วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ การปลูกฝังความรับผิดชอบ

 

cover_4606%20_%2064.jpg
การปลูกฝังความรับผิดชอบ
โดย
พระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว)


                เมื่อวานนี้ (๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖) หลวงพ่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมวัดสาขาที่ต่างจังหวัด เห็นหลวงพี่ท่านตั้งใจฝึกลูกพระ ลูกเณรที่บวชใหม่ ก็ดีใจแต่ดูแล้วก็เกรงว่า ท่านอาจจะฝึกพระเณรได้ครบตามที่แนะนำไว้ ในส่วนเฉพาะปฏิบัติการและวิธีการเท่านั้น แต่โดยหลักการไม่แน่ใจว่า จะเข้าใจจริงหรือไม่ ก็เลยชี้ให้ท่านดูในวันนี้ หลวงพ่อเลยถือโอกาสนำเรื่องการฝึกความรับผิดชอบของตัวเองและลูกหลานมาฝาก


                 ความหมายของคําว่าเล่าเรียน ฝึกฝน อบรม
                ในเรื่องของการศึกษา ปู่ย่าตาทวดของเราท่านแปลคำนี้ว่า “เล่าเรียน” บางแห่งใช้คำว่า “เรียน” ที่แปลเช่นนี้ เพราะอุปกรณ์การสอนในสมัยนั้น ตำรับตำราไม่มีอย่างสมัยนี้ เวลาสอนต้องมาเล่าเรื่องอย่างที่หลวงพ่อกำลังเล่าให้ฟังนี้ รวมกระทั่งมีเรื่องอะไรต่ออะไร ในอดีตมากน้อยเท่าไรก็เอามาเล่าแล้ว สิ่งที่เล่านั้นก็กลายเป็นบทเรียนไป


                นอกจากเล่าเรียน ร่ำเรียนเขียนอ่านกันเรียบร้อยแล้ว ยังมีคำว่า “ฝึกฝน” “อบรม” ตามมาอีกด้วย เราได้ยินคำนี้จนเคย แล้วก็มองข้ามไป

                คำว่า “ฝึก” กับ “ฝน” “อบ” กับ “รม” เป็นคำกริยา แปลไม่เหมือนกัน 

                “ฝึก” แปลว่า ฝึกทำให้เป็น เช่น ไปเรียนวิชาว่ายนํ้าก็ต้องทําให้ได้ ทําให้เป็น 

                “ฝน” แปลว่า ทำให้แหลม ทำให้คมเช่น ดาบต้องการความคม กระบี่ต้องการความแหลม ต้องเอามาฝนแล้วฝนอีกให้มันคมให้มันแหลม

                “อบ” แปลว่า ทำให้หอม เช่น อบเสื้อผ้าให้หอม

                “รม” แปลว่า ทําให้ติด ทําให้ฝังเข้าไปเช่น พระพุทธรูปรมดำ

        
              พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ นอกจากจะให้ความรู้แก่ลูกในวิชาการด้านต่างๆ แล้ว ยังต้องให้ศีล ให้ธรรมะอีกด้วย ต้องฝึกลูกจนกระทั่งเป็นและชำนาญ ฝนจนกระทั่งสามารถเอาความรู้ไปใช้ในแง่มุมต่างๆ ได้ ทั้งเฉียบ ทั้งคม ทั้งแหลม ส่วนนิสัยใจคอก็อบแล้วรมจนกระทั่งฝังลงไปในสันดาน อย่างนี้จึงจะครบของคำว่า การศึกษา การเล่าเรียน หรือการร่ำเรียน


                นี้คือภาพรวมๆ ของการศึกษาที่ปู่ย่า ตาทวดของเรามอง แต่ปัจจุบันนี้เรามองกันไม่ครบ ส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนแล้ว ก็เป็นเรื่องของครูสอนแล้วก็จบกัน อย่างนี้มองพลาดไป

 


                 ฝึกฝน อบรมอย่างไร ให้มีความรับผิดชอบ
                มีญาติโยมคนหนึ่งมาถามหลวงพ่อว่า คนชนิดไหนเหมาะกับการฝึก การฝน การอบ การรม ที่เหมาะจะรับเอาไว้ และประเภทไหนที่ไม่เหมาะจะรับไว้


               ตอบเขาไปว่า คนมีทั้งฝึกขึ้นและไม่ขึ้น คนที่มีความรับผิดชอบ คนอย่างนี้ฝึกขึ้น ส่วนคนไหนไม่มีความรับผิดชอบ คนอย่างนี้ฝึกไม่ขึ้น


               การที่จะฝึกให้ใครมีความรับผิดชอบนั้น ต้องฝึกมาจากนิสัยที่เกิดจากการย้ำคิด ย้ำพูดย้ำทำในเรื่องดีๆ เพราะนิสัยของคนในโลกนี้เกิดจากปัจจัยสี่ กิจวัตรประจำวัน และการทำงานหาเลี้ยงชีพ เนื่องจากต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ ทุกวันตลอดชีวิต เมื่อทำบ่อยๆ ก็กลายเป็นนิสัยประจําตัวขึ้นมา โดยมีข้อแม้ว่า ต้องตรงต่อเวลาและต้องทําให้ดีด้วย


                หลวงพ่อถูกฝึกให้มีความรับผิดชอบ ตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น จากโยมพ่อโยมแม่ จะเล่าให้ฟังแล้วลองไปเทียบเคียงกับตัวเองดู


              โยมพ่อของหลวงพ่อเป็นชาวสวน ชาวไร่และเลี้ยงสัตว์ไปด้วย ส่วนโยมแม่มีอาชีพค้าขาย จากการที่ท่านมีอาชีพอย่างนี้ ตั้งแต่เด็กเลยถูกบังคับให้ต้องตื่นตีสี่ครึ่ง เพื่อมาอ่านหนังสือ จนกระทั่งตีห้าครึ่ง ต้องรีบไปช่วยพ่อเตรียมอาหารที่จะให้เป็ด ไก่ และหมู จากนั้นก็ลงไปทำไร่แล้วไปตัดกล้วยและอ้อยในไร่ เพื่อเอาให้แม่ไปขายที่ตลาด

 

                ประมาณเจ็ดโมงครึ่งกินข้าวกินปลาพร้อมกับดูแลสัตว์ที่เลี้ยง เสร็จแล้วรีบอาบน้ำให้เสร็จภายในแปดโมงครึ่ง แล้วรีบขี่จักรยานไปโรงเรียน ทันเวลาเคาะระฆังที่ ๑ พอดี จากนั้นเรียนหนังสือ


               สี่โมงครึ่งเลิกเรียน กลับมาถึงบ้านมีเวลาเล่นหนึ่งชั่วโมง พอถึงหกโมงต้องช่วยแม่ทําขนม กว่าจะเสร็จประมาณสองทุ่มครึ่ง อาบนํ้าอาบท่าเสร็จสามทุ่ม จึงมีเวลาเป็นของตัวเองมาทำการบ้านดูหนังสือ ห้าทุ่มจึงเข้านอน


                 นี้คือความรับผิดชอบที่หลวงพ่อมี ไม่ว่าเรื่องเสื้อผ้า เรื่องปัด กวาด เช็ด บ้านเรื่องข้าวปลาอาหาร ขัดห้องน้ำ ถูกฝึกกันมาตั้งแต่เล็ก ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัว


                 จากความรับผิดชอบที่บ้าน ก็กลายมาเป็นความรับผิดชอบที่โรงเรียนโดยปริยาย และเมื่อมีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับพรรคพวก เพื่อนฝูงก็ถูกดึงตัวไปช่วย จนกลายเป็นความรับผิดชอบต่อพรรคพวกเพื่อนฝูงไปด้วย


                 ครั้นมาเจอหลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายอาจารย์ ท่านก็จ้ำจี้จ้ำไช ในเรื่องความรับผิดชอบมาก เวลามีงานเร่งจะรีบทําลวกๆ ก็ไม่ได้ ถึงแม้รีบทำก็ต้องทำให้ประณีต ทำให้ดีทําให้ได้

 


                 ลักษณะของผู้ที่มีความรับผิดชอบ
                 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ลักษณะของพระภิกษุที่เหมาะแก่การฝึก ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงการมีความรับผิดชอบที่ดีด้วย มี ๕ ข้อคือ มีศรัทธาดี มีสุขภาพดี ไม่มีมายา มีความเพียร และมีปัญญา

 

                คนที่มีศรัทธา จิตใจเขาจะเบิกบานไม่หงุดหงิด มีความตื่นตัว มีเหตุผลดี

                คนที่สุขภาพดีต้องบริหารเวลาได้ดีเยี่ยมกินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา ตรงต่อเวลา

                คนที่ไม่มีมายา คือ คนที่มีสุขภาพจิตดีไม่ขี้โม้ ไม่โอ้อวด ตรงไปตรงมา

                คนที่มีความเพียร คือ คนที่หนักเอาเบาสู้

                คนที่มีปัญญา คือ คนที่คิดเป็น ตัดสินได้ว่าอะไรดี ชั่ว ผิด ถูก ควร ไม่ควร

 

               เพราะฉะนั้น การที่คนใดคนหนึ่งจะต้องถูกปูพื้นฐานให้รับผิดชอบนั้น เท่ากับมีการฝึกให้มีศรัทธา ฝึกสุขภาพ ฝึกการคิดเป็นระบบ ฝึกความตรงต่อเวลา ฝึกการตัดสินใจและตัดใจอยู่ในนั้น แล้วกำลังใจของเขาก็จะพอกพูนขึ้นมาทุกวันๆ

 


                 มาช่วยกันปลูกฝังความรับผิดชอบ
                ในขณะนี้อบายมุขกำลังท่วมโลก อะไรที่ได้ชื่อว่าอบายมุขแทบจะถูกกฏหมายทั้งสิ้นทั้งสุรา นารี พาชี กีฬาบัตร แต่พวกเรากลับสวนกระแส ไม่หลงไปตามอบายมุข กลับหันหน้ามาทําความ ทำบุญทำทานกันอย่างเต็มที่

 

                เพราะฉะนั้น พวกเรามาช่วยกันเอาบทฝึกความรับผิดชอบนี้ไปใช้ฝึกทั้งตัวเองและลูกหลานให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ภพชาติต่อไปจะได้พบคนรอบข้างมีแต่นิสัยดีๆ ไม่ต้องพูดมากกันอีก

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล