากผู้นั้นก็อิ่มใจดีใจด้วยคิดว่าเราไม่ใช่คนจน แม้คนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของเห็นแก้วเห็นเพชรเข้าแล้ว ที่จะไม่ยินดีไม่ชอบนั้นเป็นอันไม่มี ต้องยินดีต้องชอบด้วยกันทั้งนั้น

      หลวงปู่วัดปากน้ำกล่าวไว้อีกว่า พระรัตนตรัยภายใน คือ "พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ เป็นตัวจริงของพระพุทธศาสนา เป็นแก่นสารหลักของพระพุทธศาสนาทีเดียว เราเป็นพุทธศา นิกชนหญิงก็ดี ชายก็ดี เป็นคฤหั ถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ต้องรู้จักพระรัตนตรัยนี้ ถ้าไม่รู้จักรัตนะทั้งสามนี้แล้วการนับถือศาสนาปฏิบัติในศาสนาเอาตัวรอดไม่ได้"

       ส่วนพระรัตนตรัยภายนอกคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมคือคำสอนของพระองค์ และพระสงฆ์สาวกของพระองค์นั้น เป็นเพียงเนมิตกนามเท่านั้น ตัวจริงของพระรัตนตรัยคือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะและสังฆรัตนะซึ่งอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน กล่าวคือ อยู่ในตัวของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในตัวของพุทธบริษัท 4 และอยู่ในตัวของชาวโลกทั้งมวล และมนุษย์ทุกคนก็สามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเพศ อายุ ภาษา ศาสนา และเผ่าพันธุ์ ถ้าเจ้าชายสิทธัตถะโพธิสัตว์ยังไม่ตรัสรู้ธรรมคือเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ยังเป็นเพียงพระโพธิสัตว์เท่านั้น และมีข้อสังเกตว่าสังฆรัตนะนั้นหมายเอาเฉพาะพระอริยสงฆ์ ซึ่งความเป็นอริยสงฆ์นั้นเป็นคุณที่เกิดขึ้นภายในของแต่ละคน อันนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความมีอยู่ของพระรัตนตรัยภายในได้เป็นอย่างดี

 

3. ความสำคัญของพระรัตนตรัย
       พระรัตนตรัยทั้งภายนอกและภายในมีความสำคัญมาก เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา เป็น สรณะ ที่ช่วยดับทุกข์ได้อย่างถาวรส่วนสรณะอื่นนอกนี้ไม่อาจดับทุกข์ได้ พระรัตนตรัยภายนอกนั้นเป็น สื่อให้มนุษย์ทุกคนได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว กล่าวคือ เมื่อพุทธบริษัทได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดีจากพระสงฆ์สาวกของพระองค์ก็ดี และได้น้อมนำธรรมนั้นมาปฏิบัติก็จะเป็นเหตุให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวอันเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่ช่วยให้พ้นทุกข์ได้

  ชาวพุทธจำนวนมากในอดีตยอมสละสมบัติอันมหาศาลเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อให้ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว พระเถระองค์สำคัญ ๆ ในสมัยพุทธกาล ได้แก่ พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสปะ พระอนุรุทธะ เป็นต้น ต่างออกบวชจากตระกูลที่ร่ำรวยทั้งสิ้น เจ้าชายอนุรุทธะนั้นเป็นเจ้าชายที่มีทรัพย์มากถึงกับไม่รู้จักคำว่า "ไม่มี" เลยตลอดชีวิต แต่ก็ยอม ละทรัพย์ที่อยู่นั้นแล้วแ สวงหาสิ่งที่เลิศยิ่งกว่าคือพระรัตนตรัย

   บางคนมีสมบัติตักไม่พร่องซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวโลกทั้งหลายปรารถนากันนักหนา แต่ท่านเหล่านั้นกลับเห็นว่า รัตนะที่เลิศกว่าทรัพย์สินเงินทองยังมีอยู่นั่นคือ พระรัตนตรัย จึง ละสมบัตินั้นออกบวชโดยไม่ใยดี เช่น ชฎิลเศรษฐี และ โชติกเศรษฐี เป็นต้น ชฎิลเศรษฐีนั้นมีภูเขาทองตักไม่พร่องส่วนโชติกเศรษฐีมีสมบัติมากมาย ได้แก่ ปราสาทแก้ว 7 ชั้น ขุมทรัพย์ตักไม่พร่อง 4 ขุม เป็นต้น แม้แต่พระราชามหากษัตริย์ที่สละราชสมบัติออกบวชก็มี ได้แก่ พระราชามหากัปปินะ และพระนางอโนชาเทวี เป็นต้น

     พระราชามหากัปปินะและพระนางอโนชาเทวีเป็นกษัตริย์แห่งกุกกุฏวดีนครซึ่งพรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก วันหนึ่ง พระองค์ได้ ดับข่าวจากพ่อค้าว่า พระรัตนตรัยอุบัติขึ้นแล้ว ทรงปีติยินดีมาก ได้พระราชทานทรัพย์ถึง 300,000 แก่พ่อค้านั้น และทรงตัดสินพระทัยออกผนวชพร้อมกับอำมาตย์ในวันนั้นเลย

      พระองค์ตรัสกับพวกพ่อค้าว่า "พระเทวีพระนามว่าอโนชา ก็จักพระราชทานทรัพย์ 3 แสนแก่พวกท่าน พวกท่านพึงทูลอย่างนี้ว่า 'พระราชาทรงสละความเป็นใหญ่ถวายพระองค์แล้ว พระองค์จงเสวยสมบัติตามสบายเถิด' ถ้าพระเทวีจักตรัสถามพวกท่านว่า 'พระราชาเสด็จไปที่ไหน' พวกท่านพึงทูลว่า 'พระราชาตรัสว่าจักบวชอุทิศพระศาสดาแล้ว" แม้เหล่าอำมาตย์ก็ส่งข่าวไปบอกภรรยาอย่างนั้นเหมือนกันเมื่อพระราชาและเหล่าอำมาตย์ออกบวชแล้วไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์กันทั้งหมด

     ฝ่ายพระนางอโนชาเทวีเมื่อทราบว่าพระราชาและอำมาตย์ทั้งหลายออกบวชแล้ว ได้เรียกภรรยาของเหล่าอำมาตย์มาแล้วตรัสว่า "พระราชาทรง ดับข่าวแล้วบูชาพระรัตนตรัยด้วยทรัพย์ 3 แสน ทรงละสมบัติดุจก้อนน้ำลาย ตรัสว่า 'เราจักบวช' แล้วเสด็จออกไปส่วนเราได้บูชาพระรัตนตรัยด้วยทรัพย์ 9 แสน ชื่อว่าสมบัตินี้มิได้นำทุกข์มาแด่พระราชาเท่านั้น ย่อมเป็นเหตุนำทุกข์มาแม้แก่เราเหมือนกัน ใครจักคุกเข่ารับเอาก้อนน้ำลายที่พระราชาทรงบ้วนทิ้งแล้วด้วยปากเล่า เราไม่ต้องการด้วยสมบัติ แม้เราก็จักไปบวชอุทิศพระศาสดา" ต่อมาพระอโนชาเทวีและเหล่าภรรยาของอำมาตย์ก็ได้ออกบวชและบรรลุเป็นพระอริยสงฆ์กันทั้งหมด