
น้ำส้มของคุณยาย
คุณยายท่านเป็นคนที่ให้กำลังใจคนเก่งมาก เวลาเราทำงานเหนื่อยๆ หลวงพี่คุมรถแทรกเตอร์อยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ พอประมาณสักบ่าย 4 งานยังติดพันไม่มีเวลาเข้าไปพักดื่มน้ำ คุณยายจะให้เด็กเอาน้ำส้มคั้น ใส่แก้วมาให้ถึงหน้างานเลยแดดร้อนๆและหิวน้ำพอดื่มน้ำส้มคั้นก็ชื่นใจ
น้ำส้มแก้วหนึ่งในตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน ตอนนั้นยังเป็นท้องนา ต้นไม้ให้ร่ม บังแดดแทบจะหาไม่ได้อยู่กลางแดดเปรี้ยงๆน้ำส้มหนึ่งแก้วท่ามกลางความร้อนจากเปลวแดด ท่ามกลางไอร้อนจากพื้นดินที่ลอยขึ้นมาเทียบกันกับน้ำส้มแก้วหนึ่งในตอนนี้ ที่มองไปมีแต่ความร่มรื่น น้ำส้มแก้วเดียวกันแต่ความรู้สึกที่ได้ไม่เหมือนกัน
สมัยนั้นไม่มีน้ำแข็ง ไม่มีตู้เย็น ต้องคั้นกันสดๆ เมื่อได้รับแล้วมันชื่นใจ เพราะได้น้ำใจจากคุณยาย
แสดงว่าคุณยายท่านเห็นเราทุกคนอยู่ในสายตาของท่านตลอด ท่านเห็นเราทำงานเหนื่อย ท่านรู้ว่าเราขาดแคลน รู้ว่าเราล้า ท่านจึงให้เด็กเอาน้ำมาให้ พอชื่นใจแล้ว เราก็ไม่ต้องเสียเวลาแวะเข้าไปพัก ลุยงานต่อไปได้จนมืดเลย
แม้ได้รับน้ำส้มในตอนนี้ น้ำส้มเหมือนกันแต่คุณค่าไม่เหมือนกัน รสชาติก็ไม่เหมือน ความชื่นใจก็ไม่เหมือน ซึ้งน้ำใจก็ไม่เหมือนกัน
. . . . . . . . . . .
คำพูดของคุณยาย
"คนทำงานมีเยอะ แต่คนรับผิดชอบงานมีน้อย'’
เจอคำพูดของคุณยายคำนี้เข้าทีแรกนั่งฟังแล้วก็ยัง งงๆอยู่ เพราะ ตอนนั้นเพิ่งมารับงานใหม่ๆ เรายังไม่ค่อยเข้าใจ
บรรยากาศการรับบุญของวัดเราจะมีช่วงหน้างานที่ทุกคนต่างก็สนุกสนานกับการรับบุญ อย่างเช่น การเตรียมงานบุญใหญ่ แต่พอเสร็จงานแล้ว แต่ละคนจะแยกย้ายกลับบ้านกันไป เหลือเพียงไม่กี่คนหรอก
วันหนึ่งคุณยายท่านพูดขึ้นว่า “คนทำงานมันเยอะ คนรับผิดชอบ งานมันน้อย คนทำงานหาง่าย คนรับผิดชอบงานหายาก” ตอนนั้นเราก็ ไม่ค่อยเข้าใจ คนทำงานกับคนรับผิดชอบงานมันไม่เหมือนกันหรือ คนทำงานก็ต้องรับผิดชอบงานให้มันจบ ความเข้าใจของเราเป็นแบบนี้
เมื่อฟังคำที่ท่านพูดแล้วเอามาคิดตาม ตอนหลังถึงมาเข้าใจว่า ทำงานเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ความรับผิดชอบใหญ่กว่านั้น เป็นเกือบ ทั้งหมด ต้องคุมและคอยดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด นึกถึงคำพูดของท่านแล้วก็รู้สึกทึ่ง เป็นคำพูดที่สั้นๆ ง่ายๆ แต่ครอบคลุมหมด มีความสมบูรณ์ในตัว มีความลึกซึ้ง มีนัยคำสอนแฝงอยู่
. . . . . . . . . . .
ผู้ที่เดินตามหลังงาน
ทุกครั้งที่มีงานบุญทุกคนก็จะเฮโลมะรุมมะตุ้มช่วยกันคนละตุ้บคนละตั้บ เหล่านี้คือคนทำงาน แต่ว่าคนที่รับผิดชอบงานเขาจะต้องมองดูตั้งแต่ เริ่มต้นเลยว่า คนที่มาช่วยเป็นอย่างไรบ้าง จะชวนมาจากที่ไหน จำนวนเท่าไร งานที่จะให้ช่วยมีอะไร ให้ช่วยทำอย่างไร ทำแล้วงานสำเร็จไหม เรียบร้อยไหมพองานเสร็จแล้ว คนทำงานเขาเหนื่อยกันแล้ว พอเหนื่อย เขาก็วางงาน แต่คนรับผิดชอบงานยังวาง ยังเลิกไม่ไต้
คนรับผิดชอบงานต้องมาคอยตามดูว่าข้าวของอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้เรียบร้อยดีไหม มีอะไรชำรุดเสียหายต้องบำรุงซ่อมแชมบ้าง งานทุกอย่างเรียบร้อยไหม ครบถ้วนไหม และเสร็จจากงานนี้แล้ว
ต้องทำอะไรต่อไปอีก หรือว่าจบเท่านี้ถ้ายังไม่จบจะต้องมีใครเข้ามาประสานจุดนี้ต่อไหม ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบซึ่งยิ่งใหญ่ แล้วก็อธิบายสั้นๆ ให้ครอบคลุมทั้งหมดไม่ได้
ถ้าเทียบง่ายๆ คนทำงานก็คล้ายๆ กับลูกจ้าง สักแต่ว่าทำๆ ไป ส่วนคนรับผิดชอบงานก็คล้ายๆ เป็นเจ้าของงาน เป็นเจ้าของบริษัท เป็นเจ้าของร้าน เขาจะต้องดูตั้งแต่ต้นทุน กำไร ขาดทุน ดูระยะเวลา ดูทุกอย่างจนจบหมด แบบนี้ถึงจะได้ชื่อว่าทำแบบเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของร้าน เจ้าของบริษัท
ในการทำงาน หลวงพี่จะเป็นคนลุยงาน บุกไปข้างหน้า หลวงพี่มหาชิโตก็ทำงานลุยเดินหน้าเช่นกัน ตามที่หลวงพ่อสั่ง ส่วนคุณยาย ท่านจะเป็นคนเก็บสุดท้าย คอยตามเก็บดูว่าที่พวกเราลุยไปนั้นเรียบร้อยดีไหม มีอะไรตกหล่นไหม เป็นเช่นนี้เสมอ ท่านจึงเป็นผู้ที่เดินตามหลังงาน
วันหนึ่งคุณยายเดินไปเจอลวดผูกเหล็กเบอร์ 18 เข้า เป็นลวดเล่มเล็กยาวประมาณ 25ซม. คนรดน้ำต้นไม้เขาต้องการจะใช้ลวดผูกเหล็ก ก็ไปขอที่ก่อสร้างเพี่อมาใช้รัดสายยางกับข้อต่อให้มันแน่น แล้วจึงลากสายยางไปฉีดรดน้ำต้นไม้ แต่พอเขาเสร็จงานแล้วลวดมันยังอยู่กลางสนามในที่ลับหูลับตาคน แล้วคุณยายไปเจอลวดผูกเหล็กนี้เข้าท่านก็จำ แล้วก็เก็บลวดไว้
เลิกงานแล้วประมาณ 5 โมงครึ่ง ถึงเวลาฉันน้ำปานะตอนเย็น ขณะที่นั่งล้อมวงกันอยู่นี้ คุณยายท่านก็เดินเข้ามาแล้วก็พูดขึ้นว่า “คนทำงานมันมีเยอะ คนรับผิดชอบงานมันมีน้อย"
จากนั้นท่านก็เล่าให้ฟังว่า “ยายไปเจอลวดผูกเหล็กมาใช้เสร็จแล้วทิ้งไว้ มันเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้นเลยนะใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ แบบนี้ไม่ได้มีคีมผูกเหล็ก มีลวดผูกเหล็กด้วย" ท่านไปเจอที่สนามหญ้าตรงบริเวณไหน ท่านก็อธิบายให้ฟัง
ตอนนั้นเรามีความรู้สึกอยู่ 2-3 อย่าง
หนึ่ง-สนามหญ้าออกจะกว้างใหญ่ คุณยายท่านยังตามดู พื้นที่วัดตั้งเยอะแยะ ลวดเล็กแค่นี้ยังไม่หลุดจากสายตาคุณยาย
สอง-ท่านยังเอามาพูดให้เราฟัง เตือนให้เราฟัง แสดงว่าท่าน ตามหลังเราตลอดเวลา สมแล้วที่เวลาเราฉันข้าวของท่าน เราไม่เคยเจอ ข้าวเปลือกแม้แต่เมล็ดเดียวเลย เม็ดหินก็ไม่เคยเจอ ยายละเอียด ถี่ถ้วนทุกอย่าง นึ่คือคุณยาย .. ผู้ที่เดินตามหลังงาน
. . . . . . . . . . .
ข้าวของคุณยาย
สมัยก่อนบวชเราไปกินข้าวตามร้านอาหาร บางทีเคี้ยวข้าวไปฟันเราไปกระทบเม็ดกรวดที่ปนอยู่ในข้าวเสียงดังกร๊อบ ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ เม็ดกรวด แต่ว่ามันก็หลุดปนเข้ามาในจานข้าวเราได้
ถามว่าชอบไหม ไม่ชอบ ชีวิตคนเราก็เป็นแบบนี้ ทุกคนอยากจะ ได้รับแต่ความสุข อยากจะได้รับแต่ความสมบูรณ์ อยากได้รับแต่ความเพียบพร้อมอยากได้แต่สิ่งที่ราบรื่นแต่ชีวิตจริงไม่ได้สมปรารถนาตลอดทุกครั้ง มันก็จะต้องมีสะดุดอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้เสมอ
ขอเพียงเราอย่าให้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การเจอเม็ดกรวด เม็ดเดียว แล้วเทข้าวทิ้งทั้งจานก็แล้วกัน ถ้าไม่ชอบก็เขี่ยเม็ดกรวดออก ข้าวทั้งจานก็ยังคงอยู่ เพราะฉะนั้นให้ระวังหน่อย จะเคี้ยวอะไรก็อย่า ได้อร่อยอย่างเดียว เคี้ยวอะไรต้องระวังด้วย ฟันจะได้อยู่กับเรานานๆ
เวลาหุ้งข้าว คุณยายจะให้หลานๆ เลือกสิ่งที่ปะปนมากับข้าวออกให้หมด ให้เหลือแต่ข้าวอย่างเดียว ตัวมอดไม่ให้มี ข้าวเปลือกไม่ให้มี ข้าวเมล็ดสีดำๆ ไม่ให้มี ฉะนั้นข้าวของคุณยายจึงสะอาด รับประทานไปเถอะเต็มปากเต็มคำไม่มีการได้เจอเม็ดกรวด
ตั้งแต่คุณยายมาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรฯ ฉันข้าวของท่านไปไม่เคยเจอข้าวเปลือกเลย คุณยายท่านจะคอยมาควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ด้วยตัวท่านเอง เพราะความละเอียดถี่ถ้วนของท่านเช่นนี้ ฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าพี้นที่ออกจะกว้างใหญ่ ทำไมท่านถึงเดินไปเจอลวด ผูกเหล็กได้
. . . . . . . . . . .
ลวดผูกเหล็ก
หลังจากที่ท่านอธิบายว่าท่านไปเจอลวดผูกเหล็กที่ตรงไหนท่านก็หันมามองหน้าหลวงพี่ “ครับยาย" หลวงพี่แสดงความรับผิดชอบ
เมื่อฉันน้ำปานะเสร็จ หลวงพี่รีบไปดู แล้วก็รู้ว่า ต้นเหตุของเรื่องนี้ไม่ใช่หน่วยงานก่อสร้างของหลวงพี่ แต่เป็นหน่วยงานต้นไม้ที่มา ขอเบิกทั้งลวดผูกเหล็กและคีม หลวงพี่เก็บรวมแล้วก็ไปคุยกับคนที่เขารับผิดชอบทางหน่วยงานต้นไม้
“คุณยายท่านไปเจอแบบนี้นะ ต่อไปให้ช่วยดูแลลูกน้อง ใช้แล้ว อย่าทิ้งขว้าง ให้เก็บให้เรียบร้อย ..." หลวงพี่ก็ไปคุยกับเขาอย่างนี้
การที่เราจะแก้ต่างว่า ต้นเหตุเรื่องนี้ไม่ใช่ของหน่วยงานเราเป็น เรื่องที่ไม่สมควร ในความคิดหลวงพี่ ทุกสิ่งทุกอย่างในวัดล้วนแต่เป็น ของเรา เป็นของพวกเราหมดทุกคนไม่ใช่เป็นของคนนั้นของคนนี้ ถ้ามีความผิดพลาดบกพร่องเกิดขึ้นมา เราคือหนึ่งในนั้น ไม่ต้องไปโทษใคร ยิ่งลวดผูกเหล็กกับคีมก่อสร้าง เขาก็ไปเบิกมาจากสโตร์ของเรา เบิกแล้วแม้ว่าเขาขาดความรับผิดชอบก็ตาม แต่นั้นส่วนหนึ่งมาจากเราด้วย
แล้วเราคงจะต้องไปกำชับกับคนสโตร์ของเราด้วยว่า เวลาใครมาเบิก ช่วยกำชับให้เขาดูแลสมบัติพระศาสนากันด้วย แม้จะเป็นหน่วยอื่น ก็ตามก็ต้องช่วยกันดูแล แต่ถ้าเรารู้สึกว่า เราเป็นส่วนหนึ่งแค่นั้นเอง เรารับผิดชอบอยู่แค่นั้นเอง เราจะไม่ได้เป็นหนึ่งในส่วนรวมเลย
. . . . . . . . . . .