วิภังคสูตร

วันที่ 29 เมย. พ.ศ.2564

29-4-64-3-b.jpg

วิภังคสูตร1

สาวัตถีนิทานฯ พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย เราจักแสดง จักจำแนกอริยมรรคอันประกอยด้วยองค์ ๘ แก่เธอ

ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังอริยมรรคนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุพวก

นั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเเล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อริยมรรคอันประกอบด้วย

องค์ ๘ เป็นไฉน คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ สัมมาทิฎฐิ เป็นไฉน

(๑) ความรู้ในทุกข์

(๒) ในทุกขสมุทัย

(๓) ในทุกขนิโรธ

(๔) ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิฯ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน

(๑) ความดำริในการออกจากกาม

(๒) ความดำริในอันไม่พยาบาท

(๓) ความดำริในอันไม่เบียดเบียน

นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะฯ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ สัมมาวาจา เป็นไฉน

(๑) เจตนาเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ

(๒) พูดส่อเสียด

(๓) พูดคำหยาบ

(๔) พูดเพ้อเจ้อ

นี้เรียกว่า สัมมาวาจาฯ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน

(๑) เจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต

(๒) อทินนาทาน

(๓) จากอพรหมจรรย์

นี้เรียกว่า สัมมาก้มมันตะฯ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้

(๑) ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย

(๒) สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ

นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะฯ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะ เป็นไฉนภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะให้เกิด

(๑) พยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยัง ไม่เกิด บังเกิดขึ้น

(๒) เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว

(๓) เพื่อกุศลธรรมที่ยังไม่บังเกิด (ให้)เกิดขึ้น

(๔) พยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเพีอน เพิ่มพูนไพบูลย์ เจริญบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว

นี้เรียกว่า สัมมาวายามะฯ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ สัมมาสติ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัด

อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

(๒) ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ

พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

(๓) ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัด

อภิชฌาแสะโทมนัสในโลกเสีย

(๔) ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัด

อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

นี้เรียกว่า สัมมาสติฯ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ สัมมาสมาธิ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) สงัดจากกาม สงัดจากอกุศสธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติแสะสุข เกิดแต่วิเวกอยู่

(๒) เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

(๓) เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผูได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

(๔) เธอบรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์และดับโสมนัสก่อนๆได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิฯ

 

            ในบรรดาองค์ทั้ง ๘ นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าสัมมาทิฏฐิป็นข้อสำคัญ เพราะเป็นจุด ตั้งต้นของความเจริญในข้อปฏิบัติอื่นๆ

 

อ้างอิง

พระสูตรเเละอรรถกถาแปล, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, เล่ม ๓๐ หน้า ๒๔.

 Total Execution Time: 0.0011134147644043 Mins