วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ สร้างปัญญาเป็นทีม ตามแบบฉบับของพระสารีบุตร

สร้างปัญญาเป็นทีม
เรื่อง : หลวงพ่อทัตตชีโว

 

สร้างปัญญาเป็นทีม
ตามแบบฉบับของพระสารีบุตร
พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศด้วยปัญญา
ตอนที่ ๔ การหมุนธรรมจักรของพระบรมศาสดา

สร้างปัญญาเป็นทีม ตามแบบฉบับของพระสารีบุตร,เนื้อนาใน,อยู่ในบุญ

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า ปัญหาทุกข์ทั้งโลกดับลงได้ด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้นพระองค์จึงทรงต้องการเผยแผ่ความรู้เรื่องมรรคมีองค์ ๘ ออกไปให้ชาวโลกได้รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด เร็วที่สุดกว้างไกลที่สุด เพราะยิ่งมีผู้ปฏิบัติมรรคมีองค์๘ เพิ่มมากขึ้นเท่าไร ปัญหาต่าง ๆ ในโลกก็จะลดลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น


นโยบายการเผยแผ่เชิงรุก

   ในยุคบุกเบิกการเผยแผ่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้นโยบายการเผยแผ่เชิงรุกแก่เหล่าพระอรหันตสาวก ๖๐ รูปแรกของโลกไว้ว่า“พวกเธอทั้งหลาย จงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน เพื่อความเอ็นดูแก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย...“แต่พวกเธออย่าได้ไปทางเดียวกันถึง ๒ รูปพวกเธอจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามใน     ท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์โลกทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตาน้อยผู้จักอาจรู้ทั่วถึงธรรมนั้นมีอยู่ เขาเหล่านั้นย่อมเสื่อมจากคุณที่พึงได้พึงเห็น เพราะเหตุที่ไม่ได้ฟังธรรม แม้ตถาคตก็จะไปสู่อุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรมเหมือนกัน”


พระพุทธโอวาทนี้แสดงให้เห็นว่า
        ๑) คำสอนในพระพุทธศาสนามีความเป็นสากล มิได้ผูกขาดไว้เฉพาะพระองค์หรือเหล่าพระอรหันตสาวกผู้ใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา หากปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ตามคำสอนของพระองค์อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ย่อมสามารถบรรลุธรรมเช่นเดียวกับที่พระองค์ตรัสรู้ได้เช่นกัน

       ๒) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นงานเร่งด่วนที่ต้องแข่งขันกับปัญหาความทุกข์ของคนทั้งโลกซึ่งกำลังรอคอยพระองค์และเหล่าพระอรหันตสาวกให้เดินทางไปแนะนำสั่งสอนวิธีการดับทุกข์ด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘จนถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกเขา

      ๓)การเผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องกระจายกำลังออกไปทั่วทุกทิศทาง เพื่อให้คนทั้งโลกมีโอกาสได้ศึกษาวิธีการดับทุกข์ด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ด้วยตนเองอย่างทั่วถึงทุกมุมโลกโดยไม่ให้ตกหล่นใครเลยแม้แต่คนเดียว

 

การหมุนธรรมจักร

 เนื่องจากคำสอนในช่วงต้นพุทธกาลยังมีอยู่น้อยมาก พระองค์จึงมิได้เรียกการส่งพระอรหันต์ออกไปสอนวิธีการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ทรงเรียกการเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่า “การหมุนธรรมจักร” เพราะการเผยแผ่ตลอด ๔๕ พรรษานั้น คือ การอธิบายขยายความธัมมจักกัปปวัตนสูตรนั่นเอง
ในช่วงเวลาที่เพิ่งเริ่มหมุนธรรมจักรนั้นพระพุทธองค์เพิ่งตรัสรู้ได้เพียง ๕ เดือนเท่านั้นคำสอนในช่วงนั้นจึงนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับคำสอนทั้งหมดในพระไตรปิฎก เพราะมีเพียงธัมมจักกัปปวัตนสูตร อนัตตลักขณสูตรที่แสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ๕ รูป และอนุปุพพิกถาที่แสดงแก่พระยสกุลบุตรและสหายรวม๕๕รูปเท่านั้น แต่พระองค์ก็ทรงสามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างรวดเร็ว เพราะทรงมีวิธีหมุนธรรมจักรด้วยพระปรีชาสามารถอันยอดเยี่ยม ซึ่งพอสรุปเป็นประเด็นการทำงานช่วงแรกบุกเบิกได้ดังนี้

๑.การบริหารเวลาชีวิต
     พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการบริหารเวลาชีวิตเป็นอย่างมาก โดยทรงกำหนดพุทธกิจเพื่อทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวัน ๕ ประการซึ่งเรียกว่า “พุทธกิจประจำวัน ๕ ประการ” ดังนี้

๑) เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต
๒) เวลาเย็นทรงแสดงธรรมแก่ผู้สนใจใคร่ฟังธรรม
๓) เวลาย่ำค่ำประทานโอวาทแก่เหล่า ภิกษุ
๔) เวลาเที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา
๕) เวลาย่ำรุ่งทรงส่องข่ายพระญาณตรวจดูสัตวโลกที่สามารถ และที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรม อันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม่

       พระองค์ทรงปฏิบัติกิจวัตรเช่นนี้ตลอด ๔๕พรรษา เพื่อสอนสั่งทั้งมนุษย์และเทวดาให้รู้จักการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จะได้บรรลุธรรมอันเป็นปัญญาเครื่องดับทุกข์ดุจเดียวกับพระองค์

๒.การโปรดสรรพสัตว์
     พระองค์ทรงแบ่งการโปรดสรรพสัตว์ออกเป็น ๒ แบบ ดังนี้

      ๑) การโปรดสรรพสัตว์แบบเร่งด่วน
      ช่วงเวลาย่ำรุ่งของทุกวัน ในขณะที่พระองค์ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยข่ายพระญาณ หากพบบุคคลที่สามารถบรรลุธรรมปรากฏขึ้นในญาณทัสนะ ก็จะเสด็จไปหาบุคคลนั้นแบบเร่งด่วนทันที เมื่อได้พบกันแล้ว ก็จะทรงเป็นฝ่ายทักทายขึ้นก่อนเพื่อชวนสนทนา เมื่อเขาบังเกิดจิตเลื่อมใสในพระองค์แล้ว ก็ทรงแสดงธรรมในเรื่องที่เขาสงสัยให้ฟัง เมื่อความซาบซึ้งในธรรมขจัดความสงสัยสิ้นไป ใจของเขาก็หยุดนิ่งดิ่งเปน็ สัมมาสมาธิ พอพระธรรมเทศนาจบลงก็บรรลุธรรม พร้อมทั้งประกาศตนเป็นสาวกตลอดชีวิต

      ๒)การโปรดสรรพสัตว์แบบปกติ
     ถ้าหากวันใดไม่มีบุคคลที่จะสามารถบรรลุธรรมปรากฏเข้ามาในข่ายพระญาณ พระองค์ก็จะทรงดำเนินกิจวัตรประจำวันไปตามปกติ เพื่อสั่งสอนอบรมบ่มอินทรีย์เหล่าสาวกให้แก่กล้าขึ้นก่อน เมื่อมีศิษย์คนใดอบรมบ่มอินทรีย์จนแก่กล้าแล้ว ก็จะทรงแสดงธรรมแบบเฉพาะเจาะจงแก่บุคคลนั้น เพื่อประโยชน์แก่การบรรลุธรรมของเขาโดยตรง

๓.การเลือกหัวข้อธรรมที่เหมาะสม
     ในการแสดงธรรมทุกครั้ง พระองค์จะทรงเลือกหัวข้อธรรมที่เหมาะสมกับบุคคล ปัญหาสถานการณ์ นอกจากนี้ในการแสดงธรรม ไม่ว่าจะเป็นแบบเร่งด่วนหรือแบบปกติ พระองค์จะทรงปรารภเหตุในการแสดงธรรมอยู่ ๔ ลักษณะได้แก่    

      ๑) ทรงปรารภขึ้นจากความประสงค์ของพระองค์เองโดยไม่มีใครกราบทูล
     ตัวอย่างเช่น ในคราวที่พระองค์ทรงต้องการจะให้โอวาทแก่สามเณรราหุลที่มีอายุเพียง ๗ ขวบ ก็เสด็จไปถึงที่พักสามเณร แล้วตรัสแสดง ราหุโลวาทสูตร เพื่อปลูกฝังให้สามเณรรู้ว่า “สัจจะ” คือ คุณธรรมอันเป็นเสาหลักค้ำจุนชีวิตคน คนที่ยังพูดโกหกไร้สัจจะ คือ คนที่ยังทำความชั่วได้ทุกอย่าง หากต้องการบรรลุอริยสัจ ๔ ต้องฝึกการมีสัจจะต่อความดีให้เป็นนิสัยประจำตัว

     สามเณรราหุลได้รับฟังโอวาทแล้ว ก็ตั้งใจฝึกความเป็นผู้มีสัจจะตั้งแต่ ๗ ขวบ เพื่อบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้า เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ได้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว บำเพ็ญเพียรไม่นานก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ โดยอาศัยความมีสัจจะที่ได้รับการปลูกฝังไว้เป็นพื้นฐานตั้งแต่เด็กเป็นคุณธรรมหลักในการบรรลุอรหัตผล

       ๒) ทรงปรารภจากอัธยาศัยของบุคคลผู้ควรตรัสรู้ธรรม
     ตัวอย่างเช่น ในคราวที่พระองค์เสด็จไปโปรดโจรองคุลิมาล ซึ่งเวลานั้นฆ่าคนและตัดนิ้วไปแล้ว ๙๙๙ คน กำลังตามล่าหานิ้วสุดท้าย เพื่อให้ครบหนึ่งพัน พระองค์ทรงเห็นในข่ายพระญาณว่าเป็นโจรที่มีบุญมากพอจะ
ได้เป็นพระอรหันต์ในอนาคต แต่ถ้าไม่เสด็จไปห้ามการฆ่าไว้ก่อน ก็จะทำอนันตริยกรรมฆ่าตัดนิ้วแม่บังเกิดเกล้า แล้วบาปกรรมจากการทำมาตุฆาต ก็จะตัดหนทางแห่งมรรคผลนิพพาน

     พระองค์จึงเสด็จไปดักหน้า เพื่อล่อให้โจรองคุลิมาลวิ่งตามฆ่าพระองค์ แต่โจรองคุลิมาลยิ่งเร่งฝีเท้าเท่าไรก็ยังตามไม่ทัน จึงตะโกนร้องเรียกให้พระองค์หยุด เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าทรมานโจรองคุลิมาลจนสิ้นฤทธิ์แล้ว ก็ตรัสเตือนสติให้ได้คิดว่า “สมณะหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด สองมือของท่านยังเปื้อนเลือดอยู่”โจรองคุลิมาลฟังแล้วได้คิด ก็เลยตัดสินใจทิ้งดาบออกบวช รอดจากการทำมาตุฆาตรอดจากการทำอนันตริยกรรมได้อย่างหวุดหวิด

   ในขณะที่พระองคุลิมาลบวช ก็ตั้งใจฝึกฝนอบรมตัวเองอย่างเคร่งครัด แม้จะประสบความลำบากในการบิณฑบาตอยู่มาก เพราะถูกชาวบ้านระดมขว้างปาก้อนหินเข้าใส่อย่างไม่ยั้งมือด้วยความโกรธแค้น จนกลายเป็นบิณฑบาตอาบเลือดกลับมาวัดทุกวัน ท่านก็อดทนไม่ย่อท้อ ในที่สุดด้วยผลแห่งความเพียรอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

      ๓) ทรงปรารภจากปัญหาที่มีผู้กราบทูลถาม
      ยกตัวอย่างเช่น พวกเทวดาตั้งแต่สวรรค์ชั้นล่างได้ยินพวกมนุษย์ถกเถียงกันว่าอะไรคือมงคลชีวิต จึงพากันถกเถียงเรื่องมงคลกันจนไปถึงพรหมโลก แต่ก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้ ในที่สุดก็ยกขบวนจากสวรรค์ลงมายังเมืองมนุษย์ เพื่อกราบทูลถามปัญหานี้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงทราบปัญหานั้นแล้ว ก็ตรัสแสดง มงคลสูตร ๓๘ ประการ ให้เทวดาฟังโดยเริ่มต้นจากมงคลที่ ๑ ไม่คบคนพาล มงคลที่ ๒ คบบัณฑิต มงคลที่ ๓ บูชาบุคคลที่ควรบูชา ฯลฯ จนกระทั่งถึงมงคลที่ ๓๘ จิตเกษมเมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมจบลงเหล่าเทวดาทุกชั้นฟ้าก็เปล่งสาธุการ ดังสะเทือนเลื่อนลั่นพร้อมทั้งบรรลุธรรมตามมาเป็นอันมาก

     ๔) ทรงปรารภจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
      ตัวอย่างเช่น มีนักบวชนอกศาสนาคนหนึ่งพูดจาจาบจ้วงว่า การตรัสร้ธู รรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่การตรัสรู้ด้วยญาณทัสนะอันบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส แต่เกิดจากการตรึกตรอง-นึกคิด-ตีความ-ด้นเดา แล้วอ้างตนว่าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์

      พระสารีบุตรผู้ดำรงตำแหน่งพระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้มีปัญญามาก ได้ยินคำจาบจ้วงนี้จึงกลับมากราบทูลรายงานให้ทรงทราบ พระองค์จึงทรงปรารภเหตุนี้ตรัสแสดง มหาสีหนาทสูตรการที่พระองค์ต้องทรงแสดงธรรมแบบบันลือสีหนาท ก็เพื่อประกาศความเป็นเลิศในการตรัสรู้ธรรมอย่างที่ไม่มีศาสดาคนใดในโลกนี้ทำได้เพื่อให้ทุกคนทราบความจริงว่า การตรัสรู้ธรรมของพระองค์นั้น เป็นการตรัสรู้ด้วยทศพลญาณอันบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ที่ประกอบด้วยญาณทัสนะที่มีคุณสมบัติวิเศษ ๑๐ ประการ ซึ่งบังเกิดขึ้นจากพระปรีชาสามารถในการบำเพ็ญเพียรอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จนกระทั่งตรัสรู้ธรรมด้วยกำลังของพระองค์เอง และเป็นคุณสมบัติเฉพาะพระองค์เพียงผู้เดียว ไม่มีสาธารณะทั่วไปในเหล่าพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย

    ขณะที่พระองค์ทรงแสดงมหาสีหนาทสูตรถึงตอนท้าย ก็ได้ตรัสเตือนว่า ผู้ใดไม่ละทิ้งความเข้าใจผิดและวาจาจ้วงจาบนั้นว่า การตรัสรู้ธรรมของพระองค์เกิดจากตรึกตรอง-นึกคิดตีความ-ด้นเดา แล้วอ้างว่าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน

๔. การหมุนธรรมจักรด้วยคุณสมบัติแห่งธรรมราชา

      คุณสมบัติแห่งธรรมราชามีองค์ประกอบ    ๕ ประการ คือ

      ๑) ทรงเป็นผู้รู้จักอรรถ คือ ทรงเป็นผู้มีญาณหยั่งรู้ผล ได้แก่ หยั่งรู้ผลที่เกิดจากเหตุปัจจัยแต่ละชนิด รู้ทุกข์ รู้นิโรธ นิพพาน หยั่งรู้วิบากคือผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรมรู้เนื้อความแห่งภาษิต

    ๒) ทรงเป็นผู้รู้จักธรรม คือ ทรงเป็นผู้มีญาณหยั่งรู้เหตุ ได้แก่ หยั่งรู้เหตุปัจจัยแต่ละชนิดที่ทำให้เกิดผล รู้ทุกขสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ รู้อริยมรรคหนทางดับทุกข์ หยั่งรู้ว่านี้กุศลกรรม นี้อกุศลกรรม นี้คำภาษิต

      ๓) ทรงเป็นผู้รู้ประมาณ คือ ทรงเป็นผู้รู้ประมาณในการรับและการบริโภคปัจจัย ๔

     ๔) ทรงเป็นผู้รู้จักกาล คือ ทรงเป็นผู้รู้เวลาปลีกวิเวก รู้เวลาเข้าสมาบัติ รู้เวลา      แสดงธรรม   รู้เวลาจาริกเผยแผ่ไปในชนบท

      ๕) ทรงเป็นผู้รู้ประชุมชน คือ ทรงเป็นผู้รู้ธรรมชาติของกลุ่มคนทั้ง ๘ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกษัตริย์ กลุ่มพราหมณ์ กลุ่มคหบดี กลุ่มนักบวช กลุ่มเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา กลุ่มเทวดาชั้นดาวดึงส์ กลุ่มเทวดาชั้นนิมมานรดีกลุ่มเทวดาชั้นพรหม

 

๕). ผลแห่งการหมุนธรรมจักร

       ผลที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ

       ๑)มีผู้ตรัสร้อูริยสัจ ๔ ตามมาเป็น อันมาก

       ๒)การเผยแผ่พระธรรมคำสอนขจรขจายออกไปทั่วภพสาม

      ๓)บังเกิดปฏิรูปเทส๔ ขึ้นในแต่ละท้องถิ่นของชมพูทวีป ได้แก่อาวาสเป็นที่สบายอาหารเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย ธรรมะเป็นที่สบาย

    ๔)พระพุทธศาสนาครองใจของมนุษย์และเทวดา เกิดเป็นเขตแดนแห่งการบรรลุธรรมขึ้นภายในใจของสรรพสัตว์ เป็นดินแดนที่มารมองไม่เห็น

    ดังนั้น การที่พระองค์ทรงหมุนธรรมจักรด้วยพระปรีชาสามารถส่วนพระองค์เช่นนี้จึงทำให้มีผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ตามมาเป็นอันมาก ความรู้เรื่องการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ จึงแผ่ขยายออกไป และทำให้มีสาวกรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาศึกษาธรรมะกับพระองค์เพิ่มมากขึ้น

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ ๑๗๓ เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร